ในยามค่ำคืนที่สงบเงียบ หยางลี่เจินนั่งอยู่ในเรือนพักของตัวเอง ดวงตาของเธอมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีแสงจันทร์สาดส่องลงมา ความเงียบงันทำให้เธอได้อยู่กับความคิดของตัวเอง
เธอยังคงคิดถึงโลกปัจจุบัน โลกที่เธอจากมาโดยไม่เต็มใจ เธอคิดถึงแม่ที่จากไปก่อนวัยอันควร คิดถึงชีวิตธรรมดาในเมืองใหญ่ และความสงบสุขที่เธอเคยมี
“ฉันต้องกลับไปให้ได้…” เธอพึมพำกับตัวเอง
หยางลี่เจินเดินวนไปมาในห้อง มือของเธอกำเส้นผ้าผืนเล็กที่แม่ของซูเหมยหลินให้ไว้ก่อนจากมา มันเป็สิ่งเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกเชื่อมโยงกับโลกนี้ แต่ขณะเดียวกันก็เตือนเธอว่ามันไม่ใช่โลกของเธอ
“ถ้าฉันข้ามมาได้… ต้องมีทางกลับไป” เธอคิดในใจ
เธอเริ่มมองหาเบาะแสจากสิ่งรอบตัว เธอเคยอ่านนิยายและดูซีรีส์เกี่ยวกับการทะลุมิติมาก่อน หลายเื่พูดถึงจุดเชื่อมต่อระหว่างโลก หรือการเกิดเหตุการณ์พิเศษที่พาเธอมา
“อาจจะเป็สถานที่ที่ฉันะโน้ำ…” เธอคิดถึงแม่น้ำที่เธอจมน้ำและหมดสติ เธอเริ่มวางแผนที่จะกลับไปหาจุดเริ่มต้นนั้น
เธอหยิบสมุดเล่มเล็กๆ ที่เธอเริ่มเขียนบันทึกเกี่ยวกับโลกนี้ขึ้นมา เธอพยายามรวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เกิดขึ้นั้แ่เธอฟื้นขึ้นมาในร่างซูเหมยหลิน ทั้งคนรอบตัว สถานการณ์ และเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เธอพบ
“ถ้าฉันเขียนทุกอย่างออกมา ฉันอาจจะมองเห็นภาพรวม…” เธอพูดกับตัวเอง
แต่ระหว่างที่เธอเขียน หัวใจของเธอกลับหนักอึ้ง เธอคิดถึงแม่ของเธอที่อยู่ในโลกปัจจุบัน คิดถึงวันคืนที่อบอุ่น และความฝันเล็กๆ ที่เธอยังไม่ได้ทำให้สำเร็จ น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตา ก่อนจะหายใจลึก
“ฉันต้องเข้มแข็ง… ฉันจะกลับไปให้ได้”
ขณะที่หยางลี่เจินนั่งอยู่ในห้อง เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังมาจากนอกหน้าต่าง เธอเงยหน้ามองและเห็นเงาของชายคนหนึ่งเดินผ่าน
“เขายังส่งคนมาจับตาดูฉัน…” เธอพึมพำเบาๆ
เธอรู้ดีว่าเหวินเจาเหยียนไม่ไว้ใจเธอ และทุกการกระทำของเธอกำลังถูกสังเกตอย่างใกล้ชิด
ในอีกมุมหนึ่งของจวน เหวินเจาเหยียนนั่งอยู่ในห้องของเขา เขากำลังฟังรายงานจากลูกน้องเกี่ยวกับพฤติกรรมของหยางลี่เจิน
“นางดูเหมือนจะคิดมากเื่บางอย่างขอรับ” ลูกน้องรายงาน “นางเขียนอะไรบางอย่างลงในสมุด และดูเหมือนจะจมอยู่ในความคิดของตัวเอง”
“นางพยายามจะทำอะไร?” เหวินเจาเหยียนถามเสียงเรียบ
“ข้าไม่ทราบแน่ชัดขอรับ แต่นางดูเหมือนจะอยากกลับไปที่ที่หนึ่ง…”
คำพูดนั้นทำให้เหวินเจาเหยียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ดูเหมือนว่าซูเหมยหลินจะยังคงมีความลับที่น่าสนใจซ่อนอยู่” เขาเอนตัวพิงเก้าอี้ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้า
“ข้าจะปล่อยให้นางแสดงละครเื่นี้ต่อไป จนกว่านางจะเปิดเผยทุกสิ่งที่นางซ่อนอยู่”
แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเรือนเล็ก หยางลี่เจินนั่งพิงกำแพงไม้เก่า ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานเล็ก ราวกับพยายามมองหาคำตอบบางอย่างที่ซ่อนอยู่ เธอยังคงคิดถึงชีวิตในโลกเดิม คิดถึงผู้ชายคนหนึ่งที่เคยยืนอยู่ข้างเธอในวันเวลาที่แสนสุข ผู้ชายที่เธอกำลังจะแต่งงานด้วยในวันนั้น แต่กลับจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
“ซือิ…” เธอพึมพำชื่อของเขา น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเศร้า
ภาพความทรงจำผุดขึ้นมาในหัวของเธอ ใบหน้าของเฉินซือิเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เขาเป็ผู้ชายที่เธอรักหมดหัวใจ และเธอเชื่อว่าเขาจะเป็คู่ชีวิตของเธอจนวันสุดท้ายแต่ชะตากลับเล่นตลกในคืนแต่งงานของพวกเขา เขาจากไปโดยที่เธอไม่ทันได้บอกลาหรือทำใจ
“ฉันคิดถึงคุณจริงๆ” เธอพูดเสียงสั่น ขณะที่น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม
เธอจับมือตัวเองแน่น ราวกับกำลังพยายามยึดเกาะความทรงจำเ่าั้ไว้ไม่ให้เลือนหาย
“ฉันเจอคนที่หน้าตาเหมือนคุณมาก…” เธอพึมพำเบาๆ เสียงของเธอแ่ราวกับกำลังพูดกับตัวเอง
ภาพของเหวินเจาเหยียนปรากฏขึ้นในหัวของเธอ ใบหน้าของเขาเหมือนเฉินซือิราวกับพิมพ์เดียวกัน แต่ดวงตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าปิดตานั้นกลับแผ่รังสีแห่งความเ็า และคำพูดของเขาก็เหมือนดาบที่กรีดลงกลางหัวใจ
“แต่เขาไม่มีทางเป็คุณ…” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเ็ป “เขาโหดร้ายเกินไป เ็าเกินไป…”
หยางลี่เจินก้มหน้าลง ซ่อนน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด เธอรู้สึกเหมือนถูกฉีกออกเป็สองส่วน ระหว่างโลกที่เธอจากมา และโลกที่เธอต้องเรียนรู้ที่จะอยู่
“ฉันคิดถึงคุณ… ซือิ” เธอพูดทั้งน้ำตา เสียงสะอื้นของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าผ่านหน้าต่าง รู้สึกถึงความห่างไกลระหว่างเธอกับโลกที่เธอจากมา ราวกับระยะทางนั้นไม่มีที่สิ้นสุด
“ถ้าคุณอยู่ที่นี่…” เธอพึมพำ
“ฉันคงไม่รู้สึกเดียวดายแบบนี้”
เธอปาดน้ำตาและสูดลมหายใจลึก พยายามดึงตัวเองกลับมา เธอรู้ดีว่าการจมอยู่กับความเศร้าไม่ช่วยอะไร แต่หัวใจของเธอก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากความคิดถึงได้
ในอีกมุมหนึ่งของจวน
เหวินเจาเหยียนยืนอยู่ในห้องของเขา ดวงตาของเขายังคงถูกปิดด้วยผ้าสีดำ แต่ทุกััของเขาเฉียบคมเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
“นางกำลังร้องไห้” เขาพูดขึ้นเบาๆ ขณะที่ลูกน้องของเขารายงานสิ่งที่เกิดขึ้น
“นางพูดชื่อของใครบางคน… ซือิ” ลูกน้องกล่าว
“นางบอกว่านายท่าน… หน้าตาเหมือนเขามาก”
เหวินเจาเหยียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้า
“น่าสนใจจริง…” เขาพูดเบาๆ “ข้าจะดูต่อไปว่าเ้ากำลังซ่อนอะไรอยู่ ซูเหมยหลิน”
ในห้องที่เงียบสงัด เหวินเจาเหยียนนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้
แสงเทียนที่ริบหรี่สะท้อนเงาของเขาบนผนัง ใบหน้าของเขาเรียบนิ่ง แต่ภายในจิตใจกลับวุ่นวาย ภาพความทรงจำในอดีตที่เขาไม่อาจลืมเลือนกลับมาเล่นซ้ำในหัวอีกครั้ง
วันนั้นเป็วันที่จวนตระกูลเหวินจัดงานอย่างยิ่งใหญ่
ผู้คนมากมายร่วมแสดงความยินดี การแต่งงานของเขากับ ซูเหมยหลิน ถูกจัดขึ้นเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างสองตระกูล
ซูเหมยหลินในชุดเ้าสาวสีแดงดูงดงามราวกับนางฟ้า ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนไร้เดียงสา แต่แววตากลับซ่อนเร้นบางอย่างที่เขาในตอนนั้นยังไม่ทันสังเกต
“ดื่มเหล้ามงคลสิ ท่านเหวิน” นางเอ่ยพร้อมยื่นจอกเหล้ามาให้ เสียงของนางอ่อนหวาน ท่าทางอ่อนโยนจนไม่มีใครสงสัยในตัวนาง
เขายกจอกเหล้าขึ้นดื่มโดยไม่ลังเล ขณะเดียวกัน นางก็ดื่มจากจอกของตนเอง แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ในตอนนั้นคือเหล้ามงคลที่เขาดื่มถูกวางยาพิษ
ในคืนเดียวกันนั้นเอง ร่างกายของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลง ดวงตาที่เคยมองเห็นทุกสิ่งกลับเริ่มพร่ามัว ความเ็ปแล่นผ่านจนเขาต้องยกมือขึ้นกุมศีรษะ
“เ้าทำอะไร?” เขาถามเสียงกร้าว เมื่อรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ซูเหมยหลินยิ้มบางๆ ท่าทางของนางเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาที่เคยดูไร้เดียงสากลับเต็มไปด้วยความเ็า
“ข้าก็แค่้าให้ท่านไม่มีวันครอบงำชีวิตของข้าได้อีก”
“พิษในเหล้านั้นจะทำให้ท่านมองไม่เห็น… และจะไม่มีวันรักษาได้”
คำพูดนั้นเหมือนดาบที่แทงลึกลงกลางใจของเขา เขาไม่เคยคิดว่านางจะกล้าทำสิ่งเช่นนี้ ทั้งที่นางเองก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับเขา แต่สิ่งที่นางทำกลับเกินกว่าที่เขาจะให้อภัยได้
“เ้าจะเสียใจ…” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เ็า แม้ในขณะที่ดวงตาของเขาถูกความมืดครอบงำ เขาก็ยังคงไม่แสดงความอ่อนแอ
ในความเงียบสงบของห้อง เหวินเจาเหยียนยกมือขึ้นััผ้าสีดำที่ปิดตาอยู่ ความรู้สึกในวันนั้นยังคงชัดเจนในจิตใจของเขา ความเ็ป ความแค้น และความรู้สึกถูกทรยศจากหญิงที่เขาแต่งงานด้วย
“ซูเหมยหลิน…” เขาพึมพำชื่อนางเบาๆ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้า “เ้าอาจลืมสิ่งที่เ้าทำไปแล้ว แต่ข้าไม่มีวันลืม”
เขานั่งนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าหลุดพ้นจากสิ่งที่เ้าก่อไว้”
สำหรับเหวินเจาเหยียน การที่ซูเหมยหลินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และแสดงท่าทีราวกับลืมอดีตทั้งหมด เป็สิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับได้ นางอาจเสแสร้งเพื่อเอาตัวรอด หรืออาจกำลังวางแผนบางอย่าง
“ถ้านางคิดจะลืมอดีต… ข้าจะเตือนให้นางจำได้”
เขาพูดเบาๆ แต่คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความหมายที่น่ากลัว
ในอีกมุมหนึ่งของจวน หยางลี่เจินยังคงนั่งอยู่ในห้องพักของตัวเอง เธอไม่รู้เลยว่าความเกลียดชังที่เหวินเจาเหยียนมีต่อนางนั้นมาจากอดีตอันขมขื่นที่นางไม่เคยเกี่ยวข้อง
“ฉันไม่รู้ว่าซูเหมยหลินเคยทำอะไร…” เธอพึมพำเบาๆ “แต่ดูเหมือนว่าฉันต้องชดใช้แทนเธอ…” น้ำตาของเธอไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความกดดัน เธอไม่รู้ว่าจะหนีจากโลกนี้และอดีตที่เธอไม่เคยมีส่วนร่วมได้อย่างไร
“เมื่อความแค้นของเขาไม่มีวันเลือน เธอจะทำอย่างไรในเมื่อความผิดนั้นไม่ใช่ของเธอ แต่เธอกลับต้องเผชิญหน้ากับมัน?”