“นี่มัน...อะไรกัน...” เฟยหลงกระซิบกับตัวเองขณะที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ในแอ่งน้ำที่บัดนี้กลายเป็เพียงแอ่งน้ำธรรมดา เสียงของเขาสั่นสะท้าน แต่ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นอีกต่อไป “พลังปราณที่เคยเป็เพียงลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลเอื่อยอยู่ในเส้นชีพจรของข้า...บัดนี้มันกลับกลายเป็มหาสมุทรที่บ้าคลั่งอยู่ภายในตันเถียน! คลื่นพลังแต่ละลูกที่ซัดกระหน่ำเข้ามา มันทรงพลังและหนาแน่นกว่าเดิมนับสิบเท่า!”
เขาหลับตาลงอีกครั้ง เพ่งสมาธิทั้งหมดเข้าไปสำรวจภายในร่างกายของตนเอง ภาพที่ปรากฏในห้วงสำนึกนั้นน่าตกตะลึงจนแม้แต่ตัวเขาเองก็แทบไม่เชื่อสายตา
“เส้นชีพจรลมปราณที่เคยเปราะบางและตีบตัน...บัดนี้มันขยายกว้างและส่องประกายสีฟ้าจางๆ ราวกับถูกหล่อหลอมขึ้นจากหยกน้ำแข็งเนื้อดีที่สุด...ทุกครั้งที่ลมปราณไหลผ่าน มันราบรื่นไร้ซึ่งการติดขัดใดๆ ราวกับสายน้ำที่ไหลไปตามร่องธารที่สมบูรณ์แบบ...นี่คือผลจากการชำระล้างของผลึกิญญาวารีสินะ...มันไม่ได้แค่เสริมพลัง แต่ยังสร้างรากฐานให้ข้าใหม่ทั้งหมด!”
เขาขบคิดในใจต่อไปอย่างรวดเร็ว สมองของนักฆ่าอัจฉริยะกำลังประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่ได้รับมา “ตามตำราที่ข้าอ่านมา การฝึกยุทธ์แบ่งออกเป็หลายขอบเขต เริ่มจากระดับรวบรวมลมปราณขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย...ก่อนหน้านี้ ร่างกายนี้อยู่แค่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นต้นที่อ่อนแอที่สุดด้วยซ้ำ...แต่พลังงานที่ข้าััได้ในตอนนี้ มันก้าวข้ามขั้นกลางและขั้นปลายไปไกลลิบแล้ว...ความรู้สึกนี้...ความหนาแน่นของพลังปราณที่สามารถััได้เป็รูปธรรม...อย่าบอกนะว่า...”
ความคิดหนึ่งวาบขึ้นมาในหัวของเขาดุจสายฟ้าฟาด
“ขอบเขตก่อกำเนิด! ข้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตก่อกำเนิดได้สำเร็จในคราวเดียว! จากระดับต่ำสุดะโข้ามมาถึงระดับที่เหล่าศิษย์สายในส่วนใหญ่ยังไปไม่ถึง! นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ! ผลึกิญญาวารี...ของวิเศษชิ้นนี้มันล้ำค่าเกินกว่าที่ข้าประเมินไว้เสียอีก!”
ความรู้สึกยินดีปนตกตะลึงแผ่ซ่านไปทั่วกาย แต่ในชั่วพริบตาต่อมา ความเยือกเย็นของอสุราก็กลับเข้ามาควบคุมจิตใจของเขาอีกครั้ง
“ไม่ได้...เื่นี้ต้องเป็ความลับสุดยอด” เขาเตือนสติตัวเองอย่างหนักแน่น “การที่บุตรชายเ้าสำนักผู้ไร้ประโยชน์ จู่ๆ จะกลายเป็ยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดภายในคืนเดียว มันเป็เื่ที่ผิดปกติเกินไป จะต้องมีคนสงสัยและสืบหาความจริงเป็แน่...และหากความลับเื่ผลึกิญญาวารีรั่วไหลออกไป ข้าจะต้องกลายเป็เป้าหมายของคนทั้งยุทธภพ! ไม่...ข้าจะยอมให้เกิดเื่แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด แผนการของข้าจะพังทลายลงทั้งหมด”
เฟยหลงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเริ่มโคจรลมปราณอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อเสริมสร้างพลัง แต่เพื่อ ‘ผนึก’ มันเอาไว้
“วิถีอสุราไร้ลักษณ์...จงซ่อนเร้นทุกสิ่งเอาไว้” เขาสั่งการในใจ “ข้าต้องกดระดับพลังที่แสดงออกมาให้คนภายนอกรับรู้ได้...ให้ดูเหมือนอยู่แค่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นกลางก็พอ...ใช่...นั่นเป็ระดับที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับการฟื้นไข้และเริ่มกลับมาฝึกฝนอย่างจริงจัง มันจะไม่โดดเด่นเกินไป แต่ก็ไม่ถูกดูแคลนจนเกินไปนัก เป็ระดับที่พอดีที่สุดสำหรับการเป็ ‘เงา’ ต่อไป”
ลมปราณอันมหาศาลในร่างของเขาเริ่มสงบนิ่งลงอย่างเชื่องช้า ก่อนจะถูกเคล็ดวิชาอันลึกล้ำบีบอัดและซ่อนเร้นเอาไว้ภายใต้เปลือกนอกที่ดูธรรมดา กลิ่นอายที่เคยทรงพลังราวกับราชสีห์ บัดนี้กลับกลายเป็เพียงลูกแมวตัวหนึ่งที่ไม่มีพิษสงใดๆ
“ยอดเยี่ยม...สำเร็จแล้ว” เขากล่าวกับตัวเองอย่างพึงพอใจ “ตอนนี้...มาทดลอง ‘ผลพลอยได้’ กันดีกว่า”
เขาลุกขึ้นจากแอ่งน้ำ เดินไปหยิบเสื้อผ้าที่พาดไว้บนโขดหินขึ้นมาสวมใส่ ก่อนจะยื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้าแล้วหลับตาลง เพ่งสมาธิไปที่พลังธาตุน้ำที่หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับลมปราณของเขา
“พลังจากผลึกิญญาวารี...มันไม่ได้มีแค่ความเย็น แต่ยังมีคุณสมบัติในการ ‘ซ่อนเร้น’ และ ‘กลมกลืน’...เหมือนกับน้ำที่สามารถเปลี่ยนรูปทรงไปตามภาชนะ...หรือเหมือนกับหมอกที่สามารถบดบังทุกสิ่ง” เขาพึมพำกับตัวเอง “ถ้าข้าลองผสานคุณสมบัตินี้เข้ากับวิถีอสุราไร้ลักษณ์...มันจะเกิดอะไรขึ้น?”
เขาค่อยๆ ปลดปล่อยลมปราณที่มีคุณสมบัติของธาตุน้ำออกมาจากฝ่ามืออย่างแ่เบาที่สุด...
ในตอนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในวินาทีต่อมา อากาศรอบๆ มือของเขาก็เริ่มเย็นลงอย่างรวดเร็ว ไอน้ำในอากาศเริ่มควบแน่นกลายเป็หมอกสีขาวบางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบแขนของเขา มันไม่ได้หนาทึบ แต่กลับมีคุณสมบัติพิเศษในการหักเหแสงจันทร์ที่ส่องเข้ามา ทำให้แขนของเขาดูพร่าเลือนและบิดเบี้ยวไปจากความเป็จริง!
“เหลือเชื่อ...” เฟยหลงอุทานในใจ “นี่มัน...การพรางตัวชั้นยอด! หากใช้ในตอนกลางคืนหรือในที่ที่มีหมอกลงจัด...ศัตรูคงจะมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของข้าเลยแม้แต่น้อย! นี่คือวิชาลอบสังหารที่์ประทานมาให้ข้าโดยแท้!”
เขาลองเพิ่มระดับการปล่อยพลังขึ้นอีกเล็กน้อย หมอกน้ำแข็งเริ่มหนาแน่นขึ้น และอุณหภูมิก็ลดต่ำลงจนน่ากลัว เขาลองใช้นิ้วดีดหมอกนั้นไปยังผนังถ้ำที่อยู่ห่างออกไปสามจั้ง...
*แคร็ก!*
ไม่มีเสียงะเิ ไม่มีแสงสว่างวาบ มีเพียงเสียงร้าวเล็กๆ ดังขึ้นเท่านั้น...แต่เมื่อเฟยหลงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เขาก็ต้องสูดลมหายใจเย็นเยียบ...ผนังหินแข็งในจุดที่ไอเย็นนั้นกระทบ...กลับถูกแช่แข็งจนเปราะบางและปรากฏรอยร้าวลึกเข้าไปเกือบครึ่งนิ้ว!
“นี่มัน...อำนาจทำลายล้างที่เงียบเชียบและร้ายกาจที่สุด” ดวงตาของเขาเปล่งประกายอย่างน่าพรั่นพรึง “หากการโจมตีนี้พุ่งเป้าไปที่จุดตายของศัตรู...เช่น ขมับ ลำคอ หรือหัวใจ...พวกเขาคงจะตายไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกอะไรโจมตี! ไม่ทิ้งร่องรอย ไม่ทิ้งหลักฐาน...สมบูรณ์แบบ...นี่คือวิถีแห่งอสุราโดยแท้!”
เฟยหลงกำหมัดแน่น หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน “ด้วยพลังในตอนนี้...ข้ามีไพ่ตายซ่อนไว้ในมือมากพอที่จะเอาตัวรอดในโลกใบนี้ได้แล้ว...แต่ตอนนี้...ได้เวลากลับไปเป็ ‘คุณชายน้อยเฟยหลง’ ผู้ไม่เอาไหนอีกครั้ง”
เขามองไปรอบๆ ถ้ำเป็ครั้งสุดท้ายเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีร่องรอยใดๆ หลงเหลืออยู่ ก่อนจะทะยานร่างฝ่าม่านน้ำตกกลับออกไปสู่โลกภายนอกอีกครั้ง ราตรีใกล้จะสิ้นสุดแล้ว แสงสีทองของรุ่งอรุณเริ่มจับขอบฟ้าทางทิศตะวันออก
“ต้องรีบแล้ว...ก่อนที่ศิษย์คนอื่นๆ จะเริ่มตื่นมาฝึกยามเช้า” เขากระซิบกับตัวเองขณะที่พุ่งทะยานร่างกลับไปยังสำนักด้วยความเร็วที่เหนือกว่าตอนมาหลายเท่าตัว แต่ยังคงเคลื่อนไหวไปตามเงามืดอย่างเงียบเชียบเช่นเดิม
เมื่อกลับมาถึงเรือนพักอันซอมซ่อของตนเอง เขาก็ถอดเสื้อผ้าที่เปียกชื้นออก ซ่อนมันไว้ใต้เตียงอย่างมิดชิด แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงไม้ที่แข็งกระด้าง แสร้งทำเป็หลับสนิท
เวลาผ่านไปไม่นาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงเรียกที่คุ้นเคยของเสี่ยวชุ่ย
“คุณชายน้อยเ้าคะ...ตื่นได้แล้วเ้าค่ะ วันนี้ท่านมีเรียนวิชาเพลงกระบี่พื้นฐานกับผู้าุโจางนะเ้าคะ”
เฟยหลงแสร้งทำเป็ขยับตัวอย่างเกียจคร้าน ส่งเสียงครางในลำคอราวกับคนที่ยังนอนไม่เต็มอิ่ม
“อืม...ข้ารู้แล้ว...น่ารำคาญจริง...ข้ายังอยากนอนต่ออีกสักหน่อยไม่ได้รึไง” เขาบ่นอุบอิบด้วยน้ำเสียงที่ทั้งอ่อนแอและเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย
“ไม่ได้นะเ้าคะ! ท่านเ้าสำนักกำชับมาว่าให้ข้าปลุกท่านให้ได้! ท่านขาดเรียนมาหลายวันแล้วนะเ้าคะ!” เสียงของเสี่ยวชุ่ยดังขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
“ก็ได้ๆ! ข้าลุกแล้ว! เ้าเลิกส่งเสียงดังได้แล้วน่า ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว!” เฟยหลงะโตอบกลับไป ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงอย่างเสียไม่ได้
เขามองเงาสะท้อนของตนเองในอ่างน้ำทองเหลือง...เด็กหนุ่มซูบผอมที่มีขอบตาคล้ำเล็กน้อยจากการ ‘อดนอน’ ใบหน้าซีดเซียวดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง...ไม่มีใคร...ไม่มีใครสามารถมองเห็นพยัคฆ์ร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้หนังแกะที่น่าสมเพชตัวนี้ได้เลย
รอยยิ้มจางๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
“เอาล่ะ...บทละครฉากใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว” เขากระซิบกับตัวเองเบาๆ ราวกับเสียงลมพัด “ไปเรียนเพลงกระบี่พื้นฐานที่น่าเบื่อนั่นกันดีกว่า...ในฐานะ ‘คุณชายน้อยเฟยหลง’ ผู้ไร้พร์...อย่างที่เคยเป็มาตลอด”