เมื่อเหล่าผู้ฝึกตนจากสองขั้วอำนาจอันยิ่งใหญ่ปรากฏกายสีหน้าของกู่เทียนหยวนก็พลันซีดเผือดลงในฉับพลัน
เดิมทีเขาคิดว่าถ้ำเซียนที่ค้นพบในวันนี้จะเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่เหนือฟ้า หากไม่คาดว่าสุดท้ายแล้ว...กลับเป็นเพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ
ในหมู่ผู้มาเยือนจากทั้งสองฝ่ายนั้นล้วนมีผู้ฝึกตนระดับธรรมกายอยู่จำนวนไม่น้อยแต่ละคนล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งที่โดดเด่น
หากจะช่วงชิงสิ่งใดต่อหน้าคนเหล่านี้ก็เปรียบได้ดั่งปีนฟ้าทะยานเมฆ—แทบไร้ความหวัง
"เฮ้อ… ท่านผู้นำตระกูลมู่"
"ดูท่าวันนี้พวกเราคงไร้วาสนาแล้วกระมัง"
"บุคคลที่มาในครานี้ล้วนเป็นผู้ที่แม้แต่เราเองยังไม่อาจแตะต้อง!"
"นั่นน่ะหรือ… นิกายบูชาจันทร์ และ…ตระกูลเจียง!"
"โชควาสนาแห่งถ้ำเซียนครั้งนี้เกรงว่าจะต้องล่าถอยอย่างหมดหวังแล้ว..."
เสียงทอดถอนใจของกู่เทียนหยวนเอ่ยออกมาด้วยความจนใจพลางเบนสายตาลงเล็กน้อย
ทว่ามู่เสินฉวนกลับเพียงหรี่ตาแนบสนิทไม่เอ่ยคำใด เพียงยืนนิ่งอย่างสงบ ประหนึ่งกำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างลึกซึ้ง
ณ เวลานั้นเองเหล่าผู้ฝึกตนจากนิกายบูชาจันทร์และตระกูลเจียงต่างก็ประจันหน้ากัน
ชั่วพริบตา—กระแสพลังจิตนับสิบสายพุ่งปะทะกันกลางอากาศบังเกิดเป็นคลื่นพลังไร้รูปพวยพุ่งราวคลื่นน้ำโหมซัด เกิดเป็นแรงกดดันมหาศาล
"นิกายบูชาจันทร์..."
"เจ้าช่างบังอาจนัก!"
"เมื่อเห็นตระกูลเจียงของข้ามาถึงแล้วเหตุใดจึงไม่เร่งถอยกลับไป!"
เสียงตะคอกดุดันดังขึ้นจากผู้ฝึกตนผู้หนึ่งแห่งตระกูลเจียงขณะสัตว์อสูรใต้เท้าแผดเสียงคำรามสนั่น แววตาของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในฤดูหนาว
"..."
"ฮึ่มตระกูลเจียงช่างโอหังไม่เปลี่ยน!"
"เคราะห์ร้ายแท้ๆ เลยพวกเขามาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไรกัน!"
"เฮ้อ!"
เสียงพึมพำของเหล่าผู้ฝึกตนแห่งนิกายบูชาจันทร์แว่วเบาทว่าแฝงด้วยความหงุดหงิดสีหน้าทุกคนล้วนหม่นมัว ไม่สู้ดีนัก
"ผู้อาวุโสสวี่จะเอาอย่างไรต่อจากนี้ดี?"
หนึ่งในผู้คุมกฎระดับถ้ำสวรรค์หันไปเอ่ยถามชายวัยกลางคนที่อยู่เคียงข้างด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความเคารพ
เพียงเท่านี้ก็พอจะมองออกได้ว่าชายผู้นี้นั้นคงสถานะไม่ธรรมดาในนิกายบูชาจันทร์
สวีหยวนมีสีหน้าแปรเปลี่ยนพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยเสียงต่ำพลางจ้องมองอีกฝ่าย"นับตั้งแต่โบราณกาล ล้วนแล้วแต่ตกเป็นของผู้มีวาสนา"
"เหตุใดตระกูลเจียงของท่านจึงได้โอหังถึงเพียงนี้?"
"หรือจะไม่รู้ว่าสิ่งใดย่อมมีลำดับก่อนหลังมิใช่หรือ?"
ผู้ฝึกตนแห่งตระกูลเจียงผู้นั้นเดือดดาลขึ้นทันทีแต่ก่อนจะทันได้โต้กลับ เสียงอันราบเรียบหนึ่งก็ขัดขึ้นมาก่อน
ชายหนุ่มผู้ขี่อยู่บนหลังสุนัขทองคำศักดิ์สิทธิ์กล่าวด้วยรอยยิ้มสงบนิ่ง"ที่แท้ก็เป็นผู้อาวุโสสวี่นี่เองที่เป็นผู้นำ ในครั้งนี้นับว่าน่ายกย่องยิ่งนัก"
"แต่หากจะว่าด้วยลำดับก่อนหลังเช่นนั้นก็ต้องนับจากสองท่านที่มาถึงก่อน หาใช่ข้าหรือท่านไม่ใช่หรือ?"
ขณะเอ่ยวาจาเขาก็เหลือบสายตาไปยังกู่เทียนหยวนและมู่เสินฉวนที่อยู่ไม่ไกลนักอย่างมีเจตนาแฝง
และเพียงชั่วอึดใจสายตาของผู้ฝึกตนระดับสูงนับสิบก็หันไปจับจ้องยังทั้งสองทันที
"ฮึ่ม… สวมชุดคลุมมังกรเช่นนั้น"
"ดูเพียงครู่ก็รู้ว่าคือจักรพรรดิบ้านนอกแห่งแคว้นอันกระจ้อยร่อย!"
"เพียงแค่ระดับถ้ำสวรรค์ขั้นหกก็กล้าคิดหมายครอบครองถ้ำเซียนระดับศักดิ์สิทธิ์… ช่างไม่เจียมตัวสิ้นดี!"
"ฮ่าๆ! ว่าด้วยลำดับหรือ? ปล่อยให้พวกเขาเข้าไปเถิด...จะเข้าไปถึงเพียงไหนกันเชียว!"
เสียงหัวเราะเย้ยหยันและวาจาเสียดสีดังกระหึ่มขึ้นมาจากทั้งสองฝ่าย
ทำให้สีหน้าของกู่เทียนหยวนพลันหม่นหมองแต่ก็ได้เพียงขบกรามแน่นกล้ำกลืนความอัปยศไว้ภายใน ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดตอบโต้
ตรงกันข้ามมู่เสินฉวนที่อยู่เคียงข้างกลับสงบเยือกเย็นดั่งผิวน้ำในคืนไร้ลมคล้ายมิได้รับรู้สิ่งใดเลย
สวีหยวนลอบเพ่งมองชายหนุ่มรูปงามผู้ขี่สุนัขทองคำศักดิ์สิทธิ์ด้วยแววตาจริงจัง
เขาคือ เจียงหวนอวี่เขามิใช่เพียงแค่ศิษย์ธรรมดาทั่วไปหากแต่เป็นหนึ่งในบุตรสวรรค์ผู้สืบทอดผู้ยิ่งใหญ่แห่งตระกูลเจียง
ด้วยวัยเพียงยี่สิบกว่าปีเจียงหวนอวี่ก็ก้าวขึ้นสู่ระดับธรรมกายได้สำเร็จพลังฝึกตนของเขาทัดเทียมกับบุตรศักดิ์สิทธิ์และธิดาศักดิ์สิทธิ์จากแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในแคว้นตงฮวงอีกทั้งยังครอบครองคัมภีร์โบราณจักรพรรดิของตระกูลเจียง ฝึกฝนวิชาลี้ลับต่างๆจากคัมภีร์นั้นจนพลังการต่อสู้เหนือล้ำไร้เทียมทาน
เขาคือหนึ่งในคนรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งแคว้นตงฮวงอย่างไม่ต้องสงสัย
ขณะที่สวีหยวนกำลังชั่งใจเจียงหวนอวี่ก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่ากลับเปี่ยมด้วยความมั่นใจก่อนจะเอ่ยถ้อยคำต่อ
“เอาเถอะ...”
“สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งฟ้าดินล้วนเป็นของผู้มีวาสนา”
“หากพวกเจ้าปรารถนาจะเข้าไป ก็เชิญเถิดตระกูลเจียงของข้ามิใช่ผู้ใช้อำนาจรังแกผู้อื่น”
จากนั้นเขาก็หันไปทางกู่เทียนหยวน
“และเจ้าจักรรพรดิน้อยผู้นั้นหากเจ้าประสงค์จะเข้าไป ก็ไม่ต้องเกรงใจ”
กล่าวจบเจียงหวนอวี่ก็ไม่เอ่ยอะไรอีกเขายื่นมือออกไปเรียกอาวุธวิเศษนามว่า "กระสวยเมฆาทะลวงนภา"ออกมา
มันมีคุณสมบัติเฉพาะในการทำลายค่ายกลและม่านพลังแห่งโลกธาตุล้ำค่าเหนือสิ่งใด
ทันใดนั้นแสงศักดิ์สิทธิ์นับไม่ถ้วนก็พุ่งพล่านออกจากกระสวยเมฆาทะลวงนภาทะยานเข้าถล่มม่านพลังเบื้องหน้าอย่างดุดัน
"ตูม!"
"ตูม!"
โลกใบเล็กที่ผู้ฝึกตนระดับสูงนั้นทิ้งไว้ได้ล่องลอยอยู่ในรอยแยกแห่งมิติธาตุมานานนับหมื่นปี จนพลังฟ้าดินภายในร่อยหรอ
ภายใต้การโจมตีอันรุนแรงเช่นนี้ม่านพลังอันบางเบาก็พังทลายลงในไม่ช้า ก่อเกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่
เหล่าสมาชิกตระกูลเจียงที่ขี่สัตว์อสูรเกล็ดดำสนิทสะบัดธงโบราณอย่างองอาจ พากันทยอยมุ่งหน้าสู่โลกใบเล็ก และในชั่วไม่กี่ลมหายใจร่างของพวกเขาก็หายวับไปจากจุดนั้น
"ผู้อาวุโสสวีมีบุตรสวรรค์ผู้สืบทอดของตระกูลเจียงอยู่ที่นั่น พวกเราจะยังเข้าไปอีกหรือไม่?"
ผู้อาวุโสอีกคนของนิกายบูชาจันทร์เมื่อเห็นพวกเขาเข้าไปในโลกใบเล็กก็พลันรู้สึกตาร้อนผ่าว รีบเอ่ยถามอย่างอดรนทนไม่ไหว
"เจียงหวนอวี่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับธรรมกายได้ไม่นานนักถึงแม้พลังการต่อสู้ของเขาจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสแม้แต่น้อย!"
สวีหยวนจ้องมองไปข้างหน้าแววตาฉายแสงเยือกเย็น ทว่าเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น
"เข้าไป!"
“ทุกคนระวังให้ดีหลีกเลี่ยงการปะทะกับคนของตระกูลเจียง!”
"ขอรับ!"
เสียงตอบรับดังกระหึ่มพร้อมกับเหล่าผู้ฝึกตนแห่งนิกายบูชาจันทร์ที่พากันทะยานร่างเข้าสู่โลกใบเล็ก!
ไม่นานนักที่ใจกลางเทือกเขาอสูรก็เหลือเพียงมู่เสินฉวนกับกู่เทียนหยวนเพียงสองคน
กู่เทียนหยวนกัดฟันแน่นสีหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมหากแต่กลับไม่กล้าพูดสักคำเมื่อต้องเผชิญกับคำเย้ยหยันจากสองขั้วอำนาจอันยิ่งใหญ่ราวกับไม่ใช่คนเดียวกันกับกู่เทียนหยวนผู้เคยองอาจห้าวหาญในเมืองหลวงแห่งต้าเว่ยเมื่อครั้งอดีต
ไม่ใช่ว่ากู่เทียนหยวนมีนิสัยอ่อนแอจนถูกรังแกได้ง่ายแต่เป็นเพราะอีกฝ่ายมีพลังอำนาจอันแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ!
เพียงชั่วพริบตาพวกเขาก็สามารถโค่นล้มราชวงศ์ต้าเยี่ยนได้อย่างไม่เหนือบ่ากว่าแรงแล้ว
แม้โชควาสนาจะเข้าข้างให้ชิงสิ่งของวิเศษมาได้แต่สิ่งที่ตามมาก็คือหายนะ การแย่งชิงเช่นนั้นย่อมไร้ซึ่งความหมาย
"พวกเราไปกันเถอะ..." กู่เทียนหยวนกล่าวพลางถอนใจเบา ๆ อย่างปลงตก
"อืม"
มู่เสินฉวนขานรับเพียงสั้น ๆไม่ได้เอ่ยถ้อยคำใดอีก ก่อนจะทะยานร่างติดตามอีกฝ่ายไปยังทิศทางเดิม
ผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูปทั้งสองก็แยกย้ายกันไปคนละทาง
จนกระทั่งเงาร่างของกู่เทียนหยวนลับสายตามู่เสินฉวนก็พลันเปลี่ยนทิศทางพุ่งทะยานกลับไปยังเทือกเขาอสูรด้วยความเร็วที่น่าตื่นตะลึง!