ตอนที่ 35 ความยุ่งยากที่มาหาถึงที่
ถ้าจะบอกว่าจิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์นั้นได้ถูกเจวี๋ยหวู่หมิงฆ่าไปแล้ว แต่กลับยังมีเศษเสี้ยวของวิญญาณบางส่วนที่หนีออกไปได้ ภายในเผ่าจิ้งจอกเหิน สมาชิกทุกตนในเวลาที่ออกสู่ภายนอกเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ต่างก็จะต้องสลักตราสลักดวงจิตของตัวเองเอาไว้ จนกระทั่งหลอมจนเกิดเป็นป้ายชักนำวิญญาณได้สำเร็จ จากนั้นก็จะทำการเก็บเอาไว้อยู่ในสถานที่ปลอดภัย เมื่อเป็นเช่นนี้ ขอเพียงยังคงมีพลังเทวธาตุเหลืออีกเล็กน้อย นั่นก็จะสามารถหยิบยืมทำให้ป้ายชักนำดวงวิญญาณ เพื่อสร้างแหล่งกำเนิดพลังขึ้นมาใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการช่วงชิงหรือว่าจะเป็นวิชาแห่งการเพาะภูตผี ต่างก็จะมีความเป็นไปได้ที่จะเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง และจิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ก็ได้ป้ายชักนำดวงวิญญาณคุ้มครองตัวเองจนมาถึงในสถานที่ปลอดภัยได้ ซึ่งอยู่ในยอดเขาฉางซื่อถ้ำหงส์หลาน ในเงื้อมมือของเซียนจิ้งจอกหว่านเม่ย เซียนจิ้งจอกหว่านเม่ยเดิมก็คือผู้อาวุโสภายในเผ่าจิ้งจอกเหินแห่งหุบเขาจิ้งจอกเหิน โดยชั่วชีวิตนี้ต้องคอยควบคุมดูแลการพัฒนาของเผ่าจิ้งจอกเหินอย่างไม่เต็มใจ จึงได้ออกมาสู่ภายนอกเพื่อตั้งตนขึ้นเป็นราชาผู้ปกครองด้วยตัวเอง จิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์นี้เดิมก็เป็นพวกชนชั้นรุ่นหลังที่มาจากถ้ำหงส์หลานของนาง หากนับตามบรรดาศักดิ์ ย่อมสมควรที่จะเป็นทายาทรุ่นลูกหลานกันแล้ว จนกระทั่งเมื่อได้รู้ว่าจิ้งจอกเพลิงบริสุทธิ์ได้ถูกผู้อื่นจัดการจนเหลือแค่เพียงดวงจิตวิญญาณอันน้อยนิด เซียนจิ้งจอกหว่านเม่ยก็เดือดดาลเป็นการใหญ่ ปฏิญาณเอาไว้ว่าจะต้องเลาะกระดูกบดเจวี๋ยหวู่หมิงให้เป็นผง แม้แต่ดวงจิตก็จะเอามาเป็นข้ารับใช้ผีสาง คอยรับใช้นางไปอีกนับหมื่นหมื่นปี! ในส่วนของคณะเดินทางสำนักชิงอวิ๋นที่ได้ตัดสินใจว่าในเวลาที่กำลังจะไปจับกุมเจวี๋ยหวู่หมิงถึงในเทือกเขาอยู่นั้น เซียนจิ้งจอกหว่านเม่ยก็ได้ระดมพลทหารมาไว้จนพร้อมสรรพแล้ว จนกำลังพุ่งเข้าหาสันเขาซุ่ยเหยี๋ยนกันอย่างเอิกเกริก วิกฤติกาลขุนเขาพิรุณโหมอันตึงเครียดระลอกนี้เองก็กำลังโถมเข้าใกล้เจวี๋ยหวู่หมิงขึ้นเรื่อย ๆ เพียงแต่ทุกอย่างนี้เขากลับไม่อาจที่จะทราบได้ แต่กลับยังคงเข้าสู่การบ่มเพาะเพื่อวิวัฒนาการเป็นขั้นเป็นตอนอยู่ และยามนี้ กลับมีคนที่มาถึงเร็วเสียยิ่งกว่าพวกเขาก่อนก้าวหนึ่ง บรึม!บรึม! เสียงที่ดังขึ้นเพียงไม่กี่ครา สะเทือนจนรอบบริเวณของสันเขาซุ่ยเหยี๋ยนในระยะหลายร้อยลี้ได้เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างรุนแรง จนเจวี๋ยหวู่หมิงต้องสะดุ้งตื่นขึ้นจากการบ่มเพาะ พร้อมทั้งขมวดคิ้วอยู่เล็กน้อย จากนั้นก็ได้มุ่งหน้าหันไปมองทางด้านนอกถ้ำ “องค์ชายสามช่างเยี่ยมยุทธ์นัก!” “โฮกโฮกโฮก!!!” อ่าวเหมิงผายมือออก ระหว่างนั้นก็พลันมีพลังที่เกิดจากลมปราณอันมหาศาลพุ่งออกมา เพียงพริบตาเดียวก็ได้ทำให้เทือกเขาระแวกที่ใกล้กับถ้ำซุ่ยเหยี๋ยนถึงกับพังทลายลง จนเกิดเป็นความร้อนที่แทรกซึมหินผาให้กลายเป็นหินลาวาไปในบัดดล พร้อมกับลอยขึ้นสูงอีกหลายสิบจั้ง ทันใดนั้นรอบข้างก็ได้เกิดเป็นเสียงเกือกเท้าม้าดังขึ้น อ่าวเหมิงที่นั่งอยู่บนหลังของสัตว์น้ำ เปี่ยมล้นไปด้วยแสนยานุภาพ มีสีหน้าเมินเฉย จนคล้ายกับว่าการโจมตีจากเมื่อครู่นี้เหมือนกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พรัอมทั้งยังได้ปลายตามองออกไปอย่างไม่แยแสสนใจ จนต้องแสดงสีหน้ากล่าวออกมาด้วยความภาคภูมิ: “ที่นี่ก็คือรังเก่าของนังแพศยานั้นอย่างงั้นเรอะ?” ท่ามกลางอากาศ สวีไห่เย่ชาที่กำลังชี้ไปยังทางด้านของถ้ำซุ่ยเหยี๋ยน พร้อมกับผสานมือคารวะแล้วกล่าว: “องค์ชายสาม เป็นที่แห่งนี้ ท่านเห็นพวกอสรพิษที่คอยคุ้มกันอยู่มากมายขนาดนั้นได้หรือไม่ นี่จะต้องเป็นรังเก่าของนางพญางูจิตบริสุทธิ์นั้นอย่างไม่ต้องสงสัย” “ดี!เช่นนั้นก็รอให้นังแพศยานั้นออกมา เจ้าก็รอที่จะลงมือ นำกำลังไปจับกุมมาทั้งเป็น!หากว่าขัดขืนหรือตอบโต้แม้แต่น้อย จงฆ่าอย่าให้เหลือ!!” “พ่ะย่ะค่ะ องค์ชายสาม!” ไม่ทันไร ฝูงอสรพิษที่เฝ้าคุ้มกันอยู่ทางด้านนอกถ้ำพลันเกิดความปั่นป่วนขึ้นในทันที ต่างก็ได้แยกย้ายเพื่อเปิดเส้นทางสายหนึ่งออก เจวี๋ยหวู่หมิงที่กำลังยืนอยู่บนหลังเฮยเสวียนก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านนอกของถ้ำ “เจ้าเป็นผู้ใด? เหตุใดถึงได้มาอยู่ที่นี่กัน? นังแพศยาพญางูจิตบริสุทธิ์นั้นเล่า?” อ่าวเหมิงกำลังมองเจวี๋ยหวู่หมิงด้วยสายตาที่เย็นชา จึงค่อยได้ถามไปว่า “เจ้าเป็นผู้ใดกันอีก? ถึงกับหาญกล้าโหวกเหวกโวยวายในที่แห่งนี้ มารบกวนความสงบของข้า อีกทั้งยังกล้าคุยโวโอ้อวดอย่างไม่รู้สึกกระด้างอาย ลบหลู่ท่านแม่ของข้า อยากตายมากนักหรือไงกัน?” เจวี๋ยหวู่หมิงขมวดคิ้วชนกัน ภายในแววตายังสาดเป็นประกายจิตสังหารแลบออกมา โดยที่ถามกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์ “งั้นเหรอ?เจ้าก็คือทายาทเหลือเดนของนังแพศยานั้นอย่างงั้นหรือ? พอดีเลย ไปเรียกนังแพศยานั้นออกมา องค์ชายอย่างข้าจะได้ทำการจัดการให้เสร็จไปในคราวเดียว!” อ่าวเหมิงพูดจบ คล้ายกับนึกถึงเรื่องราวอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงค่อยได้ยิ้มเย้ยขึ้นที่มุมปาก หัวเราะอย่างเย็นชาแล้วกล่าวออกมา: “เช่นนั้นก็จะให้เจ้าได้ตายอย่างกระจ่างเอง ว่าคนที่ฆ่าเจ้านั่นก็คือองค์ชายสามของราชามังกรแห่งตำหนักมังกรเป่ยไห่!เหอะ อย่างพวกเจ้าที่เป็นแค่เพียงสายเลือดชั้นต่ำ ยังริอาจมาทำลายรัศมีของพระบิดา ช่างเป็นบาปที่ไม่น่าให้อภัยเลยจริง ๆ!” อ่าวเหมิงพูดจบก็ไม่กล่าวอะไรออกมาอีก เพียงแต่จำจ้องมองเจวี๋ยหวู่หมิงด้วยความเย็นชา ตลอดทั้งร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายที่น่าอัศจรรย์ใจออกมาอีกครั้ง พฤติกรรมของเขาล้วนแต่ลำพองตนไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดตลอดมา แม้แต่ฮ่องเฮามังกรเป่ยไห่ให้เขาคิดหาข้ออ้างเพื่อฆ่าคนก็ยังไม่คิดที่จะไปนึก อีกทั้งยังถึงกับบุกเข้ามาด้วยจิตใจที่หวังจะฆ่ามารดาของเจวี๋ยหวู่หมิงกันอย่างโจ่งแจ้ง ในสายตาของเขา นี่ก็เป็นแค่อสูรที่ไม่มีที่พึ่งพิงหรือผู้ให้การหนุนเสริม ทั้งยังเป็นอสูรน้อยตามป่าเขาที่ยังมีพลังอันอ่อนแอ โดยที่คิดจะบีบจะเคล้นยังไงก็ล้วนแต่เป็นไปตามที่เขาต้องการ เหตุใดยังจำต้องไปขบคิดหาข้ออ้างมากความถึงเพียงนั้นกันเล่า? ในเวลานี้เจวี๋ยหวู่หมิงจึงค่อยรับฟังจนกระจ่างแจ้งเข้าใจขึ้นมาได้แล้ว ที่แท้ก็เป็นสายเลือดมังกรอันสูงศักดิ์ที่ตัวเองมีอยู่นั้นชักนำเภทภัยเข้ามา เพียงแต่ตัวเองที่แม้แต่จะไม่อยากยอมรับต้นตระกูลบรรพชนอะไรเทือกนั้น เพียงคิดที่จะบ่มเพาะอย่างสงบสุขเท่านั้น เพราะเหตุใดถึงได้มีคนที่ไม่ยินยอมที่จะเห็นในจุดดีของตัวเองกันล่ะ? ในจิตใจของเขาที่เกิดเป็นความเดือดดาลขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนถึงกับต้องเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า: “พยัคฆ์ถึงร้ายก็ไม่กินลูกตัวเอง นี่คงจะไม่ได้เป็นเจตนาของราชามังกรเป่ยไห่กันหรอกกระมั่ง? แล้วเขารู้หรือไม่ว่าในตอนนี้เจ้าได้เคลื่อนไหวกระทำตัวเยี่ยงนี้อยู่?” อ่าวเหมิงเพียงแสยะยิ้ม แล้วตอบไปอย่างไม่แยแส: “เหอะ หรือว่าเจ้ายังมัวแต่คิดว่าเสด็จพ่อจะมาช่วยเจ้าได้อย่างงั้นหรือ? ขอบอกต่อเจ้าตามความเป็นจริงนะ ชะตากรรมของพวกเจ้าเสด็จพ่อแทบจะไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยด้วยซ้ำ เสด็จพ่อยังคงออกไปท่องเที่ยวหาความสุขสำราญอยู่ องค์ชายอย่างข้าเองก็ไม่ทราบว่าได้ช่วยเก็บกวาดไปแล้วมากน้อยถึงเพียงใดแล้ว……เอาล่ะ อย่าได้มัวแต่มาเสวนามากความกันแล้ว เจ้าจงรีบไปเรียกให้นังแพศยานั้นออกมารับความตายเถอะ! องค์ชายอย่างข้าไม่ได้มีความอดทนมากพอที่จะมานั่งสนทนาร่วมกับเจ้าหรอกนะ” ที่เจวี๋ยหวู่หมิงต้องการก็คือคำพูดประโยคนี้ เดิมทีเขาก็ไม่ได้คิดที่จะสานสัมพันธ์อะไรกับทางทะเลเป่ยไห่อยู่แล้ว ตอนนี้กลับนับว่ายิ่งดี แม้แต่ข้ออ้างก็ยังมีคนเสนอมาให้ตัวเองแล้ว “ฮาฮาฮาฮา……” เจวี๋ยหวู่หมิงแหงนหน้าหัวเราะดังก้องฟ้า จากนั้นก็ได้ยกนิ้วสัตย์สาบานต่อฟ้า: “ข้าเจวี๋ยหวู่หมิง นับจากวันนี้เป็นต้นไป ขอตัดขาดความสัมพันธ์กับตำหนักมังกรเป่ยไห่ จะมีแต่ความแค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกเดียวกัน! แต่เป็นธรรมดาที่หากข้ายังอยู่บนโลกหล้านี้ ตำหนักมังกรเป่ยไห่ก็จะเป็นศัตรูของข้าเจวี๋ยหวู่หมิงไปตลอดกาล!” ด้วยนิสัยของเขาที่หากมีความแค้นก็ต้องชำระมาโดยตลอดผู้นี้ก็ช่างไร้เหตุไร้ผลสิ้นดี ทั้งยังทิ้งลูกทิ้งเมีย แล้วยังไม่วายที่จะส่งบุตรชายมาฆ่าล้างยกตระกูลอีก หากสามารถตัดขาดความสัมพันธ์ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ที่เหลือก็คงจะมีแต่ความแค้นที่จะไม่ขออยู่ร่วมฟ้าดินเดียวกันอีกแล้ว ถึงแม้จะกล่าวรุนแรงแค่ไหน แต่เขากับราชามังกรเป่ยไห่ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันแม้แต่น้อย แต่ก็ใช่ว่าจะเห็นชอบกับการกระทำของพวกเขา ความแค้นนี้เขาเองก็ได้สลักเอาไว้อยู่ภายในความทรงจำเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ค่อย ๆ เก็บกวาดพวกเขาอีกครา ก็นับว่าเป็นการทดแทนบุญคุณให้แก่นางพญางูจิตบริสุทธิ์ที่ทำให้เขาได้กำเนิดเกิดมากันแล้ว “เจ้าเด็กเหลือขอ แกว่งเท้าเข้าหาเสี้ยน!ข้าตำหนักมังกรเป่ยไห่ใช่เป็นชนชั้นที่พวกเจ้าจะสามารถแตกต้องหยาบเกียรติได้อย่างงั้นเรอะ?” เมื่ออ่าวเหมิงได้ยินเช่นนี้ ก็ถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ อีกทั้งยังบันดาลโทสะขึ้นยกใหญ่ ง้าวฟางเทียนฮว่าในมือยังได้สาดส่องเปล่งเป็นประกาย แล้วมุ่งหน้าหันเข้าฟันใส่เจวี๋ยหวู่หมิง! เพียงง้าวเดียวที่ทอดลง มิติช่องว่างจากรอบด้าน ล้วนแต่เกิดเป็นสภาวะอากาศที่บิดเบี้ยว ประกายแสงอันคมกล้าจากง้าว ได้ระเบิดจนไกลห่างออกไปกว่าสิบหมี่ เหมือนกับสายฟ้าที่ฟาดใส่กลางอากาศ ภายใต้การผ่าเข้าใส่กลางเวหา จนคล้ายกับว่าสามารถทำลายฟ้าดินให้แหลกเป็นจุล! เจวี๋ยหวู่หมิงเพียงรู้สึกเหนือหัวเกิดสายลมแรงพัดผ่าน ในใจเกิดอาการสั่นกลัวขึ้นอย่างรุนแรง ตัวง้าวยังไม่ทันเข้าถึง ต้นไม้ใบหญ้าหินผาศิลาขุนเขารอบข้างถึงกับเหี่ยวเฉาแตกสลาย จนเกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรง “แย่แล้ว!” เจวี๋ยหวู่หมิงถึงกับมีสีหน้าเปลี่ยนไป แม้จะรู้อยู่แล้วว่าง้าวด้ามนี้ร้ายกาจ ด้วยพลังของตัวเองจะต้องไม่อาจต้านทานได้อย่างแน่นอน ในด้านความเคลื่อนไหวเมื่อเทียบกับความคิดยังถือว่ารวดเร็วเสียยิ่งกว่า เมื่อได้คว้าเข้าไปจับที่เฮยเสวียน พร้อมกับกระตุ้นใช้เคล็ดดำดินขึ้นในทันที จากนั้นก็ได้ทั้งคนทั้งงูดำหายไปในใต้ดิน บรึม!...