ราวๆ ห้านาทีผ่านไปเมื่อเสิ่นชิงหลัวกลับมา เธอพบว่าในยามนี้สีหน้าของหลี่เหิงดูราบเรียบ แต่หากเป็นคนที่รู้จักเขาดีจะรู้ว่าเขากำลังอึดอัดใจอยากออกจากตรงนี้มากเพียงใด
“ฉันไปนานขนาดนั้นเลยเหรอ? ดูสีหน้าคุณสิ” มาถึงหญิงสาวก็เอ่ยแซว
ทันทีที่เห็นหน้าเสิ่นชิงหลัวก็ราวกับเห็นฟางช่วยชีวิต เขารีบสาวเท้าเข้าไปหาเธอ “ในที่สุดคุณก็มาสักที!”
ไม่มีใครรู้ว่าเขาอึดอัดแค่ไหนเมื่อถูกสาวดอกบัวขาวร้องไห้ต่อหน้า คนที่ผ่านไปมาคงคิดว่าเขาเป็นคนรังแกหล่อน
“สวัสดีค่ะคุณเสิ่น ฉันเป็นเยาวชนผู้มีการศึกษาจากหมู่บ้านสืออวี้ เมืองชางลั่วค่ะ ฉันเองก็สกุลเสิ่นเหมือนกัน ทุกคนเลยเรียกฉันว่าเสิ่นจือชิง ฮ่าๆ ไม่แน่ว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนพวกเราอาจเป็นครอบครัวเดียวกันก็ได้” เสิ่นอันอันรีบเข้ามาทักทายเพื่อใช้สถานการณ์นี้เข้าใกล้เสิ่นชิงหลัวให้มากขึ้น
เสิ่นชิงหลัวเลิกคิ้ว “โอ้ว ก็คงไม่ใช่หรอกค่ะ ฉันไม่ใช่ประเภทแบบคุณแน่นอน”
เมื่อเห็นท่าทางที่ตอบกลับเธอไร้ซึ่งความกระตือรือร้น เสิ่นอันอันก็กัดฟันกรอด
เอาล่ะ เธอไม่ชอบผู้หญิงคนนี้เอาเสียเลย! มันให้ความรู้สึกคล้ายกับเสิ่นต้ายาแต่กลับวางตัวสูงส่ง ก็แค่ถูกชมลงหนังสือพิมพ์นิดหน่อยเอง ก็เป็นเพียงเยาวชนผู้มีการศึกษาเหมือนกันไม่ใช่หรือไง!
[โฮสต์ ตรวจสอบแล้ว คุณต้องตกใจมากแน่ๆ เธอคนนี้สามารถเข้าคู่กับคุณได้ 100% คุณหาทางผูกมัดเธอเร็วเข้า]
แววตาของเสิ่นอันอันฉายวาบ
‘ฉันเข้าใจแล้ว ฮึ เป็นไงล่ะทำตัวสูงส่งไปเถอะ สุดท้ายก็กลายเป็นบันไดให้ฉันก้าวขึ้นไปอยู่ดี’
และในขณะที่เสิ่นอันอันกำลังวางแผนกับระบบว่าจะผูกมัดกับเธออย่างไร ทางเสิ่นชิงหลัวเองก็กำลังสนทนากับเจ้าตัวน้อยอยู่เช่นกัน
‘ทำไมฉันถึงได้ยินเสียงของเสิ่นอันอันคุยกับระบบขยะนั่นล่ะ เมื่อก่อนไม่เห็นเป็นแบบนี้เลยนะ’
[ฮี่ๆ ก็ตั้งแต่ที่ผมไปรายงานเรื่องระบบที่ลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎให้ระบบหลักรับรู้ ระบบหลักเลยส่งมอบเครื่องดักฟังมาให้เพื่อให้เราคอยฟังแผนการชั่วร้าย]
‘หวังว่าทางนั้นก็คงไม่มีเครื่องดักฟังเหมือนกันนะ’
[เป็นไปไม่ได้หรอก ลำพังแค่ตัวมันยังเป็นเหมือนกาฝากที่ต้องอาศัยผู้คนอยู่เลย จะมีของแบบนั้นได้อย่างไร แล้วอีกอย่างระดับของผมในตอนนี้ก็สูงกว่ามัน ถ้าคุณไม่เชื่อก็ฟังดูสิ มันยังดูไม่ออกเลยว่าคุณกับเสิ่นต้ายาเป็นคนเดียวกัน โง่เง่าสิ้นดี]
‘ฉันอยากรู้มานานแล้วว่าหล่อนดูดโชคฉันไปได้อย่างไร’
“อั่ยโหย่ว นี่แน่ะๆ ฉันก็พูดเล่นไปอย่างนั้นแหละค่ะ คุณเสิ่นอย่างได้เก็บมาใส่ใจเลย ปากฉันมันพูดไม่คิด ฉันกับคุณเสิ่นจะเป็นครอบครัวเดียวกันได้อย่างไร เอาอย่างนี้ดีไหมคะ เพื่อเป็นการไถ่โทษให้ฉันเลี้ยงอาหารคุณสักมื้อ”
เสิ่นชิงหลัวจ้องเข้าไปในดวงตาของเสิ่นอันอันจนอีกฝ่ายต้องเบือนหน้าหลบ
“สหายเสิ่นช่างเป็นคนดีจริงๆ แต่หยานอันของเราไม่ขาดงบประมาณส่วนนี้หรอกครับ ผมที่เป็นเลขาธิการเมืองสามารถดูแลเรื่องอาหารให้คนในสังกัดได้” หลี่เหิงเอ่ยขัดขึ้น แม้เขาจะไม่รู้แผนการของอีกฝ่าย แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขาเลิกเฝ้าระวังงูพิษที่เคยทำร้ายเสิ่นชิงหลัวมาก่อน
“ก็อย่างที่เลขาธิการหลี่พูดนั่นแหละค่ะ ค่าอาหารหนึ่งมื้อไม่ใช่ถูกๆ เลยไหนจะต้องใช้คูปองอีก คุณที่เป็นเยาวชนผู้มีการศึกษาคงหามันมาได้ไม่ง่ายเลย”
เสิ่นอันอันกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เดิมทีการเลี้ยงอาหารก็เป็นการลงทุนครั้งใหญ่แล้ว เธออุตส่าห์ฝืนใจเอ่ยออกไปเพราะคิดว่าทางนั้นคงไม่ปฏิเสธของดีๆ หรอก แต่เธอลืมคิดไปเสียสนิทว่าเสิ่นจือชิงคนนี้ได้รับรางวัลจากทางการจึงไม่ได้ตื่นเต้นกับอาหารดีๆ ไหนจะเลขาธิการเมืองหยานอันที่คอยดูแลตามติดอีก
แต่ถ้าไม่เลี้ยงอาหารอีกฝ่าย แล้วเธอจะหาทางใส่ยาลงไปได้อย่างไร?
‘ระบบแกมีวิธีอื่นอีกไหม ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้โง่เหมือนเสิ่นต้ายาหรอกนะ ฉันดูออกว่าเธอไม่ชอบฉันสักเท่าไร หรือว่าฉันจะยืมมือคนอื่นส่งอาหารหรือน้ำบางอย่างให้เธอดี’
[ไม่ได้ คุณต้องเป็นคนยื่นให้อีกฝ่ายถึงมือเท่านั้น และอีกฝ่ายต้องยอมรับอาหารจากคุณ แต่ถ้าทำไม่ได้จริงๆ ก็มีอีกวิธี]
‘วิธีอะไรบอกฉันหน่อย’
[ต้องให้เธอเอ่ยปากยกโชคลาภให้คุณด้วยความเต็มใจ คุณแค่ถามทีเล่นทีจริง แล้วถ้าหล่อนตอบตกลงทุกอย่างก็เรียบร้อย]
‘เฮ้ แล้วทำไมตอนเสิ่นต้ายาคุณไม่บอกฉันเรื่องนี้ล่ะ’
[ฉันประเมินตามสถานการณ์ ในตอนนั้นเสิ่นต้ายายังเด็กและหิวโหย การใส่ยาลงในของกินแล้วให้เธอนั้นง่ายมาก]
‘ก็จริงของแก เอาล่ะๆ ถ้าอย่างนั้นฉันจะอดทนตีสนิทเสิ่นจือชิงคนนี้อีกสักหน่อย’
“แหม น่าอิจฉาสหายเสิ่นและคนที่มาจากหยานอันจังเลยนะคะที่มีเลขาธิการเมืองดูแลดีอย่างนี้ เป็นโชคดีของเสิ่นจือชิงจริงๆ เลย ดูฉันสิต้องดิ้นรนด้วยตัวเองลำบากมากเลยแต่สุดท้ายกลับถูกดุด่าไม่เห็นค่า ถ้าเลือกได้ฉันก็อยากเป็นเสิ่นจือชิง” เสิ่นอันอันถอนหายใจแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอิจฉาเต็มประดา
“ฮ่าๆ อย่ามองแค่ว่าชีวิตฉันตอนนี้ดี กว่าฉันจะมีวันนี้ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน”
“เรื่องนั้นฉันรู้ค่ะ ฉันติดตามข่าวคุณในหนังสือพิมพ์ตลอดเลย เพราะมีคุณเป็นต้นแบบทำให้ฉันมีใจสู้จนมาถึงจุดนี้ได้ บอกตามตรงนะคะว่าคุณทั้งเก่ง ฉลาดและโชคดี”
“โชคดี?” เสิ่นชิงหลัวมองเสิ่นอันอันด้วยสายตาล้ำลึก
เสิ่นอันอันยิ้มแล้วพยักหน้าแล้วพูดทีเล่นทีจริง
“ใช่แล้วค่ะโชคดี เรื่องโชคก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเราดี อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะคะ ฉันอิจฉาโชคของสหายเสิ่นมาก คุณแบ่งโชคของคุณให้ฉันบ้างได้หรือเปล่า?”
เสิ่นชิงหลัวเหยียดยิ้มทันทีเมื่อได้ยินคำพูดคล้ายจะไม่จริงจังของอีกฝ่าย หากเป็นคนอื่นเมื่อได้ยินแบบนี้คงคิดว่าวาจาของเสิ่นอันอันเป็นเพียงการพูดเล่น ไหนเลยจะรู้ว่าเพียงตอบตกลงโชคลาภของตนก็จะถูกโยกย้ายไปให้อีกฝ่ายทันที
การดูดโชคลาภโดยอาศัยวิธีการเช่นนี้ช่างต่ำตมเสียจริง!
“เห็นทีจะไม่ได้หรอกค่ะ ฉันเป็นคนขี้งกมาก” ว่าแล้วเธอก็หันไปสนทนากับหลี่เหิง
“ไปกันเถอะค่ะ เด็กๆ คงรอนานแล้ว”
หลี่เหิงพยักหน้าแล้วเดินจากไป ทั้งคู่ไม่แม้แต่จะเอ่ยลาเสิ่นอันอันที่ยังยืนอึ้งไม่ขยับตัว
[แซ่เสิ่นคนนี้ฉลาดเกินไปจริงๆ]
‘ถ้าไม่ฉลาดเธอจะจับผู้ชายอย่างเลขาธิการเมืองได้เหรอ คนแบบนี้จะธรรมดาได้อย่างไร’
[แต่โชคของเธอนั้นยิ่งใหญ่มาก ดูใบหน้าเธอสิสวยมากเลยใช่ไหมล่ะ ถ้าคุณได้โชคลาภของเธอมา คุณจะกลายเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก สวยจนไม่มีคนมาเทียบได้ แล้วจะปล่อยไปง่ายๆ อย่างนี้เหรอ]
‘จะเป็นไปได้อย่างไร ฉันไม่ปล่อยหล่อนไปหรอก แค่ตอนนี้ต้องวางแผนให้ดี’
[ตามที่คุณว่า เรื่องนี้เร็วเท่าไรยิ่งดี โอกาสที่คุณจะเจอเธอไม่ได้มีมาบ่อยๆ]
‘วันนี้ไม่มีหวังแล้ว ถ้าฉันตื๊อเธอต่อมีแต่จะทำให้อีกฝ่ายระวังตัวมากขึ้น’
การได้มาซึ่งความงามอันหาที่เปรียบไม่ได้ย่อมต้องมีอุปสรรคกันบ้าง ในเมื่อวันนี้ไม่สำเร็จ เธอก็จะหาโอกาสไปยังหมู่บ้านเหลียงเจียเหอแล้วใช้โอกาสตีสนิทเสิ่นจือชิง ส่วนจะใช้ข้ออ้างอะไร นี่คือสิ่งที่ต้องพิจารณาดู
ร้านอาหารรัฐ
“ทำไมเสิ่นจือชิงคนนั้นถึงจำคุณไม่ได้ล่ะ ดูเหมือนหล่อนไม่ได้เอะใจเลยแม้แต่น้อยว่าคุณคือพี่สาวของเธอ”
หลี่เหิงถามด้วยความสงสัย เดิมทีตอนที่ได้ยินเสิ่นอันอันพูดถึงเรื่องแซ่เสิ่นเหมือนกันแล้วจะเฉลียวใจ แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไร คนเราจะจำพี่น้องไม่ได้เลยหรือ
“ฉันมาจากปักกิ่งก็จริง แต่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองกับพ่อแม่และน้องสาว ทั้งชีวิตของฉันมีแค่ย่า มีเพียงปีละครั้งทีพวกเขาจะกลับมาเยี่ยมฉันที่ชานเมือง แม้แต่ชื่อพวกเขายังไม่สนใจจะตั้งให้เลยค่ะ ก็เหมือนกับเด็กผู้หญิงส่วนมากที่ถูกเรียกว่าต้ายา ชื่อชิงหลัวเป็นฉันที่ตั้งให้ตัวเอง”
เสิ่นชิงหลัวยังคงเล่าต่อไปอีกเพื่อคลายข้อสงสัยของหลี่เหิง
“เมื่อเด็กหญิงเติบโตเป็นหญิงสาวย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง อย่าได้ดูถูกเด็กหน้าตามอมแมมเชียว ไม่แน่ว่าโตไปเธออาจกลายเป็นผู้หญิงที่สวยเช้งเลยก็ได้ ห่านป่ากลายเป็นหงส์ ฉันก็เป็นแบบนั้น สวยจนคนจำไม่ได้”
สายตาของเธอเหลือบมองไปที่คนตรงหน้าเพื่อดูว่าเขาจะว่าจะหัวเราะหรือแสดงอาการอะไรเมื่อได้ยินการชมตัวเองอย่างเปิดเผยเช่นนี้
ทว่ากลับผิดคาด หลี่เหิงไม่เพียงแต่ไม่หัวเราะ เขายังพยักหน้าเห็นด้วย ดวงตาที่มองมาเป็นประกายวาววับราวกับกำลังชื่นชม
“อ่า คุณสวยมากจริงๆ สวยมากขึ้นทุกวัน สวยจนผมละสายตาไม่ได้เลย”
คราวนี้กลายเป็นเสิ่นชิงหลัวเสียเองที่ต้องเกาแก้มด้วยความเขินอายเมื่อต้องเผชิญกับคำชมชุดใหญ่
ฟางชุ่ยหลันที่นั่งฟังอยู่ถึงกับเอามือกุมหน้าอกแล้วหันไปอีกด้านหมายจะนินทาให้สหายฟัง ทว่าสถานการณ์ฝั่งนี้ค่อนข้างจะวุ่นวาย
“คุณครูครับ ห่านป่าจะกลายเป็นหงส์ได้อย่างไร”
“ห่านป่ากลายเป็นหงส์ไม่ได้หรอก เพียงแค่ว่าหงส์ตัวนั้นในตอนเด็กๆ นั้นแค่เปื้อนดินโคลนจนเหมือนห่าน แต่พอโตขึ้นมันก็เริ่มดูแลตัวเอง และกลายเป็นหงส์ที่สวยงามในที่สุด” ฉินม่านลี่อธิบาย
“ผมเป็นนักเรียนโตขึ้นก็ยังต้องเป็นนักเรียนเหรอ น่าอิจฉาครูจังเป็นครูมาตั้งแต่เด็ก”
ฉินม่านลี่แทบสำลักเมื่อได้ยินคำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อย “ไม่ใช่แบบนั้น ที่ครูหมายถึงก็คือพวกเธอคือมนุษย์โตมาก็จะเป็นมนุษย์ ไก่โตมาก็เป็นไก่ หมูโตมาก็เป็นหมู ของพวกนี้ไม่สามารถเปลี่ยนได้ แต่สิ่งที่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงได้ก็คือความรู้ ถ้าเด็กนักเรียนได้รับความรู้โตมาก็สามารถกลายเป็นครู เป็นหมอ พยาบาล นักการเมือง นี่แหละที่เขาเรียกว่าความรู้เปลี่ยนชีวิต ฉะนั้นจงตั้งใจเรียนซะนะ”