เมื่อกลุ่มควันที่ลอยไปทั่วห้องได้กระจายไปกลับคืนสู่ความว่างเปล่าอีกครั้งกึ่งกลางห้องที่เคยปรากฏหม้อปรุงโอสถยามนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นผุยผงกระจายอยู่ทั่วห้องทั้งยังส่งกลิ่นไหม้รุนแรงอย่างที่สุด
“เทียนเอ๋อ นี่มันเกิดสิ่งใดขึ้นกัน” หากแต่ผ่านไปไม่ถึงสิบลมหายใจดีพลันปรากฏน้ำเสียงและร่างกายของหยางจิ่นขึ้นที่ทางเข้าห้องปรุงโอสถอีกทั้งความแตกตื่นยังได้ฉาดประกายอยู่บนใบหน้าของมันในยามนี้
“ศิษย์ขอโทษขอรับท่านอาจารย์ เพียงครั้งแรกศิษย์ก็ทำหม้อโอสถระเบิดเสียแล้วทั้งยังล้มเหลวไม่เป็นท่าอีกด้วย ได้แต่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องละอายในตัวศิษย์แล้ว “ ใบหน้าและน้ำเสียงของเด็กน้อยยามนี้พลันบังเกิดความเศร้าปรากฏอยู่ทั้งมันยังก้มศีรษะเล็กน้อยยามกล่าวกับผู้เป็นอาจารย์ของมัน
หยางจิ่นยามก่อนที่จะเข้ามาห้องปรุงโอสถนั้นมันก็ได้แตกตื่นเป็นทุนเดิมจากแรงสั่นสะเทือนของระเบิดบางอย่างที่ดังมาจากห้องปรุงโอสถที่หยางเทียนอยู่หากแต่เมื่อมันก้าวเท้าเข้ามา มันกลับตกตะลึงยิ่งกว่าเก่า ต้องกล่าวว่ามันไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตนเห็นเลยก็ว่าได้
เนื่องด้วยหม้อปรุงโอสถคือสิ่งใดมันไม่ใช่สิ่งของที่คนทั่วไปจะสามารถสร้างขึ้นได้ อีกทั้งผู้ที่จะสร้างมันต้องเป็นผู้บรรลุในเส้นทางแห่งผู้สร้างยุทธภัณฑ์ชั้นผู้ชำนาญระดับถ่องแท้เท่านั้นยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงความแข็งแกร่งของมัน กระทั่งถูกพลังจากผู้อยู่ในขั้นูงสุดแห่งดินแดนหลอมรวมลมปราณทั้งใช้ออกด้วยทักษะระดับต่ำขั้นผืนนภาอย่างสุดแรงยังคงทำลายหม้อโอสถใบนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำน่ากลัวว่าแม้จะเป็นรอยขีดข่วนเพียงเศษเสี้ยวยังไม่อาจทำให้เกิดขึ้นได้
แต่กลับภาพตรงหน้าของมันยามนี้คือสิ่งใดคนกระทั่งตระหนกจนลืมเลือนคำกล่าวตอบต่อเด็กน้อยผู้เป็นศิษย์ตรงหน้าไปเสียสิ้น
“ทะ . . . ท่านอาจารย์ ศิษย์ไม่ทราบว่าได้ทำให้อาจารย์ผิดหวังในตัวปานนั้นโปรดลงโทษศิษย์ที่แม้แต่ครั้งแรกก็ยังปรุงโอสถตามที่อาจารย์หวังไม่สำเร็จด้วยเถอะ”หยางเทียนกล่าวไปด้วยความโศกเศร้ากว่าเก่าหากแต่ยามนี้มันมีความผิดหวังในตนเองแทรกเข้ามาในเนื้อเสียงด้วย
ตัวของเด็กน้อยในยามนี้ปรากฏอยู่ในท่าทางคุกเข่าต่อหน้าของหยางจิ่น อีกทั้งแน่ชัดแล้วว่าเด็กน้อยที่เห็นอาจารย์ตนไม่กล่าวคำใดใดตอบรับมันในยามนี้นั้นมันพลันคิดว่าอาจารย์ต้องกำลังผิดหวังกับตัวมันเป็นที่สุดถึงขนาดที่ว่าหมดคำกล่าวต่อตัวมันเป็นแน่
หากแต่หยางจิ่นที่ดั่งตกอยู่ในภวังค์แห่งความตกตลึงไร้สิ้นสุดพลันตื่นขึ้นจากน้ำเสียงและการกระทำของผู้เป็นศิษย์ของมัน แต่ก่อนที่มันจะเปล่งวาจาออกมามันกลับพบว่ามันกระทำได้อย่างยากลำบากยิ่ง
“ เจ้าลุกขึ้นก่อนเถอะศิษย์เอ๋ยอาจารย์ไม่ได้ผิดหวังสิ่งใดในตัวเจ้าเลย การปรุงโอสถในครั้งแรกแล้วไม่ล้มเหลวสิ่งเหล่านั้นสิจึงเป็นเรื่องที่แปลกทั้งที่จริงมันยังเคยมีผู้ใดกระทำในครั้งแรกแล้วสำเร็จได้หากแต่อาจารย์อยากทราบว่าเจ้าปรุงตัวโอสถใดขึ้นมากัน จึงได้ส่งผลให้มันระเบิดออกทั้งยังระเบิดหม้อโอสถนี้ไปด้วย”
ตัวมันในยามนี้ชัดเจนว่าย่อมรู้สึกถึงกลิ่นอายแปลกประหลาดที่ลอยออกมาจากผงที่ลอยกระจายอยู่ทั่วห้องในยามนี้ได้ดีแต่มันกลับยังคิดไม่ออกว่าหยางเทียนทำอย่างไรและทำตัวโอสถชนิดใดขึ้นถึงได้เกิดการเหตุการณ์เช่นนี้ได้
“ข้าปรุงเม็ดโอสถ‘ เพลิงธาราบรรจบ ‘ ขอรับท่านอาจารย์เนื่องด้วยวัตถุดิบที่อาจารย์ให้ข้ามานั้น มันสามารถปรุงโอสถได้เพียง 3 ชนิดเท่านั้นหากแต่ศิษย์กลับสนใจที่จะปรุงเฉพาะเม็ดโอสถดั่งเพลิงธาราบรรจบขึ้นให้สำเร็จเพื่อให้อาจารย์ภาคภูมิใจในตัวศิษย์ หากแต่ไม่คาดคิดเลยว่าผลจะออกมาแตกต่างเช่นนี้ได้”
หยางเทียนยังคงกล่าวไปด้วยใบหน้าที่รู้สึกเสียในการกระทำอันน่าผิดหวังของตนหากแต่ใบหน้าของผู้เป็นอาจารย์มันยามนี้กลับเผลออ้าปากตนเองออกอย่างไม่รู้ตัวทั้งความตกใจอย่างสูงสุดยังปรากฏในดวงตาของมันด้วยเช่นกัน
เม็ดโอสถ ‘ เพลิงธาราบรรจบ ‘ ตัวหยางจิ่นกระทั่งรู้จักดีอย่างที่สุด เม็ดโอสถนี้ถูกเรียกขานกันอีกหนึ่งชื่อว่าหนึ่งในสามเม็ดโอสถเพลิงเย็นเยียบ เนื่องด้วยวัตถุดิบที่ต้องใช้ผสมนั้นใช้ทั้งหญ้าเพลิงโลกันต์อันมีความเข้มขั้นของธาตุไฟเป็นหลักและสมุนไพรลิ้นหนอนหิมะอันมีความเข้มข้นของธาตุน้ำแข็งเป็นหลัก เพียงแค่จะนำมันมาปรุงหลอมรวมกันได้นั้นยังนับว่ายากลำบากสุดแสนแล้ว
หากแต่วัตถุดิบที่หยางจิ่นได้ทิ้งไว้ให้นั่นกลับยังมีอีกหนึ่งอย่างนั้นคือดีอสูรหมีป่ามันเป็นดั่งตัวสะกดข่มได้ทั้งธาตุความเย็นและความร้อนเป็นดั่งตัวช่วยให้เด็กน้อยเลือกที่จะปรุงเม็ดยาอื่นนอกเหนือจากเม็ดโอสถเพลิงธาราบรรจบได้ แต่ชัดเจนว่าเด็กน้อยกลับไม่เลือกหนทางง่ายดาย และเลือกที่จะใช้ดีอสูรหมีป่าในการเพิ่มความรุนแรงของทั้งธาตุไฟและธาตุน้ำแข็งแทนสิ่งนี้นับว่าเป็นหนึ่งในขั้นตอนการปรุงเม็ดโอสถเพลิงธาราบรรจบอย่างหนึ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้หยางจิ่นตกตะลึงอย่างที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องนี้แท้จริงที่ทำให้มันกระทั่งตะลึงดั่งสูญเสียวิธีการพูดไปนั้นคือการที่เด็กน้อยหยางเทียนกลับสามารถผ่านช่วงแรกของการกลั่นโอสถนี้ได้ทั้งดูท่าแล้วจะสามารถหลอมผสานเสร็จจนกระทั่งขั้นตอนสุดท้ายแล้วหากแต่ตัวโอสถเม็ดเพลิงธาราบรรจบนี้ เป็นหนึ่งในเม็ดโอสถดั่งทำลายกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ไฉนเลยหม้อโอสถของผู้สร้างยุทธ์ภัณฑ์ชนชั้นเพียงผู้ชำนาญระดับถ่องแท้ผู้หนึ่งจะสามารถต้านทานกระแสหมุนวนแห่งมวลพลังสองธาตุเข้มข้นล้ำลึกได้พอเข้าสู่กระบวนการหลอมรวมแท้จริงจึงได้ระเบิดออกมา
ครั้งหนึ่งตัวของหยางจิ่นเองก็เคยได้ลองปรุงเม็ดโอสถนี้ขึ้น หากแต่ทำไปได้ไม่ถึงครึ่งทางด้วยซ้ำวัตถุดิบกลับหลอมละลายไปเสียสิ้นชัดเจนว่าตัวมันที่เข้าสู่หนทางแห่งการกลั่นโอสถมายาวนานยังมีความชำนาญในการควบคุมเพลิงการกลั่นได้ไม่ดีพอ
อีกทั้งเม็ดโอสถชนิดนี้กลับเรียกได้ว่าเป็นเม็ดโอสถชนชั้นราชันโอสถแล้วเหตุใดเด็กน้อยที่พึ่งจะเข้าสู่เส้นทางนี้ ทั้งมันยังพึ่งปรุงเป็นครั้งแรกกลับปรุงมันจนเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายได้กัน
“คงไม่ใช่ว่านอกจากพรสวรรค์อันน่าตกตะลึงของศิษย์ข้าแล้วตัวมันยังสามารถกระทั่งเข้าใจการควบคุมลมปราณแห่งธาตุได้อย่างล้ำลึกเสียหรอกกระมัง”หยางจิ่นกล่าวสบถอยู่ในใจตนเองอีกทั้งแววตาของมันยังประกอบไปด้วยความสงสัยในตัวของศิษย์ของมันเป็นอย่างยิ่ง
“เทียนเอ๋อ เจ้าอย่าได้เศร้าใจไปอาจารย์เพียงแต่ทดสอบองค์ความรู้เจ้าเท่านั้น หากแต่ที่เจ้าทำนับว่าเกินความหมายของอาจารย์ไปไกลนัก”วาจาของหยางจิ่นนั้นประดับไว้ด้วยความอบอุ่นอย่างยิ่งขณะที่กล่าวไปที่ศิษย์ของตนในยามนี้เด่นชัดว่ามันจัดการกลับอาการตกตะลึงของตนเองได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หยางจิ่นกล่าวขึ้นอีกครั้งขณะที่มันเคลื่อนมือนำสิ่งของให้แก่หยางเทียน“วงแหวนมิตินี้จะสามารถบรรจุของได้ประมาณ 1 ลี้อีกทั้งภายในมีของที่จำเป็นในการฝึกฝนการปรุงโอสถต่อตัวเจ้าอย่างยิ่งตัวอาจารย์ในยามแรกไม่ได้มอบของขวัญใดแก่ศิษย์คนแรกเลย เจ้าจงรับมันไปเถอะถือสะเป็นของขวัญจากอาจารย์เจ้าแล้วกัน”
“ขะ . . ขอบคุณท่านอาจารย์สำหรับของขวัญนี้ขอรับ” หยางเทียนกล่าวออกด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อยชัดเจนว่าตัวมันตกใจต่อสิ่งตรงหน้าทั้งยังสับสนอยู่ไม่น้อย เนื่องด้วยมันกระทั่งเพียงปรุงโอสถเม็ดแรกยังไม่สำเร็จกลับได้รับของขวัญที่มีมูลค่าสูงอย่างวงแหวนมิติมาได้อย่างไรกัน
“อาจารย์มีสิ่งที่ต้องบอกเจ้าไว้ก่อน ในอีกสามเดือนข้างหน้าจะมีการประลองแลกเปลี่ยนระหว่างหัวเมืองรอบนอกเกิดขึ้นหากแต่ปกติแล้วการประลองเช่นนี้จะจัดขึ้นทุกสามปีเท่านั้น อีกทั้งยังเต็มไปด้วยพรรคน้อยใหญ่มากมายเข้ามาดูชมการประลองภายในงานเพื่อหาทาบทามตัวตนดั่งอัจฉริยะให้เข้าไปพรรคของมันอาจารย์อยากให้เจ้ามั่นฝึกฝนอย่าได้ขาดทั้งทักษะวิชายุทธ์และทักษะแห่งศาสตร์โอสถอย่าได้ทำให้อาจารย์เจ้าต้องผิดหวัง”
คำพูดคล้ายดั่งคำสั่งของหยางจิ่นกล่าวออกมาในประโยคสุดท้ายต่อศิษย์ของมันทั้งยังเป็นการกล่าวเตือนให้ศิษย์ของมันอย่าได้เกียจคร้าน เมื่อมันกล่าวจบในขณะที่ตัวมันจะเดินจากไปกลับปรากฏเสียงของหยางเทียนรั้งการเคลื่อนกายของมันเอาไว้
“ท่านอาจารย์ตัวข้ามีข้อสงสัยหนึ่งประการเกี่ยวกับพรสวรรค์แสงแรกแห่งดวงตะวันที่ท่านหัวหน้าตระกูลหยางได้กล่าวในยามที่อยู่ในห้องกลางตำหนักหัวหน้าตระกูลหากท่านอาจารย์ทราบโปรดชี้แนะแก่ศิษย์ผู้ไม่รู้ด้วย”
แท้จริงแล้วหยางเทียนสงสัยในเรื่องนี้มาโดยตลอดแต่ตัวมันกลับไม่มีจังหวะได้กล่าวถามออก เนื่องด้วยหลังจากจบการทดสอบของมันทั้งอาจารย์และหัวหน้าตระกูลกลับไม่อยู่ให้มันถามเสียอย่างนั้น ชัดเจนว่าช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการกล่าวถามออกมา
หยางจิ่นมองใบหน้าของศิษย์ตนที่ประดับไปด้วยความอยากรู้อย่างมากนั้นคนพลันยิ้มขึ้นก่อนกล่าวตอบไปอย่างไม่ปิดบัง
“ในโลกใบนี้มีการบัญญัติพรสวรรค์ไว้เป็นดวงแสง 8 สีนั่นคือ ขาว เทา เขียว ฟ้า ม่วง ส้ม ทอง ดำ แดงแต่ละสีก็อย่างที่เจ้ารู้คือประกอบด้วย 5 ดวงแสงด้วยกัน แต่แท้จริงแล้วมันกลับมีอีก2รูปแบบแห่งพรสวรรค์ที่ปรากฏอยู่ในเล่มตำราโบราณที่บันทึกกันต่อๆมานั่นคือพรสวรรค์ระดับที่สูงกว่าดวงแสงสีแดง มันถูกเรียกกันว่าพรสวรรค์แสงแรกแห่งจันทรา และแสงแรกแห่งดวงตะวัน”
“รูปแบบแสงแรกแห่งจันทรานั้นเป็นรูปแบบพรสวรรค์ที่รองลงมาจากแสงแรกแห่งดวงตะวันแต่ถึงอย่างนั้นตัวตนที่สร้างมันมั้งสองขึ้นมาได้ภายในอาณาจักรแดนแห่งน่านสมุทรนี้ก็ไม่เคยปรากฏมาก่อน อย่างมากที่สุดที่ข้าเคยได้ยินมาก็สร้างได้เพียงดวงแสงสีทองเพียงเท่านั้นตัวเจ้าอาจนับได้ว่าเป็นบุคคลแรกที่มีพรสวรรค์ดั่งตำนานเช่นนี้”
หลังจากที่หยางจิ่นพลันกล่าวอธิบายมาถึงตรงนี้คนพลันเปลี่ยนน้ำเสียงพูดเป็นทุ้มต่ำดุดันขึ้นอย่างกะทันหัน“หากแต่อาจารย์ไม่ได้ต้องการให้เจ้าทราบสิ่งเหล่านี้แล้วหลงระเริงในพรสวรรค์ของตนเองทั้งไม่ต้องการให้เจ้านำเรื่องราวดังกล่าวมาหล่อหลอมให้เจ้ากลายเป็นตัวตนดั่งหยางกุ้ยที่ชอบใช้ความสามารถตนในการสะกดข่มผู้อื่นไปทั่ว เจ้าจงจดจำเอาไว้สิ่งหนึ่งผู้ที่มากพรสวรรค์นั้นส่วนใหญ่มักเติบโตได้เล็กน้อย เนื่องด้วยตกตายก่อนวัยอันควรอาจารย์หวังว่าเจ้าจะเข้าใจในความหมายนี้”
“ศิษย์ย่อไม่ใช่ตัวตนชั่วช้าดั่งเช่นหยางกุ้ยและยิ่งไปกว่านั้นท่านอาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง ตัวข้าหยางเทียนย่อมคือตัวข้าเฉกเช่นเดิม ไม่ว่าพรสวรรค์ในยามนี้ของศิษย์จะดูสูงส่งเพียงใดหากไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายในหนทาง ศิษย์ย่อมไม่ไปวุ่นวายในหนทางของพวกมันเช่นกัน”
หยางเทียนกล่าววาจาหนักแน่นออกมาทั้งใบหน้ายังแสดงถึงความมุ่งมั่นประการหนึ่ง ส่งผลให้หยางจิ่นผงกศีรษะด้วยความเอ็นดูอย่างอดไม่ได้
หยางจิ่นยังได้กล่าวต่อศิษย์ของมันอยู่ครู่หนนึ่งด้วยเรื่องแนวทางการหลอมรวมปราณธาตุไฟเพื่อให้การปรุงโอสถมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกทั้งยังชี้แนะเรื่องการฝึกฝนระดับพลังควบคู่ไปด้วย ก่อนที่มันจะเดินจากหยางเทียนไปพร้อมกำชับให้ศิษย์ของตนอย่าได้ละเลยการฝึกฝนเป็นอันขาด
หยางเทียนในยามนี้กลับเลิกคิดเรื่องราวก่อนหน้าไปก่อนจะมุ่งกลับไปยังบ้านของตนเพื่อนอนพักผ่อนให้ร่างกายได้ฟื้นฟูเสียบ้างเนื่องด้วยตลอดสามถึงสี่วันมานี้ หลังจากที่มันสมานกระดูกเสร็จมันกระทั่งยังไม่ได้พักผ่อนจริงๆเลยแม่แต่เสี้ยววินาทีด้วยเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นที่ล่อหลอกใจเด็กน้อยให้ไม่อยากเสียเวลากับการนอนนี้ส่งผลให้ร่างกายของมันเริ่มโหยหางการหลับนอนอย่างอดไม่ได้ทั้งเปลือกตาของมันยามนี้ยังไม่สามารถควบคุมให้ตรึงขึ้นได้แล้วเช่นกัน
หากแต่หลังที่จากที่หยางเทียนพักผ่อนเสร็จสิ้นแล้วนั้นคนพลันรู้สึกปลอดโปร่งอย่างที่สุดทั้งพอมันตื่นคนกลับไม่ได้ทำสิ่งอื่นใดนอกจากฝึกฝนกระบวนท่า ‘ หนึ่งกระบี่สบั้นสมุทร ’ ให้คุ้นชิน กระทั่งทักษะดรรชนีชี้ตะวันที่อาจารย์มันได้มอบให้ในยามที่รับมันเป็นศิษย์วันแรกนั้นก็ได้บรรลุถึงระดับสูงสุดแล้วเช่นกัน
กระทั่งหยางเทียนยามนี้ยังได้แบ่งเวลาของตนในการฝึกฝนทักษะด้านการปรุงโอสถรวมถึงทำความเข้าใจในร่างกายของมนุษย์มากจนถึงระดับจดจำได้ไม่ลืมเลือนแล้วมันกระทั่งชี้ตำแหน่งทั้ง 108 จุดลมปราณบนร่างกายมนุษย์ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน
เวลาทั้งหมดตลอดสามเดือนมานี้เด็กน้อยไม่เคยใช้เวลาเสียเปล่าอย่างการเที่ยวเตร่เช่นเด็กคนอื่นเลยแม้แต่น้อยมันทราบดีว่าแม้มันจะมีระดับพรสวรรค์สูงส่งเพียงไหน ทุกอย่างนั้นชัดเจนว่ามาจากเส้นลมปราณเทพมารเทวะอสูรบรรพกาลอย่างแน่นอนทำให้ตัวมันรู้ดีว่าความมานะบากบั่นนี้คือสิ่งที่เที่ยงแท้ที่สุดในการฝึกฝนพลังยุทธ์
นอกจากการที่มันฝึกฝนพลังยุทธ์แล้วนั้นตัวมันยังคงได้ช่วยเหลืองานภายในตำหนักคลังโอสถเพื่อแบ่งเบาภาระของหยางจิ่นบ้างเล็กน้อยทั้งในยามนี้ตัวมันกระทั่งถูกเรียกขานจากบ่าวรับใช้ในตระกูลว่าเป็นหมอโอสถน้อยแห่งตระกูลหยางไปเสียแล้วเนื่องด้วยหยางจิ่นได้เคยส่งมันไปรักษาอาการบาดเจ็บเล็กน้อยจากผู้คนชนชั้นบ่าวรับใช้ในตระกูลหากจะนับจำนวนคนที่ตลอดสามเดือนมานี้หยางเทียนได้รักษานั้น น่ากลัวว่าจะมีไม่ต่ำกว่าหกสิบคนเสียอีก
ทุกคนที่มันรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการทดลองวิชาของมันทั้งสิ้น หากแต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่มันจะวินิจฉัยอาการบาดเจ็บของผู้คนผิดไป หากจะกล่าวว่าในยามนี้มันเป็นดั่งตัวตนที่บ่าวรับใช้ชื่นชมและให้เกียรติอย่างมากก็คงไม่เกินเลยไปนัก กระทั่งผู้อาวุโสลำดับสูงสุดแห่งตระกูลหยางยังเคยได้เอ่ยปากกล่าวชื่นชมมันครั้งหนึ่งขณะที่มาเยือนตำหนักคลังโอสถเพื่อพูดคุยกับหยางจิ่น
“เทียนเอ๋อ เจ้าเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยัง เราจะได้ไปรวมตัวกับผู้อื่นที่ตำหนักท่านหัวหน้าตระกูลเพื่อไปยังงานประลองแลกเปลี่ยนระหว่างหัวเมืองรอบนอกเสียที”เสียงกล่าวอันแก่ชราหนึ่งดังขึ้นชัดเจนว่าย่อมเป็นของหมอโอสถหยางจิ่นอย่างไม่ต้องสงสัย
“ท่านอาจารย์ของข้าแม้จะแก่ชราแล้วแต่กลับใจร้อนดั่งคนหนุ่มยิ่งหนักรอข้าทะลวงระดับพลังเพียงชั่วครู่เดียวกลับทนรอไม่ไหวเสียแล้ว” คำกล่าวของหยางเทียนที่กล่าวตอบอาจารย์ไปนั้นเต็มไปด้วยคำเย้าแหย่ดั่งเช่นที่มันเคยกล่าวเล่นต่อมารดาของมัน
“ฮึ่มม ! เจ้าเด็กน้อยนี่ยิ่งนานวันยิ่งชอบกล่าวคำดั่งเล่นหัวอาจารย์ตนเองหากเจ้าทะลวงระดับหกได้แล้วก็รีบไปกันเสียที” หยางจิ่นกล่าวออกขณะที่มันถอดถอนใจกับการกระทำศิษย์ของมันไปด้วย
หยางจิ่นยามนี้นอกจากความโมโหในน้ำเสียงจากการเย้าแหย่ของศิย์มันแล้วนั้นกลับปรากฏความตกใจสายหนึ่งต่อการทะลวงระดับพลังของหยางเทียน แม้ตลอดสามเดือนมานี้ตัวของศิษย์มันจะทำให้มันตระหนกในการพัฒนาด้านศาสตร์แห่งการแพทย์และศาสตร์แห่งการใช้ออกด้วยทักษะยุทธ์อยู่บ่อยครั้งจนถึงขั้นที่มันเริ่มรู้สึกเฉยชาไปแล้ว แต่การทะลวงระดับพลังขั้นที่หกด้วยวัยพียงสิบสองปีนี้แม้นับได้ว่าเป็นความรวดเร็วอย่างที่สุดแต่มันกลับไม่ได้ตกใจในสิ่งนั้นมากนัก
หากแต่สิ่งหยางจิ่นตกตะลึงอย่างแท้จริงกับเป็นการทะลวงระดับของศิษย์มันนั้นกลับใช้ออกด้วยผลึกปราณระดับกลางสิบห้าก้อนทั้งยังใช้ผลึกปราณชั้นสูงไปกึ่งหนึ่ง ถึงได้ทะลวงระดับขึ้นมาได้หากเป็นผู้อื่นชัดเจนแล้วว่าทรัพยากรพวกนี้ย่อมนับว่าเพียงพอต่อการทะลวงจากระดับห้าไปจนถึงระดับแปดเสียด้วยซ้ำหากแต่ศิษย์มันกลับใช้เพื่อทะลวงเพียงขั้นเดียวเท่านั้นสิ่งเหล่านี้นับว่าเหนือสามัญสำนึกของมันไปไกลห่างยิ่งนัก
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตั้งแต่บทที่ 30 เป็นต้นไปทางผู้เขียนจะมีการเก็บกำลังใจขึ้นเพื่อเป็นการสนับสนุนและให้กำลังใจเป็นแรงผลักดันให้พัฒนาและเขียนงานชิ้นนี้ต่อไป- - - - - -
ทั้งนี้ผู้เขียนอยากขอบคุณที่ทุกท่านอีกครั้งที่ติดตามนิยายเรื่่องนี้ ทั้งบางท่านยังได้มีอารมณ์ร่วมไปกับมัน สิ่งนี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก
- - - - - -
สุดท้ายนี้ผู้เขียนก็อยากจะให้ทุกท่านที่ชื่นชอบนิยายเรื่อง " ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง " ร่วมลุ้นไปด้วยกันจนถึงบทสรุปของตัวละครที่ชื่อ ' มหาสมุทรแห่งสวรรค์ "หยางเทียน" '
. . . .