‘ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด’
“ใครมาปลุกฉันแต่เช้าเนี่ย รู้ไหมกว่าเมื่อคืนฉันจะได้นอนมันดึกขนาดไหนแล้ว” จูจื้อโหยวบ่นพร้อมกับดึงผ้าห่มมาคลุมหัวจนมิด
แต่เสียงนาฬิกาปลุกยังดังไม่หยุด จูจื้อโหยวใช้มือควานหาที่มาของเสียงบริเวณหัวเตียงด้วยความเคยชิน แต่ไหนเลยหัวเตียงสี่เสายุคโบราณหลังนี้จะมีที่วางของได้ สุดท้ายจูจื้อโหยวก็ลุกขึ้นมานั่งอย่างไม่เต็มใจ “ไหนดูซิ ใครเอานาฬิกาปลุกมาแกล้งฉัน”
จูจื้อโหยวกวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้งก็นึกขึ้นได้ว่านางได้ย้อนเวลากลับมาในยุคโบราณ แล้วเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังอยู่นี้มันมาจากไหนกัน แต่หาเท่าไหร่จูจื้อโหยวก็ไม่พบนาฬิกาปลุกที่ว่านั่นเลยสักเรือน นางหลับตาลงอีกครั้งเพราะความง่วง แต่คราวนี้กลับมีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นในหัวของนาง
‘สวัสดีเ้านายคนใหม่ ข้าชื่อหงหลิน เป็ระบบสารพัดนึกรุ่น E2000 ไม่ว่าท่านปรารถนาสิ่งใด ข้าสามารถหามาให้ท่านได้’
จูจื้อโหยวทำท่านึก นางเคยอ่านเจอในวารสารวิทยาศาสตร์ฉบับหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนว่าสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่าระบบสารพัดนึกนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องท่านหนึ่ง และระบบสารพัดนึกรุ่น E2000 นี้เป็ระบบสารพัดนึกรุ่นแรก หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาระบบสารพัดนึกขึ้นมาอีกมากมาย จนก่อนที่นางจะทะลุมิติมา ระบบสารพัดนึกก็ถูกพัฒนาขึ้นมาร่วมยี่สิบเวอร์ชันแล้ว
“หงหลิน นายคือระบบสารพัดนึกตกรุ่นที่เขาพูดกันใช่ไหม แล้วทำไมนายถึงมาอยู่กับฉันได้ล่ะ” จูจื้อโหยวถามออกมาเสียงดัง
‘เ้านาย!’ หงหลินะโอย่างไม่พอใจจนจูจื้อโหยวสะดุ้ง ‘ท่านไม่จำเป็ต้องพูดออกเสียงเวลาที่ท่าน้าติดต่อกับหงหลิน อีกอย่างหงหลินไม่ใช่ระบบตกรุ่น แต่หงหลินเป็ระบบสารพัดนึกรุ่นแรก เ้านายโปรดเข้าใจด้วย ส่วนเื่ที่ท่านถามว่าทำไมหงหลินถึงได้มาอยู่กับท่าน ก็เพราะท่านเคยบริจาคเงินสำหรับพัฒนาระบบสารพัดนึกให้กับนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังเป็จำนวนเงินไม่น้อย เมื่อพวกเขาทราบข่าวว่าท่านเสียชีวิต พวกเขาก็เลยเอาหงหลินใส่ลงไปในโลงศพแล้วฝังไปพร้อมกับท่านด้วย ั้แ่นั้นหงหลินก็ถือเป็สมบัติส่วนตัวของเ้านายแล้ว’
“หมายความว่าในยุคนั้นฉันตายไปแล้วหรือ” จูจื้อโหยวถามออกไปอย่างนั้นเอง เพราะการที่เธอมาอยู่ในยุคนี้มันก็เป็คำตอบอยู่แล้ว
‘ใช่ขอรับ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับพาดหัวข่าวได้อย่างน่าสนใจ และสภาพของเ้านายตอนนั้นก็ดูไม่จืดเอาเสียเลย เรียกว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนตายได้น่าเกลียดเท่าท่านอีกแล้ว’ เพราะหงหลินเป็ระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็รุ่นแรก ดังนั้นการสื่อสารของเขาก็ออกจะตรงอยู่บ้าง ไม่เหมือนกับระบบในเวอร์ชันหลังที่มีการใส่ข้อมูลเื่ความรู้สึกเข้าไปด้วย
“ฉันน่าเกลียดขนาดนั้นเลยหรือ” จูจื้อโหยวพูดเสียงเบา พอนึกถึงการแต่งตัวของตัวเองเพื่อที่จะไปอาละวาดในงานแต่งแล้ว จูจื้อโหยวก็เชื่อคำพูดของหงหลินในทันที “พอ! ไม่ต้องตอบแล้ว ฉัน...ฉันแค่ตั้งใจแต่งตัวให้น่าเกลียดไปอย่างนั้นเอง ว่าแต่หงหลิน ทำไมนายถึงพูดภาษาโบราณกับฉันล่ะ”
‘เ้านายยังไม่เข้าใจสถานการณ์อีกหรือขอรับ ตอนนี้พวกเราถูกส่งมาอยู่ในยุคโบราณแล้ว และไม่มีทางได้กลับไปใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันอย่างแน่นอน ในเมื่อเราต้องใช้ชีวิตอยู่ในยุคนี้ เราก็ควรพูดแบบคนยุคนี้ไม่ใช่หรือขอรับ หรือว่าเื่ง่ายๆ แค่นี้เ้านายก็ไม่รู้ มิน่าล่ะ...หงหลินวิเคราะห์การรับรู้ของเ้านายอยู่นาน แต่ก็ไม่ปรากฏความฉลาดของเ้านายให้หงหลินเห็นเลย’
“นี่นายกำลังด่าว่าฉันโง่อยู่หรือ” จูจื้อโหยวถามเสียงเข้ม ถึงแม้ว่าสิ่งที่หงหลินพูดมามันจะเป็ความจริง แต่การที่เธอถูกระบบตกรุ่นต่อว่าตรงๆ ก็ทำให้เธอโมโหอยู่ไม่น้อยเลย “นายมันก็แค่ระบบตกรุ่นจะไปรู้อะไร ความฉลาดของฉันมันมากกว่านายหลายเท่า ไม่งั้นฉันจะสอบเข้าเรียนที่สถาบันสอนทำอาหารชื่อดังระดับโลกได้หรือ ถ้านายเก่งจริง นายทำอย่างฉันได้ไหมล่ะ”
‘เ้านายขอรับ หงหลินเป็ระบบสารพัดนึกรุ่นแรกขอรับไม่ใช่ระบบตกรุ่น เื่ง่ายๆ แค่นี้เ้านายยังไม่เข้าใจ แล้วทำไมเ้านายถึงคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าหงหลินที่มีข้อมูลอยู่มากมายเล่าขอรับ อีกอย่างเื่การทำอาหารอะไรพวกนั้นหงหลินก็ไม่สนใจอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็อาหารสูตรใดในโลก หากหงหลิน้า หงหลินก็สามารถดึงมันออกมาจากระบบได้ในทันที’ หงหลินพูดขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
“โอเคๆ ฉันไม่ทะเลาะกับนายแล้ว ว่าแต่นายจะอยู่กับฉันจนถึงเมื่อไหร่ มีกำหนดระยะเวลาหรือเปล่า ฉันจะได้รู้ว่าฉันควรจะใช้ประโยชน์จากนายยังไง”
‘หงหลินจะอยู่กับเ้านายจนกว่าเ้านายจะยกหงหลินให้คนอื่น ถึงตอนนั้นหงหลินก็จะไม่ใช่สมบัติของเ้านายอีกต่อไป’
“มีของดีอยู่ในมือแล้วฉันจะยกนายให้คนอื่นทำไม แล้วที่นายบอกว่านายสามารถมอบสิ่งของที่ฉัน้าให้ฉันได้ทุกอย่างมันคือเื่จริงใช่ไหม” จูจื้อโหยวถามสิ่งที่ตัวเองสนใจทันที เพราะตอนนี้สิ่งที่เธออยากทำเป็อย่างแรกคือปรับปรุงอาหารที่เธอและสามีกินอยู่ทุกวันนี้ให้ดีขึ้น จากนั้นค่อยคิดเื่หารายได้ รอให้ได้เงินเยอะๆ เธอต้องพาสามีหนีออกจากครอบครัวเฮงซวยแห่งนี้ให้ได้
'ทุกอย่างตราบเท่าที่เ้านาย้าขอรับ เพียงแต่ว่า...เอ่อ...เ้านายต้องมีเงินมาแลกเปลี่ยนขอรับ’
“ถ้างั้นนายก็เป็ระบบที่ไร้ประโยชน์มากน่ะสิ นายดูสภาพฉันตอนนี้ซิ เสื้อผ้าของคนใช้ยังดูกว่าฉันอีกมั้ง แล้วฉันจะไปเอาเงินไหนมาแลกเปลี่ยนกับนาย”
‘แต่ว่าเ้านาย เงินอีแปะเป็เงินโบราณ หากเ้านายเอาเงินโบราณมาแลกเปลี่ยนกับสิ่งของในระบบ มูลค่าของเงินจะสูงมาก และเ้านายจะได้สิ่งของกลับมาเยอะมากเลยนะขอรับ’
“แล้วถ้าเป็ของอย่างอื่นที่ไม่ใช่เงินล่ะ เอามาแลกได้ไหม”
‘เ้านายมีสิ่งของอันไหนอยากเอามาลองแลกดูไหมขอรับ’
“ถุงผ้าอันนี้ล่ะ แลกได้ไหม” จูจื้อโหยวนึกถึงถุงผ้าที่เ้าของร่างเดิมชอบทำเมื่อมีเวลาว่างขึ้นมาได้ ทันทีที่นางหยิบถุงผ้ามาไว้ในมือ ถุงผ้าใบนั้นก็หายไป
‘ถุงผ้าลายมงคลใบนี้ใช้ผ้าไม่ดีนัก แต่ฝีมือการปักลายกลับยอดเยี่ยมมาก ราคาที่ประเมินได้อยู่ที่ใบละห้าตำลึง หากเ้านายอยากทำให้ถุงผ้ามีราคามากกว่านี้ เ้านายต้องเปลี่ยนเป็ผ้าไหม และควรนำเส้นด้ายจากโลกอนาคตมาใช้ เมื่อรวมกับทักษะที่ยอดเยี่ยมของท่าน คาดว่าถุงผ้าจะขายได้ใบละไม่ต่ำกว่าใบละยี่สิบตำลึงแน่นอนขอรับ’
จูจื้อโหยวไม่ได้คิดอะไรมาก อย่างไรความสามารถของร่างเดิมก็ยังมีอยู่ ดังนั้นถุงผ้าและผ้าเช็ดหน้ามากมายที่เ้าของร่างเดิมได้ปักเอาไว้ นางจึงเอาออกมาขายทั้งหมด เพราะเวลานี้สิ่งสำคัญที่สุดของนางก็คือการหาเงิน พอหาเงินได้มากๆ นางจะได้พาสามีออกจากบ้านหลังนี้ไปใช้ชีวิตที่มีความสุขของตัวเอง
แต่ความฝันอันแสนหวานของจูจื้อโหยวต้องมาสะดุดลง เพราะ...
“จูจื้อโหยว! เ้ารีบออกมาเดี๋ยวนี้ นี่มันเวลาใดแล้ว ทำไมเ้าถึงไม่ไปปรนนิบัติข้ากับท่านแม่” เสียงของฟู่เซียงหรูดังขึ้น “เ้ารีบออกมาข้างนอกเดี๋ยวนี้เลย ไม่เช่นนั้นข้าจะสั่งให้คนจับเ้าไปโบย โทษฐานที่ไม่กตัญญูต่อแม่สามี”
จูจื้อโหยวถอนหายใจแล้วยิ้ม “ฉากนี้ฉันเคยเห็นแต่ในละคร ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอกับตัว แม่สามีกับน้องสามีที่เห็นแก่ตัวอย่างนั้นหรือ ช่างเป็พล็อตที่...ข้าชอบเหลือเกิน”