วีรบุรุษอหังการ

    54 ไร้กระบวนท่า


              เอี้ยนเฟยซาลืมตาตื่นขึ้นในยามเช้าของวันใหม่ เขาหันหน้าไปมองดูโหลวเจียวที่นอนห่มผ้าผืนบางอยู่ด้านข้าง ภายใต้ผ้าห่มย่อมเป็นร่างเปลือยเปล่าของนาง เขาจ้องมองใบหน้าที่สวยงามพร้อมสรรพด้วยรอยยิ้ม  หากพานางกลับไปยังบ้านเกิดแล้วบอกกับทุกคนว่านี่คือสตรีของตนเอง  เหล่าบุรุษต้องอิจฉาผู้โชคดีอย่างเขาแน่นอน ใครจะคาดคิดว่าเด็กหนุ่มกำพร้ายากจนผู้หนึ่งจะมีบุญวาสนาถึงเพียงนี้


            นี่เป็นเช้าวันที่สี่แล้ว  นับจากวันที่โหลวเจียวเดินทางมาถึง  เขาก็อยู่คลุกคลีกับนางตลอด  วันแรกทั้งสองไม่ได้ออกไปไหน มัวแต่หมกตัวอยู่ในห้องนอนด้วยไฟรักที่เอ่อล้น  วันที่สองจึงออกไปสำรวจโรงเตี๊ยมและตึกใหม่ที่เพิ่งซื้อมา ทำการว่าจ้างพนักงานนับสิบให้มาช่วยดูแลโรงเตี๊ยม ติดต่อนายช่างให้ทำการตกแต่งปรับปรุงตึกที่ซื้อมาให้กลายเป็นร้านค้า  ทั้งหมดนี่ล้วนได้รับการช่วยเหลือจากหลิวอิงจึงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี วันที่สามเขาพานางไปฝากตัวกับหลิวหนิงเทียน ด้วยความฉลาดและช่างเจรจาของโหลวเจียวกลับทำให้เจ้าสำนักผู้เฒ่ารักและเอ็นดู  สุดท้ายก็รับนางเป็นลูกบุญธรรม  สร้างความยินดีให้กับทั้งสองเป็นอย่างมาก  เมื่อได้ชื่อว่าเป็นลูกหลานของผู้ยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งในเมือง  คงไม่มีใครหน้าไหนกล้ามารังควานอย่างแน่นอน


            วันนี้เป็นวันที่สี่แล้ว  เอี้ยนเฟยซาบอกกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเดินทางกลับบ้านเกิด จึงลุกจากที่นอนแล้วสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวันก่อน  โหลวเจียวที่นอนอยู่กลับมุดหัวออกจากผ้าห่มเอ่ยถามว่า


            “ท่านจะไปแล้วเหรอ?”


            “หลังจากรับประทานมื้อเช้าร่วมกับเจ้าเสร็จสิ้นถึงจะออกเดินทาง  ออกมาจากที่นอนได้แล้วยัยแมวขี้เซา  เราผู้เป็นสามีรู้สึกหิวโหยอย่างยิ่ง”


            “ผู้ใดใช้ให้ท่านหักโหมทั้งคืนกันเล่า  เราแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นแล้ว”


            เอี้ยนเฟยซาหัวร่อฮา ฮา ทรุดตัวลงนั่งตรงขอบเตียง โน้มใบหน้าไปหาหญิงคนรัก ทำท่าสูดดมกลิ่มกายของนาง  กล่าวว่า


            “หรือจะให้เราผู้เป็นสามีจัดการกับเจ้าอีกรอบ?”


            “ไม่เอา  ไม่ไหวแล้ว”


            โหลวเจียวรีบมุดออกจากผ้าห่มแล้วลงจากเตียง  เผยให้เห็นร่างเปลือยเปล่าขาวนวลเนียนของนาง ก่อนที่จะถูกปกคลุมด้วยเสื้อผ้าที่สวมใส่ลงบนเรือนร่าง เอี้ยนเฟยซาต้องรีบข่มอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้  เขารู้ว่าไม่ควรหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเหล่านี้มากเกินไป  วันนี้เป็นวันที่ตนเองต้องออกเดินทางไปไกล  สมควรเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้จัดการกับปัญหาระหว่างทาง  ช่วงเวลาสองสามวันที่ผ่านเขาเองก็สมควรอิ่มเอมในรสกามสวาทแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เดินเข้าไปโอบอุ้มสาวงามที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จออกจากประตูห้อง  นางทำท่าขัดขืนพอเป็นพิธี  จากนั้นก็ซบศีรษะลงบนไหล่อันผึ่งผายของชายหนุ่ม

     

            เอี้ยนเฟยซาโอบอุ้มหญิงสาวออกจากตึกของตนเองที่เพิ่งซื้อมา  เดินตามท้องถนนไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยไม่สนใจสายตาหลายร้อยคู่ที่จ้องมองมาด้วยความประหลาดใจ  นี่เป็นพฤติกรรมที่เขาจดจำมาจากทุ่งหญ้า  เป็นเรื่องปกติที่เหล่าบุรุษในทุ่งหญ้าจะโอบอุ้มหรือจูบสตรีของตนเองในที่สาธารณะ แต่ผู้คนที่นี่กลับเห็นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าอับอายและไม่เหมาะสม  แต่เขาได้สนใจไม่  เมื่อมาถึงร้านอาหารก็วางร่างหญิงสาวลง พานางเข้าไปรับประทานอาหารจนอิ่มหนำสำราญหนึ่งมื้อ  หลังจากนั้นก็พากันเดินกลับไปยังตึกของตนเอง  เก็บข้าวของสำหรับออกเดินทาง ผู้รับใช้สองคนมาดูแลเรื่องการจัดเตรียมเสบียงให้กับเขา  นี่เป็นหญิงรับใช้ที่หลิวอิงจัดหามาให้  เป็นเด็กหญิงชาวบ้านหน้าตาน่ารักที่มีฐานะยากจน ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอุ่นใจที่มีพวกนางมาดูแลและเป็นเพื่อนกับโหลวเจียวยามที่ตนเองไม่อยู่


            เมื่อเอี้ยนเฟยซาจูงโชงหมิงออกมายังท้องถนน  ก็พบเจอกับหลิวอิงที่มายืนรออยู่แล้ว  ทั้งสองสบตาแล้วยิ้มให้แก่กันและกัน

     

            “นายน้อยหลิวตั้งใจมาส่งเรา?”


            “ใช่แล้ว สหายออกเดินทางทั้งทีก็ต้องมาอวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพอยู่แล้ว”


            พูดจบก็ให้คนรับใช้แบกถุงผ้ามาให้เอี้ยนเฟยซา  ชายหนุ่มจ้องมองดูถุงผ้าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ด้วยความสงสัย  ไม่รู้ว่าสิ่งของที่อยู่ในนั้นคืออะไร  หลิวอิงเดินตบไหล่สหายพร้อมกับกระซิบที่ข้างหูว่า


            “นี่เป็นเงินของพี่เอี้ยนที่ได้จากการขายฝูงสัตว์คราวก่อน  แพะและแกะขายได้ตัวละ 1 ตำลึงทอง  ม้าที่ได้มาเป็นม้าพันธุ์ดี  ขายได้ตัวละ 4 ตำลึงทอง  รวมทั้งหมด 320 ตำลึงทอง  โอ ตอนนี้ท่านกลายเป็นผู้มั่งคั่งแล้วนะ สมควรเลี้ยงสุราเราสักครา”


            เอี้ยนเฟยซารับถุงเงินที่หนักอึ้งมาถือไว้ ชั่วชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยจับเงินตำลึงทองมาก่อน  วันนี้กลับสามารถครอบครองจำนวนมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้ ถึงกับคิดถอนตัวจากยุทธภพเพื่อกลับไปใช้ชีวิตเป็นเศรษฐีที่บ้านเกิด  ให้โหลวเจียวกำเนิตบุตรธิดาสักหลายคน  ชีวิตคงมีความสุขไม่น้อย  แต่นั่นเป็นเพียงความคิดวูบหนึ่งเท่านั้น  เกิดขึ้นมาแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว


            “ฮาฮา สหายต้องการดื่มสุรามีชื่อใดโปรดบอกมา วันนี้เราเศรษฐีเอี้ยนผู้มั่งคั่งจะสนองความต้องของเจ้าสักครา”

     

            บุคคลทั้งสองหัวร่อด้วยความสำราญ  มิตรภาพของพวกเขายิ่งมายิ่งลึกซึ้ง เอี้ยนเฟยซาซาบซึ้งในน้ำใจที่สหายหยิบยื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน  หลิวอิงเองก็รู้สึกดีที่มีสหายรู้ใจผู้หนึ่ง ชายหนุ่มเบื้องหน้านับเป็นสหายสนิทคนแรกในชีวิต แม้แต่จางหลีไห่ที่เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็กยังมีช่องว่างของความสัมพันธ์  ไม่ได้สนิทสนมลึกซึ้งถึงเพียงนี้ เอี้ยนเฟยซาเป็นคนเดียวที่ไม่นึกถึงกฏเกณฑ์หรือตำแหน่งอันสูงส่งของมัน  การแสดงออกของทั้งสองคนพลอยทำให้โหลวเจียวรู้สึกปลาบปลื้มใจจนแอบหลั่งน้ำตาออกมาหลายหยด


            แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เอี้ยนเฟยซาบรรจงจูบหน้าผากโหลวเจียวที่ดวงตาแดงก่ำเพราะร่ำไห้มารอบหนึ่ง  เขากระโดดขึ้นบนหลังม้าโชงหมิง  หันมาส่งยิ้มให้กับหลิวอิงแล้วควบม้าจากไปอย่างเชื่องช้า  ในขณะที่กำลังจะออกจากประตูเมืองนั้นก็มีบุรุษหนุ่มแต่งกายด้วยชุดสุภาพผู้หนึ่งเฝ้ารออยู่ตรงทางออก  คนผู้นี้ใบหน้าคมเข้ม  ร่างสูงโปร่งสมส่วน  ถึงกับสูงกว่าเอี้ยนเฟยซาครึ่งศีรษะ  มันยิ้มให้กับชายหนุ่มคราหนึ่ง  กล่าวว่า


            “เราเรียกว่าโจวเฟิง  ได้รับคำสั่งจากท่านเจ้าสำนักให้เป็นตัวแทนไปติดต่อหาสินค้าจากเมืองหลินอัน  เพื่อนำมาทำการค้าขายกับชนเผ่าในทุ่งหญ้า  ขอพี่เอี้ยนให้การชี้แนะด้วย”


            เอี้ยนเฟยซาจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความงุนงงเล็กน้อย คนผู้นี้เป็นหนึ่งในสามยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของเมืองผิงเหยา  เคียงคู่กับหลิวอิงและจางหลีไห่  หลิวหนิงเทียนเคยบอกกับเขาว่าโจวเฟิงเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์มากที่สุด  เฉลียงฉลาดและซ่อนงำประกาย  เขายิ้มให้กับมันแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงติดตลกว่า


            “เราผู้นี้ค่อนข้างอับโชคในการเดินทาง  เกือบสังเวยชีวิตมาแล้วหลายหน  หากมีเหตุร้ายใดกล้ำกรายถึงตัว  อย่าได้โทษว่าเราผู้อาภัพก็แล้วกัน”


            โจวเฟิงหัวร่อคราหนึ่ง  ไม่ได้กล่าววาจาตอบโต้เอี้ยนเฟยซา  มันกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบขี่ตามหลังเขาอย่างเงียบเชียบ ทั้งสองล้วนตกอยู่ในสายตาของหลิวอิงและโหลวเจียวที่มองตามหลังมาด้วยความรู้สึกคนละขั้ว โหลวเจียวต้องการเดินทางเคียงข้างคนรักทั้งวันทั้งคืน  แต่นางต้องฝืนทนอยู่ที่นี่เพื่อไม่ให้เขาต้องพะวงเป็นห่วงและทำการก่อรากสร้างฐานให้แก่คนรัก

     

            สำหรับหลิวอิงกลับรู้สึกแตกต่างออกไป  เขาต้องการออกท่องยุทธภพให้หนำใจสักครา ตั้งแต่เกิดมาเขาต้องอยู่ในโอวาทของบิดามาตลอด  ไม่มีโอกาสได้เดินทางขึ้นเหนือล่องใต้เหมือนพี่น้องคนอื่น ภาระที่แบกรับเอาไว้นับวันยิ่งเพิ่มพูนทวีคูณ  เขารู้สึกอิจฉาเอี้ยนเฟยซาที่มีอิสระเสรี  และยังเคืองขุ่นเคืองใจที่บิดามอบหมายให้โจวเฟิงออกเดินทางในครั้งนี้


            “คงรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้ออกเดินทางในครั้งนี้สินะ  นั่นเป็นเรื่องที่เราสามารถคาดเดาได้ แต่เจ้าต้องคอยตระหนักอยู่เสมอว่าอยู่ในฐานะใด  วันหนึ่งเจ้าต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้สืบทอดของเรา  ด้วยเวลาชีวิตของเราที่เหลืออยู่ไม่มาก คงไม่อาจปล่อยให้ทายาทตนเองออกเดินทางเพล่นพล่านอยู่ภายนอกโจวเฟิงเขาเป็นคนที่มีความสามารถ สักวันหนึ่งเขาจะช่วยเหลือเจ้าในการครองความยิ่งใหญ่  ยุทธภพในวันข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไป  ลูกเราจำเป็นต้องฝึกฝนตนเองให้พร้อมสำหรับวันนั้น”


            หลิงอิงหันไปมองดูหลิวหนิงเทียนที่โผล่มายืนอยู่ข้างตนเอง  ทุกอย่างล้วนเป็นเช่นคำที่บิดาสั่งสอน  ไม่มีผู้ใดมองการณ์กว้างไกลไปกว่าบิดาของตนเองอีกแล้ว

     

            ในที่สุดร่างของเอี้ยนเฟยซาและโจวเฟิงหายไปจากสายตาของทุกคน

             



            เอี้ยนเฟยซาเหม่อมองไปที่เนินเขาแห่งหนึ่ง เขาจดจำคนที่ยืนอย่างสงบแช่มช้อยอยู่ตรงนั้นได้ดี  ด้วยความงามเลิศล้ำปานนั้น  มีเพียงนางในดวงใจของตนเองเท่านั้น  เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยกำลังส่งสายตาและรอยยิ้มมาให้กับเขา

     

            ชายหนุ่มไม่รอช้า  รีบควบม้าเข้าไปหานางทันที  ความคิดถึงที่สะสมเอาไว้พรั่งพรูออกมาเป็นความยินดีสุดที่จะหักห้ามเอาไว้ได้  เมื่อเขากระโดดลงจากหลังม้าก็เกือบจะเข้าไปโอบกอดนาง  ดีที่เจ้าม้าแสนรู้เข้ามาแทรกกลางระหว่างเขากับนางไว้ก่อน  ดูท่าโชงหมิงเองก็คิดถึงเทพสตรีเดียวดายผู้นี้ไม่น้อยเช่นกันมันใช้หัวของมันถูไถฝ่ามือขาวผ่องไม่หยุด เอี้ยนเฟยซาทำได้เพียงใช้สายตาอันร้อนระอุจ้องมองสตรีในฝัน   จวงซูเม่ยเหมือนจะสังเกตความนัยออก  จึงด่าคำ ‘ปีศาจราคะ’ออกมาเบา ๆ เพียงคำเดียวก็แทบทำให้ชายหนุ่มล้มทั้งยืน  ไม่เข้าใจว่านางหมายความว่ากระไร  ใช่ตำหนิตนเองที่รับโหลวเจียวมาเป็นสตรีข้างกายหรือไม่

     

            “คนหน้าด้าน กลับจับจ้องผู้อื่นจนรู้สึกผ่าวร้อนไปทั้งใบหน้าแล้ว”


            เอี้ยนเฟยซารู้สึกวาบหวิวไปทั้งร่าง  นี่เป็นคำพูดที่ดูสนิทสนมกว่าครั้งใด  หรือว่านางเองก็มีใจให้เขาเช่นกัน  วาจาที่เป็นกันเองเช่นนี้  สมควรกล่าวกับคนรักเท่านั้น  ก่อนที่ประโยคต่อมาจะฉุดเขาตกลงมาจากสรวงสวรรค์ที่ตนเองมโนเพ้อฝันขึ้นมา


            “ชักดาบออกมา ให้เราได้ทดสอบเพลงดาบของเจ้าว่าก้าวหน้าไปถึงขั้นไหนแล้ว”


            เอี้ยนเฟยซาแทบปรับเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทัน  แต่เอี้ยนเฟยซาก็คือเอี้ยนเฟยซา  เมื่อพูดถึงเรื่องการฝึกยุทธ์ เขามักจะใช้เวลาเพียงเสี้ยวเดียวในการลืมเลือนเรื่องอื่น  เมื่อชักดาบขึ้นสนิมออกจากฝัก  คนก็กลายเป็นคนละคนกับเมื่อครู่ ความสำเร็จในวิชาดาบของเขาก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว  วันนี้ชายหนุ่มต้องการใช้สองกระบวนท่าที่คิดค้นขึ้นมาใหม่กับยอดสตรีผู้นี้  ให้นางได้ตะลึงและชี้แนะอบรมเขารอบหนึ่ง


            “เราคิดค้นเพลงดาบขึ้นมาอีกสองกระบวนท่า กระบวนท่าแรกชื่อว่าวารีเวิ้งว้าง  จงตั้งใจรับมือให้ดี”


            เทพสตรีผู้ยิ่งใหญ่เพียงยักไหล่คราหนึ่งพร้อมกับไล่โชงหมิงไปทางอื่น  เอี้ยนเฟยซาเดินพลังลมปราณใส่ตัวดาบเต็มเปี่ยม  คนเคลื่อนไปทางขวาเล็กน้อยพร้อมกับฟาดฟันดาบออกไปในแนวเฉียง  จวงซูเม่ยสะบัดกระบี่ออกไปปะทะกับตัวดาบในช่วงเวลาที่พอเหมาะ  แต่ก็ต้องอุทาน ‘เอ๊ะ!’ออกมาคราหนึ่ง  นางรู้สึกว่าดาบของฝ่ายตรงข้ามคล้ายว่างเปล่า  ครู่เดียวก็ปรากฏแรงดึงดูดกระชากกระบี่ให้หลุดมือ แต่นางไม่ร้อนรุ่มแม้แต่น้อย  เพียงก้าวเท้าไปด้านหน้าครึ่งก้าวแล้วผลักดันกระบี่ไปด้านหน้าเล็กน้อย  ก็ทำลายสภาวะจู่โจมของชายหนุ่มได้


            เอี้ยนเฟยซาถูกรุกไล่กลับเพียงกระบี่เดียวก็รู้สึกหัวเสียนัก  กระบวนท่านี้ของตนเองต้องใช้เวลาครุ่นคิดหลายวันกว่าจะใช้ออกได้  นั่นเป็นการขโมยหลักเวิ้งว้างของหลิวอิงมาใช้  ดาบที่ฟันออกไปตอนแรกใช้หลักเวิ้งว้างทำให้คู่ต่อสู้เสียกระบวน  จากนั้นก็ใช้พลังลมปราณดึงดูดอาวุธของฝ่ายตรงข้ามให้หลุดมือ แท้จริงแล้วกระบวนท่านี้ของเขาล้ำลึกยากต้านทาน  น่าเสียดายที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นยอดสตรีจวงซูเม่ย  จึงไม่ประสบผลแต่อย่างใดแต่ชายหนุ่มยังไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น เขายังเหลืออีกหนึ่งกระบวนท่าที่คิดค้นขึ้นมาใหม่

     

            “รับมือท่าต่อไปให้ดี  มันมีชื่อเรียกว่า อุกทกภัยลามทุ่ง”


            เอี้ยนเฟยซากลับเปลี่ยนคำพูดที่ว่าไฟลามทุ่งเป็นอุทกภัยลามทุ่ง  จวงซูเม่ยหัวร่อคิกคักออกมา  อากัปกิริยาของนางแทบทำให้ชายหนุ่มสูญเสียสมาธิ  เขารีบรวบรวมลมปราณแล้วทะยานขึ้นไปบนฟ้า  จับดาบด้วยสองฃมือแล้วชูดาบขึ้นฟ้า  จากนั้นก็ฟันดาบลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องนับร้อยครั้ง  ปราณกระบี่นับร้อยพุ่งลงมาหาเทพสตรีจนแทบไม่มีช่องว่างให้หลบหนี  แต่นางเพียงยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก็ชักกระบี่ออกมาทิ่มแทงออกไปอย่างรวดเร็วนับพันครั้ง  ทำลายปราณที่พุ่งเข้ามาจนหมดสิ้น เท่านั้นยังไม่พอปราณกระบี่อีกนับร้อยยังจู่โจมใส่ชายหนุ่มจนต้องรับมือพัลวันด้วยสภาพทุลักทุเลยิ่งนัก  เข้าตำราหนามยอกเอาหนามบ่ง


            ในที่สุดการสู้ก็จบลง  จวงซูเม่ยเก็บกระบี่ใส่ฝักเรียบร้อยแล้ว  ผิดกับเอี้ยนเฟยซาที่นั่งหมดสภาพด้วยใบหน้าปั้นยาก  เทพสตรีเดินเข้าไปหาชายหนุ่มพร้อมกับนั่งลงข้างกายเขา  กล่าวว่า


            “เจ้าคนหน้าด้านกลับชาญฉลาดถึงขั้นขโมยวิชาของตาเฒ่าหลิว  หากว่ามันล่วงรู้ไม่หัวร่อจนตัวขดตัวงอก็แปลกไปแล้ว  ไฉนเจ้าถึงทำหน้าปั้นยากถึงเพียงนี้  จะบอกให้ว่าตอนข้าอายุเท่าเจ้ายังไม่มีความสำเร็จถึงเพียงนี้  ไม่มีความสามารถคิดค้นกระบวนท่าเองได้  ในหมูมวลมนุษย์ที่เรารู้จักเจ้าเป็นคนแรกเลยสามารถคิดค้นกระบวนท่าที่ซับซ้อนขึ้นมาได้ด้วยวัยนี้”


            “ท่านไม่ได้โกหกใช่ไหม?”


            เอี้ยนเฟยซาเงยหน้าขึ้น  ใบหน้าที่เคยท้อแท้ทอดอาลัยตายอยากแปรเปลี่ยนเป็นมีชีวิตชีวาในทันใด  นี่เป็นลักษณะพิเศษของเขาเลยก็ว่าได้  สามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว  จวงซูเม่ยลุกขึ้นยืนมองฟ้าแล้วกล่าวว่า


            “ย่อมเป็นความจริง ตอนนี้สิ่งที่เจ้าควรทำต่อคือเดินหน้าสู่กระบวนการฝึกดาบขั้นต่อไป”


            “การฝึกขั้นต่อไป?”


            “ใช่แล้ว  ขั้นไร้กระบวนท่า”


            เอี้ยนเฟยซาพลันกระโดดขึ้นมาอยู่ในท่ายืน  สองตาเบิกโพลนด้วยความตกใจ  เดินไปอยู่เบื้องหน้าเทพสตรีผู้งดงามแล้วกล่าวว่า


            “ขั้นไร้กระบวนท่า  นั่นจะทำได้อย่างไร  ข้าอุตส่าห์ทุ่มเททั้งกายและใจเพื่อคิดค้นกระบวนท่าเหล่านี้ขึ้นมา  สุดท้ายแล้วท่านกลับบอกว่าต้องไร้กระบวนท่า”


            “หน้าโง่  เจ้าคนหน้าด้านและโง่เขลา ขั้นไร้กระบวนท่าคือลืมเลือนลำดับขั้นตอนในการออกกระบวนท่า  หาใช่ลืมการใช้กระบวนท่า”


            เอี้ยนเฟยซายืนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง  จากนั้นก็ตีลังกากลับหลังคราหนึ่ง  วิ่งรอบจวงซูเม่ยสามรอบพร้อมกับหัวร่อออกมาเสียงดัง  กล่าวว่า


            “เราเข้าใจแล้ว”


            “เจ้าเข้าใจอันใด?”


            “ไร้กระบวนท่าคือการออกกระบวนท่าตามใจปรารถนา  ไม่ให้กระบวนท่าที่ใช้ออกควบคุมเรา  แต่เป็นเราที่ควบคุมการใช้กระบวนท่า  เมื่อไร้กระบวนท่าก็เท่ากับไร้ร่องรอยให้สืบสาว เมื่อไร้ร่องรอยให้สืบสาวคู่ต่อสู้ก็ไม่สามารถรับมือกับการจู่โจมได้  เช่นนี้ถูกต้องหรือไม่”


            จวงซูเม่ยยิ้มออกมาด้วยใจจริง นางเริ่มรู้สึกชื่นชมในไหวพริบของชายหนุ่มบ้างแล้ว  หากจะเสาะหาผู้ที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ในแดนมนุษย์นับว่ายากกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก  เจตนารมณ์ของหมอเทวะเซี่ยอวิ้นสมควรเป็นจริงได้  บุรุษผู้นี้อาจจะเป็นผู้นำมนุษย์ต่อต้านพรรคมารในวันข้างหน้า  จึงว่า


            “ถูกต้องทุกประการ  แต่พูดง่ายทำยาก  เจ้ายังต้องฝึกฝนอีกยาวไกล  อย่าเพิ่งหลงระเริงกับความสำเร็จอันผิวเผินนี้  อ้อ  แล้วเจ้าเข้าใจบ้างหรือไม่?”


            จวงซูเม่ยหันไปกล่าวกับโจวเฟิงที่ยืนสงบนิ่งตลอดมาตั้งแต่เริ่ม  ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งก้มหัวคำนับจรดพื้นคราหนึ่ง  กล่าววาจาด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า


            “สามารถกล่าวได้ว่าเข้าใจและไม่เข้าใจ”


            “ฮาฮา เด็กหนุ่มที่กลอกกลิ้งนัก นับว่าชาญฉลาดไม่แพ้คนหน้าด้านโง่เง่าผู้นั้น”


             ชายหนุ่มทั้งสองทำได้เพียงมองดูเทพสตรีผู้งดงามหัวเราะด้วยอากัปกิริยางามเลิศล้ำ  โดยเฉพาะโจวเฟิงที่พบเห็นนางครั้งแรก  ต้องตะลึงจนอ้าปากตาค้างพูดจาไม่ออก  กว่าจะรู้ตัวอีกทีนางก็ขึ้นม้าและควบขี่จากไปแล้ว  ยังแว่วเสียงวาจาอันไพเราะของนางที่กล่าวกับเอี้ยนเฟยซาว่า


            “ข้าต้องเดินทางกลับแดนเทพชั่วคราว  ประกาศิตวายุถูกประกาศออกมาแล้ว  เมื่อสหายต้องการตัว  เราผู้รักสหายยิ่งกว่าตนเองย่อมไม่บ่ายเบี่ยง”


            ท้ายที่สุดนางก็จากไป  เอี้ยนเฟยซาคล้ายหัวใจจะแหลกสลาย  เขาเพิ่งรู้ตัวหลงรักเทพสตรีผู้นี้มากเพียงใด  ไฉนเขายังไม่อาจลืมเลือนนาง  ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็มีโหลวเจียวอยู่อยู่ทั้งคน  ชายหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่าได้บังเกิดรักครั้งแรกต่อจวงซูเม่ย

     

            เอี้ยนเฟยซาคนหน้าด้านและโง่เขลาช่างไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆ

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องวีรบุรุษอหังการ ที่คุณอ่าน