บทที่ 7 เกาลัดเชื่อมน้ำตาลของท่านพ่อ
ไม่นานนักเสียงฝีเท้าใครก็ไม่ทราบมาเยือนที่ห้องครัว แล้วหยุดลงใกล้บริเวณที่ซ่อนตัวของโม่เตี๋ยว เ้าลูกหมูภาวนาในใจ หวนนึกถึงคำฝากฝังของท่านพ่อ ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด
เอาล่ะ! ในเมื่อเรือลำนี้โดนบุกรุก ในจินตนาการของโม่เตี๋ยวย่อมต้องมีการฆ่าแกง หากว่าโม่เตี๋ยวหลับตาไว้ตลอดเช่นนี้ ก็จะไม่เห็นภาพน่ากลัว แล้วก็จะได้ไม่ต้องส่งเสียงร้อง
“นี่เ้า? เป็ลูกเต้าเหล่าใครกัน ดูจากอาภรณ์คงไม่ใช่ทาสเรือกระมัง”
เสียงนี้มัน….
พูดกับโม่เตี๋ยวงั้นเหรอ?
“นางหนูข้าพูดกับเ้านั่นแหละ”
พูดด้วยไม่พอ ยังใช้นิ้วเขี่ยที่หัวทุยของโม่เตี๋ยวอีก ทำขนาดนี้แล้วจะแกล้งไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็กระไร ขณะเดียวกันนิ้วมือทั้งห้าของเด็กน้อย ก็กำเกาลัดเชื่อมน้ำตาลที่ท่านพ่อให้ไว้ในมือแน่น ใบหน้าที่กลมอ้วนค่อย ๆ แหงนมองเ้าของเสียงอย่างเนิบช้า แล้วปรือตามองด้วยทีท่ากึ่งกล้ากึ่งกลัว
พบว่าคนผู้นี้ไม่มีอันตราย เนื้อตัวมอมแมม มีผ้าโพกหัว ทว่าใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา รอยยิ้มที่ระบายออกจากใบหน้าก็ดูเป็มิตร
อืม… บางทีรอยยิ้มนี่อาจจะดูเป็มิตรกว่ารอยยิ้มของท่านพ่อเสียอีก
ใช่แล้วล่ะ! รอยยิ้มของคนผู้นี้เป็รอยยิ้มชนิดเดียวกันกับรอยยิ้มของท่านอาหง
เช่นนั้นก็ไว้ใจได้! ^___^
โม่เตี๋ยวมุดออกจากที่ซ่อน เพราะรู้สึกไม่เป็ตัวของตัวเอง และรู้สึกรำคาญมากด้วย ที่พี่ชายคนนี้เอาแต่ยื่นมือมาหยิกที่แก้มของโม่เตี๋ยว แล้วก็ใช้ไม้กวนขนาดใหญ่จิ้มมาที่พุงโม่เตี๋ยว แม้รอยยิ้มของเขาจะดูเป็มิตร แต่โม่เตี๋ยวไม่ใช่ของเล่น จะยุแหย่แบบนี้ไม่ได้
“โม่เตี๋ยวซ่อนตัวจากภัยภายนอก ท่านหาโม่เตี๋ยวเจอได้อย่างไร ในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ท่านกลับมีอารมณ์มายิ้มร่า ไม่กลัวตายหรือเ้าคะ”
นางหนูสุดน่ารัก อ้าปากพูดจาฉะฉานก็ยิ่งเสริมให้นางดูน่ารักน่าชังเข้าไปใหญ่ ชายตรงหน้าเห็นท่าทีนิ่วหน้าของนางก็ยิ่งนึกขำ จึงใช้ฝ่ามือที่มีแต่กลิ่นคาวคลุ้งของปลาสด ยีไปที่หัวโม่เตี๋ยวทีหนึ่ง แล้วกล่าวทวนชื่อของนางอีกครั้ง
“โม่เตี๋ยว ที่แปลว่าหมูสับ คือชื่อของเ้า?”
“ท่านยังไม่ตอบคำถามของโม่เตี๋ยว อย่าได้คิดพูดเื่อื่น”
โม่เตี๋ยวเท้าสะเอว ออกแรงหยีหน้าแล้วย่นจมูกขึ้นลงให้เหมือนเสือป่าที่ดุดันมาก ต่ำลงมาปากก็อ้ากว้างแล้วออกเสียงโฮก เลียนแบบเสียงของสัตว์ใหญ่ นอกจากไม่ทำให้ผู้ใดกลัว ยังทำให้ชายตรงหน้าหัวเราะร่วนแทบลงไปนอนกลิ้งบนพื้น
โม่เตี๋ยวเข้าใจว่านั่นคือท่าทีลนลาน ปวดแสบปวดร้อน จึงะเิเสียงหัวเราะออกมาด้วยความภาคภูมิ ในใจของนางแอบมอบคำชมให้ท่านอาหงหลายประโยค ยังดีที่ท่านอาหงสอนวิชาป้องกันตัวพวกนี้ให้ ท่านอาหงเจียงเย่ของโม่เตี๋ยวร้ายกาจที่สุด!
‘สมแล้วที่โหรวชิงอวิ๋นกำชับกับโม่เตี๋ยว ว่าอย่าได้เที่ยวไปฟังคำพูดและคำสั่งสอนซี้ซั้วของเ้าคนแซ่หง ก็เป็ซะอย่างนี้ไงล่ะ’
คิดไปคิดมาโม่เตี๋ยวก็นึกถึงคำพูดของท่านพ่อขึ้นมาได้ประโยคหนึ่ง ซึ่งเป็คำที่ท่านพ่อใช้เป็ประจำ... นั่นคือ ‘ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าเ้า’ ในหัวคิดของเด็กวัยสามขวบกำลังชั่งน้ำหนักว่า หากเสริมประโยคนี้เข้าไป ท่าทีของนางคงดูน่ากลัวมาก ก็คงเหมือนคาถาอะไรสักอย่างที่มีไว้ปกป้องตัวเอง
“ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าเ้า” ในที่สุดเ้าลูกหมูก็คำรามออกไป
ยามนี้ชายผู้นั้นหลุดจากอาการหัวเราะชัก แล้วกลับมายืนสง่าต่อหน้าโม่เตี๋ยว พร้อมตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุดเอ็นดูว่า “ก็ได้ ๆ ข้ากลัวแล้ว ไม่เชื่อฟังโม่เตี๋ยวน้อยคงไม่ได้”
พูดจาอย่างโอนอ่อนผ่อนตาม ก็เพื่อทำให้เ้าลูกหมูตัวนี้สงบลง ขืนยังส่งเสียงดังลั่น มีหวังพวกข้างนอกได้บุกเข้ามาใต้ท้องเรือแน่ หลังสีหน้าโม่เตี๋ยวอ่อนลง ชายหนุ่มในห้องครัวก็กล่าวติดตลกออกไปว่า
“ก็เ้าตัวโตปานนี้ ที่หลบแค่นั้นซ่อนอย่างไรคงปิดไม่มิด อาศัยเพียงเ้าหลับตาลงแล้วทุกอย่างมืด ก็ไม่ได้แปลว่าคนรอบข้างจะมองไม่เห็นเ้าเสียหน่อย ส่วนข้านะหรือ เป็พ่อครัวที่นี่มาหลายเดือนแล้ว แค่เดินไปเอาปลา แล้วเดินกลับมาก็เห็นตัวอ้วน ๆ ของเ้าขดอยู่ใต้โต๊ะผัก เด่นชัดกว่าทุกสิ่งเชียวล่ะ”
ชายผู้นี้พูดไปยิ้มไปอย่างอารมณ์ดี นี่จึงจะพิสูจน์ให้โม่เตี๋ยวนิ่งนอนใจได้ว่า เขาคือคนที่ใจดีและไว้ใจได้อย่างเป็รูปธรรม
“เช่นนั้นท่านไม่กลัวหรือเ้าคะ?”
โม่เตี๋ยวมองชายตรงหน้าั้แ่หัวจรดเท้า สำรวจแล้วสำรวจอีก เมื่อไม่เห็นอาวุธบนร่างกาย จึงเอียงคอถามอย่างไร้เดียงสา
ได้ฟังคำถามจากเด็กน้อย ชายหนุ่มผู้อ่อนโยนดุจธารน้ำ ก็ยอบตัวลงให้ใบหน้าของสองฝ่ายอยู่ในระดับเดียวกัน ขณะตอบคำถามก็มองใบหน้าของกันและกันไปด้วย เพราะเชื่อว่าการสื่อสารด้วยสายตา จะทำให้อีกฝ่ายผ่อนคลายลง และทำให้ทั้งสองคนสนิทกันเร็วขึ้นด้วย
“อันที่จริงคนพวกนี้ไม่ทำร้ายคนหรอกนะ เพียงแค่มาตรวจสอบ จับคนชั่ว แล้วก็ตามหาคนเท่านั้นเอง หากว่าเ้าเป็ผู้บริสุทธิ์พวกเขาย่อมปล่อยผ่าน อีกอย่างคนพวกนี้ก็บุกเรือพวกเราเดือนละครั้ง ข้าชินแล้วล่ะ”
โม่เตี๋ยวค่อนข้างสับสน เพราะก่อนหน้านี้ท่านพ่อบอกว่าทางด้านนั้น มีผู้คนเดือดร้อนถูกจับเป็ตัวประกันนี่นา หรือว่าท่านพ่อกับท่านอาหงจะพูดเกินจริง
ตกลงโม่เตี๋ยวควรเชื่อใครกันแน่?
หลังได้มองใบหน้าของโม่เตี๋ยวเต็มลูกตา พ่อครัวหนุ่มนามว่าชางเป่าก็นึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วรีบหลบไปมุมห้องเพื่อหยิบกระดาษหนาหนึ่งผืน แสดงให้โม่เตี๋ยวดู
“นางหนู! ดูนี่สิ…ข้าว่าเ้าใบหน้าเหมือนนางมาก หากเ้ามีสถานะเป็กำพร้าข้าคงคิดว่านางคือมารดาของเ้า”
ชางเป่ามีภาพเหมือนของคนผู้นี้ อย่างนั้นก็หมายความได้ว่าสตรีในภาพที่อาจเป็มารดาของโม่เตี๋ยว กับพ่อครัวสุดหล่อคนนี้จะต้องมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาแน่นอน ใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อตรวจสอบสรีระบนภาพวาด จู่ ๆ ก็เสมือนว่าคนในนั้นมีชีวิตชีวาขึ้นมาจริง ๆ
โม่เตี๋ยวก็รู้สึกว่านางสวยงามมาก และมีสัดส่วนบนใบหน้าเหมือนโม่เตี๋ยวมากจริง ๆ โดยเฉพาะดวงตา ขณะนี้นิ้วมือเล็กอ้วนของเ้าลูกหมูชี้ไปที่ดวงตาของภาพวาด แล้วใช้มือหนึ่งข้างลูบที่ดวงตาของตน จู่ ๆ ความรู้สึกอันน่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ราวกับว่าโม่เตี๋ยวมีสายใยผูกพันบางอย่างกับสตรีในภาพ
“นี่คือท่านแม่ของโม่เตี๋ยว” เสียงพูดของเ้าตัว... มอบสถานะให้หญิงในภาพอย่างลืมตัว
ทว่าคำตอบของพ่อครัวหนุ่มชางเป่า ก็ตัดรอนความหวังของโม่เตี๋ยวอีกครั้ง
“โถ่เอ๊ย จะเป็มารดาของเ้าได้อย่างไร ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วนางเป็สตรีที่ดีกับข้าที่สุด แถมยังเป็คนที่ช่วยชีวิตข้า ทำให้ข้ามีอิสระเหมือนอย่างทุกวันนี้ ป่านนี้ตัวข้าเองก็ยังพยายามตามหานางให้พบ หลายปีมาแล้วเป็ตายไม่อาจคาดเดา ด้วยอาชีพที่นางทำ สตรีเช่นนางจึงไม่อาจตั้งครรภ์ อย่างนั้นจะมีบุตรได้อย่างไร”
โม่เตี๋ยวหน้าเสียสลดลงไหล่ห่อคอตก เอื้อนเสียงแ่เบาออกมา...จนแทบไม่มีใครได้ยินสิ่งที่นางพูด
“เป็เช่นนั้นเองหรือ” U_U’
บรรยากาศกำลังกระอักกระอ่วนอึมครึม จู่ ๆ เสียงปริศนาของบุคคลที่สามก็ดังแทรกขึ้นมารบกวน การทำความรู้จักกันของหนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่ โม่เตี๋ยวกับพ่อครัวหนุ่มหันขวับขึ้นไปมองบนเพดานสูง แล้วพบปลายเท้าคนผู้หนึ่งนั่งพาดอยู่ในท่านั่งไขว้ขาอย่างเย่อหยิ่ง
“ละครที่พวกเ้าแสดง ทำให้ข้าสำราญใจยิ่ง แล้วนางหนูคนนี้ถูกใจข้านัก ข้าจินเซี่ยฝานไม่สนว่าเป็ลูกใคร เอาเป็ว่าข้าจะพานางหนูโม่เตี๋ยวไปหาความสำราญที่เกาะพรรคจิน กินอยู่อู่ฟู่เป็เพื่อนข้าไปชั่วชีวิต สนใจหรือไม่?”
ฝ่ายตรงข้ามยังไม่ทันตอบตกลง คุณชายหน้าหยกจินเซี่ยฝาน หรือที่ชาวเรือรู้จักมักจี่ในฉายา ประมุขน้อยพรรคจิน ก็ใช้วรยุทธ์อันสูงส่งโฉบตัวลงมาหยั่งพื้นเรือ แล้วถือวิสาสะรั้งตัวโม่เตี๋ยวดึงเข้ามากอด แต่ก่อนจะกอดนาง ไม่ลืมหยิกไปที่แก้มนุ่มนิ่มของเ้าลูกหมู
ก็ก่อนหน้านี้เอาแต่มองเ้าชางเป่าหยิกแก้มนาง มันน่าหยิกมากใช่ไหมล่ะ
“คุณชายจิน รีบกลับไปเถิดขอรับ อย่าทำให้ชาวเรือของพวกเราลำบากอีกเลย”
ชางเป่าไม่ยอมให้จินเซี่ยฝานเอาตัวโม่เตี๋ยวไป มือหนึ่งจึงเหนี่ยวรั้งอย่างเหนียวหนึบไว้ที่แขนโม่เตี๋ยว ส่วนอีกมือหนึ่งของโม่เตี๋ยวก็ถูกคุณชายจินฉุดดึงไว้ไม่แพ้กัน ยามนี้โม่เตี๋ยวคล้ายเป็ที่้าของทุกคน นางไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมบุรุษที่หน้าตาดีทั้งคู่ถึงได้ทำเช่นนี้
“ชางเป่า ข้ารู้ว่าเ้าไม่ใช่พ่อครัวธรรมดา ก่อนจะมาใช้ชีวิตอิสระบนเรือ เ้าเองก็เป็ชาวยุทธ์ที่สามารถต่อกรกับข้าได้หลายกระบวนท่า แต่ขอเตือนไว้ก่อน หากไม่ส่งเด็กมา! ข้าจะไม่ยั้งมือแล้วนะ”
สองฝ่ายเขม่นกันไปมา! ทำโม่เตี๋ยวเวียนหัวไปหมดแล้ว คลื่นลมที่โยกเรือจนหัวสั่นหัวคลอน ทำโม่เตี๋ยวอยากอาเจียนออกมายิ่งนัก
ให้ตายเถอะ! คนพวกนี้กระชากตัวโม่เตี๋ยวไปมา จนเกาลัดคู่เชื่อมน้ำตาลที่ท่านพ่อมอบให้หล่นมือน้อย ๆ ของโม่เตี๋ยว! และทันทีที่ชายสองคนเห็นสิ่งนี้ ถึงขั้นต้องเบิกตากว้างแล้วอุทานออกมาพร้อมกันอย่างมีนัยว่า
“เกาลัดสองเม็ดอยู่ร่วมกัน! นี่คือรหัสลับ”