ตอนที่ 27 กระอักกระอ่วน (2)
เหมยโซ่วที่อยู่ข้างนอกเปิดม่านและพาสวี่เฉิงอวี๋เดินเข้ามา
นางเปลี่ยนเป็นเสื้อชายสั้นคอปกคู่สีแดงลวดลายดอกไมยราบ ตรงชายเสื้อปักลายดอกไมยราบทั้งอ่อนโยนทั้งนิ่งขรึม สวมกระโปรงท่อนล่างสีม่วงอมน้ำเงิน ซึ่งบนกระโปรงตกแต่งด้วยมุกสีสว่างสดใสแต่ละเม็ดใหญ่เท่าปล้องนิ้วมือแลดูหรูหราสง่างาม
เมื่อนายหญิงผู้เฒ่าเห็นนางก็ปีติใจเป็นอย่างยิ่ง ความเย็นชาก่อนหน้านี้สลายหายไปอย่างหมดจด กวักมือเรียกนางทันที
สวี่เฉิงอวี๋เดินเข้าไปคารวะ พร้อมทั้งเห็นเหลียงซื่อนั่งอยู่อีกด้านด้วยสีหน้าไม่สู้ดีจนนางตะลึงงันเล็กน้อย
มาฟ้องหรือ
นางคิดว่าคงไม่กระมัง
เหลียงซื่อคงไม่โง่ถึงขั้นนำเรื่องเช่นนี้มาฟ้องร้องนางต่อหน้าท่านย่า นอกเสียจากว่านางไม่กลัวถูกท่านย่าดุด่าและไล่ส่งออกไป
ด้วยเหตุนั้นนางจึงยืนขึ้นและเดินไปยังข้างเตียง
สวี่เฉิงอิงเองก็นั่งอยู่บนเตียง เมื่อเห็นนางเดินเข้ามาก็หลบเลี่ยงให้ด้วยความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง พร้อมทั้งเรียกพี่หญิงห้าด้วยท่าทีว่านอนสอนง่าย
แม้สวี่เฉิงอวี๋ไม่ชอบเหลียงซื่อแต่นางก็รักใคร่เอ็นดูน้องสาวผู้นี้จากใจจริง จึงยกมือขึ้นลูบไล้ศีรษะนางหนึ่งที “เจ้านั่งเถอะ ไม่ต้องหลบให้ข้าหรอก”
เอ่ยดังนั้นนางก็นั่งลงข้างเตียง “เหตุใดท่านย่าจึงให้เหมยโซ่วไปเรียกข้ามาตอนนี้หรือเจ้าคะ ข้ากำลังจัดเก็บข้าวของอยู่เลย”
นายหญิงผู้เฒ่าไม่ตอบคำถามนาง เพียงเลิกคิ้วหนึ่งที “จัดเก็บอะไร เจ้าตรวจนับพวกของรักในห้องเก็บของน้อยๆ ของเจ้าอีกแล้วหรือ”
เอ่ยดังนั้นนางก็จับมือสวี่เฉิงอวี๋ด้วยรอยยิ้ม สวี่เฉิงอิงเองก็ยิ้มตามไปด้วยโดยไม่ได้ครุ่นคิดอะไรมากมาย “เช่นนั้นอีกเดี๋ยวพี่หญิงห้าพาข้าไปด้วยนะ ข้าก็จะไปเรือนจ้านลู่ ข้าจะเลือกของรักสักสองสามชิ้นกลับบ้านไปด้วย”
สวี่เฉิงอวี๋ผายมือทั้งคู่ออก “เช่นนั้นข้าไม่เรียกเจ้าไปหรอกนะ ถ้าเจ้าไปที่นั่นเรือนจ้านลู่ของข้าคงถูกเจ้าขนของออกไปจนหมดเกลี้ยงเป็นแน่”
เหลียงซื่อนั่งอยู่อีกด้าน นางอึดอัดใจเหลือทน พวกนางสามย่าหลานพูดคุยกันอย่างมีความสุขราวกับนางไม่มีตัวตนอย่างไรอย่างนั้น
ไฉนลูกสาวโง่เง่าของนางก็ยังพูดคุยหัวเราะไปด้วย ปล่อยให้นางผู้เป็นแม่ต้องนั่งอึดอัดอยู่อีกด้าน
ขณะเหลียงซื่อกำลังจะเอ่ยปากเรียกเฉิงอวี๋ สวี่เฉิงอวี๋เหลือบมาเห็นเข้าพอดี นางจึงโน้มตัวเข้าไปใกล้นายหญิงผู้เฒ่าเว่ยอีกครั้งด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้าไม่ได้ตรวจนับข้าวของเจ้าค่ะ วันนี้ข้าเห็นสาวใช้นางหนึ่งในห้องครัวมีคุณสมบัติไม่เลวจึงเอานางกลับไปรับใช้ในห้องของข้า นางเป็นสาวใช้ที่เกิดในบ้านของข้า ข้าให้ลี่ว์จูกับอวิ๋นจูช่วยนางจัดเก็บข้าวของจะได้ดูเหมาะสมสักหน่อยไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
นายหญิงผู้เฒ่าเว่ยพลันสีหน้าอึมครึม “เจ้าสืบดูหัวนอนปลายเท้าของสาวใช้ผู้นี้แล้วหรือ อย่าได้รับใครเข้าไปอยู่ในห้องตนเองสุ่มสี่สุ่มห้านะ วันข้างหน้าอาจเกิดความวุ่นวาย เจ้าจะเดือดร้อนเอาได้”
ความห่วงใยเช่นนี้นางย่อมรับเอาไว้ จึงพูดเคล้ารอยยิ้มว่าสืบดูเรียบร้อยแล้ว นายหญิงผู้เฒ่าวางใจได้ “แม่ของนางคือหลี่มามาผู้ทำหน้าที่ซักผ้า นางรับใช้ในบ้านเรามาครึ่งชีวิต ท่านย่ารู้จักนางหรือไม่เจ้าคะ”
เมื่อนายหญิงผู้เฒ่าเว่ยได้ยินว่าเป็นนางสีหน้าจึงค่อยผ่อนคลายลง “ในเมื่อเป็นลูกสาวหลี่มามา และเจ้าเห็นว่านางมีคุณสมบัติไม่เลวก็เอานางไปรับใช้ข้างกายเถิด แต่พอเจ้าพูดถึงห้องครัว…”
คุณนายผู้เฒ่าชะงักวาจาชั่วขณะ พยักหน้าให้เหลียงซื่อ “ข้าได้ยินอาหญิงสามของเจ้าบอกว่าวันนี้เจ้าไปจัดการพวกหญิงรับใช้สูงวัยที่ห้องครัวอย่างนั้นหรือ”
สวี่เฉิงอวี๋พูดอย่างเรียบเฉย “อาหญิงสามคงเล่าให้ท่านฟังแล้ว ข้าคิดว่าบ่าวรับใช้เช่นนี้เก็บไว้ไม่ได้จริงๆ กล้าก่อความวุ่นวายกลางวันแสกๆ เช่นนี้ ช่างเลวทรามเสียจริง ไม่มีระเบียบสักนิด หากไม่ลงโทษวันข้างหน้าคนอื่นๆ จะไม่หัวเราะเยาะครอบครัวเราหรอกหรือ”
“พูดเรื่องนี้ให้แม่เจ้าฟังแล้วหรือ” นายหญิงผู้เฒ่าบีบฝ่ามือนางพร้อมทั้งก้มหน้าลงมองนาง ยิ่งรู้สึกว่ากำไลสีเขียวมรกตบนข้อมือนางช่างโบราณเสียจริงจึงทอดถอนใจหนึ่งที “ก่อนหน้านี้ข้าหากำไลหยกแดงออกมาได้วงหนึ่ง เดี๋ยวข้าจะให้เหมยโซ่วจัดใส่กล่องแล้วเจ้านำกลับไปด้วยนะ เจ้าเป็นสาวแรกรุ่น อย่าได้เลือกใส่แต่กำไลเขียวมรกตเก่าๆ เช่นนี้เลย เจ้าไม่รู้สึกว่ามันดูโบราณบ้างหรือ”