เอี้ยนเฟยซาลืมตาตื่นขึ้นในยามเช้าของวันใหม่ เขาหันหน้าไปมองดูโหลวเจียวที่นอนห่มผ้าผืนบางอยู่ด้านข้าง ภายใต้ผ้าห่มย่อมเป็นร่างเปลือยเปล่าของนาง เขาจ้องมองใบหน้าที่สวยงามพร้อมสรรพด้วยรอยยิ้ม หากพานางกลับไปยังบ้านเกิดแล้วบอกกับทุกคนว่านี่คือสตรีของตนเอง เหล่าบุรุษต้องอิจฉาผู้โชคดีอย่างเขาแน่นอน ใครจะคาดคิดว่าเด็กหนุ่มกำพร้ายากจนผู้หนึ่งจะมีบุญวาสนาถึงเพียงนี้
นี่เป็นเช้าวันที่สี่แล้ว นับจากวันที่โหลวเจียวเดินทางมาถึง เขาก็อยู่คลุกคลีกับนางตลอด วันแรกทั้งสองไม่ได้ออกไปไหน มัวแต่หมกตัวอยู่ในห้องนอนด้วยไฟรักที่เอ่อล้น วันที่สองจึงออกไปสำรวจโรงเตี๊ยมและตึกใหม่ที่เพิ่งซื้อมา ทำการว่าจ้างพนักงานนับสิบให้มาช่วยดูแลโรงเตี๊ยม ติดต่อนายช่างให้ทำการตกแต่งปรับปรุงตึกที่ซื้อมาให้กลายเป็นร้านค้า ทั้งหมดนี่ล้วนได้รับการช่วยเหลือจากหลิวอิงจึงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี วันที่สามเขาพานางไปฝากตัวกับหลิวหนิงเทียน ด้วยความฉลาดและช่างเจรจาของโหลวเจียวกลับทำให้เจ้าสำนักผู้เฒ่ารักและเอ็นดู สุดท้ายก็รับนางเป็นลูกบุญธรรม สร้างความยินดีให้กับทั้งสองเป็นอย่างมาก เมื่อได้ชื่อว่าเป็นลูกหลานของผู้ยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งในเมือง คงไม่มีใครหน้าไหนกล้ามารังควานอย่างแน่นอน
วันนี้เป็นวันที่สี่แล้ว เอี้ยนเฟยซาบอกกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเดินทางกลับบ้านเกิด จึงลุกจากที่นอนแล้วสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อวันก่อน โหลวเจียวที่นอนอยู่กลับมุดหัวออกจากผ้าห่มเอ่ยถามว่า
“ท่านจะไปแล้วเหรอ?”
“หลังจากรับประทานมื้อเช้าร่วมกับเจ้าเสร็จสิ้นถึงจะออกเดินทาง ออกมาจากที่นอนได้แล้วยัยแมวขี้เซา เราผู้เป็นสามีรู้สึกหิวโหยอย่างยิ่ง”
“ผู้ใดใช้ให้ท่านหักโหมทั้งคืนกันเล่า เราแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นแล้ว”
เอี้ยนเฟยซาหัวร่อฮา ฮา ทรุดตัวลงนั่งตรงขอบเตียง โน้มใบหน้าไปหาหญิงคนรัก ทำท่าสูดดมกลิ่มกายของนาง กล่าวว่า
“หรือจะให้เราผู้เป็นสามีจัดการกับเจ้าอีกรอบ?”
“ไม่เอา ไม่ไหวแล้ว”
โหลวเจียวรีบมุดออกจากผ้าห่มแล้วลงจากเตียง เผยให้เห็นร่างเปลือยเปล่าขาวนวลเนียนของนาง ก่อนที่จะถูกปกคลุมด้วยเสื้อผ้าที่สวมใส่ลงบนเรือนร่าง เอี้ยนเฟยซาต้องรีบข่มอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ เขารู้ว่าไม่ควรหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเหล่านี้มากเกินไป วันนี้เป็นวันที่ตนเองต้องออกเดินทางไปไกล สมควรเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้จัดการกับปัญหาระหว่างทาง ช่วงเวลาสองสามวันที่ผ่านเขาเองก็สมควรอิ่มเอมในรสกามสวาทแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เดินเข้าไปโอบอุ้มสาวงามที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จออกจากประตูห้อง นางทำท่าขัดขืนพอเป็นพิธี จากนั้นก็ซบศีรษะลงบนไหล่อันผึ่งผายของชายหนุ่ม
เอี้ยนเฟยซาโอบอุ้มหญิงสาวออกจากตึกของตนเองที่เพิ่งซื้อมา เดินตามท้องถนนไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยไม่สนใจสายตาหลายร้อยคู่ที่จ้องมองมาด้วยความประหลาดใจ นี่เป็นพฤติกรรมที่เขาจดจำมาจากทุ่งหญ้า เป็นเรื่องปกติที่เหล่าบุรุษในทุ่งหญ้าจะโอบอุ้มหรือจูบสตรีของตนเองในที่สาธารณะ แต่ผู้คนที่นี่กลับเห็นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าอับอายและไม่เหมาะสม แต่เขาได้สนใจไม่ เมื่อมาถึงร้านอาหารก็วางร่างหญิงสาวลง พานางเข้าไปรับประทานอาหารจนอิ่มหนำสำราญหนึ่งมื้อ หลังจากนั้นก็พากันเดินกลับไปยังตึกของตนเอง เก็บข้าวของสำหรับออกเดินทาง ผู้รับใช้สองคนมาดูแลเรื่องการจัดเตรียมเสบียงให้กับเขา นี่เป็นหญิงรับใช้ที่หลิวอิงจัดหามาให้ เป็นเด็กหญิงชาวบ้านหน้าตาน่ารักที่มีฐานะยากจน ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอุ่นใจที่มีพวกนางมาดูแลและเป็นเพื่อนกับโหลวเจียวยามที่ตนเองไม่อยู่
เมื่อเอี้ยนเฟยซาจูงโชงหมิงออกมายังท้องถนน ก็พบเจอกับหลิวอิงที่มายืนรออยู่แล้ว ทั้งสองสบตาแล้วยิ้มให้แก่กันและกัน
“นายน้อยหลิวตั้งใจมาส่งเรา?”
“ใช่แล้ว สหายออกเดินทางทั้งทีก็ต้องมาอวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพอยู่แล้ว”
พูดจบก็ให้คนรับใช้แบกถุงผ้ามาให้เอี้ยนเฟยซา ชายหนุ่มจ้องมองดูถุงผ้าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าสิ่งของที่อยู่ในนั้นคืออะไร หลิวอิงเดินตบไหล่สหายพร้อมกับกระซิบที่ข้างหูว่า
“นี่เป็นเงินของพี่เอี้ยนที่ได้จากการขายฝูงสัตว์คราวก่อน แพะและแกะขายได้ตัวละ 1 ตำลึงทอง ม้าที่ได้มาเป็นม้าพันธุ์ดี ขายได้ตัวละ 4 ตำลึงทอง รวมทั้งหมด 320 ตำลึงทอง โอ ตอนนี้ท่านกลายเป็นผู้มั่งคั่งแล้วนะ สมควรเลี้ยงสุราเราสักครา”
เอี้ยนเฟยซารับถุงเงินที่หนักอึ้งมาถือไว้ ชั่วชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยจับเงินตำลึงทองมาก่อน วันนี้กลับสามารถครอบครองจำนวนมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้ ถึงกับคิดถอนตัวจากยุทธภพเพื่อกลับไปใช้ชีวิตเป็นเศรษฐีที่บ้านเกิด ให้โหลวเจียวกำเนิตบุตรธิดาสักหลายคน ชีวิตคงมีความสุขไม่น้อย แต่นั่นเป็นเพียงความคิดวูบหนึ่งเท่านั้น เกิดขึ้นมาแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว
“ฮาฮา สหายต้องการดื่มสุรามีชื่อใดโปรดบอกมา วันนี้เราเศรษฐีเอี้ยนผู้มั่งคั่งจะสนองความต้องของเจ้าสักครา”
บุคคลทั้งสองหัวร่อด้วยความสำราญ มิตรภาพของพวกเขายิ่งมายิ่งลึกซึ้ง เอี้ยนเฟยซาซาบซึ้งในน้ำใจที่สหายหยิบยื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน หลิวอิงเองก็รู้สึกดีที่มีสหายรู้ใจผู้หนึ่ง ชายหนุ่มเบื้องหน้านับเป็นสหายสนิทคนแรกในชีวิต แม้แต่จางหลีไห่ที่เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็กยังมีช่องว่างของความสัมพันธ์ ไม่ได้สนิทสนมลึกซึ้งถึงเพียงนี้ เอี้ยนเฟยซาเป็นคนเดียวที่ไม่นึกถึงกฏเกณฑ์หรือตำแหน่งอันสูงส่งของมัน การแสดงออกของทั้งสองคนพลอยทำให้โหลวเจียวรู้สึกปลาบปลื้มใจจนแอบหลั่งน้ำตาออกมาหลายหยด
แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เอี้ยนเฟยซาบรรจงจูบหน้าผากโหลวเจียวที่ดวงตาแดงก่ำเพราะร่ำไห้มารอบหนึ่ง เขากระโดดขึ้นบนหลังม้าโชงหมิง หันมาส่งยิ้มให้กับหลิวอิงแล้วควบม้าจากไปอย่างเชื่องช้า ในขณะที่กำลังจะออกจากประตูเมืองนั้นก็มีบุรุษหนุ่มแต่งกายด้วยชุดสุภาพผู้หนึ่งเฝ้ารออยู่ตรงทางออก คนผู้นี้ใบหน้าคมเข้ม ร่างสูงโปร่งสมส่วน ถึงกับสูงกว่าเอี้ยนเฟยซาครึ่งศีรษะ มันยิ้มให้กับชายหนุ่มคราหนึ่ง กล่าวว่า
“เราเรียกว่าโจวเฟิง ได้รับคำสั่งจากท่านเจ้าสำนักให้เป็นตัวแทนไปติดต่อหาสินค้าจากเมืองหลินอัน เพื่อนำมาทำการค้าขายกับชนเผ่าในทุ่งหญ้า ขอพี่เอี้ยนให้การชี้แนะด้วย”
เอี้ยนเฟยซาจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความงุนงงเล็กน้อย คนผู้นี้เป็นหนึ่งในสามยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของเมืองผิงเหยา เคียงคู่กับหลิวอิงและจางหลีไห่ หลิวหนิงเทียนเคยบอกกับเขาว่าโจวเฟิงเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์มากที่สุด เฉลียงฉลาดและซ่อนงำประกาย เขายิ้มให้กับมันแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงติดตลกว่า
“เราผู้นี้ค่อนข้างอับโชคในการเดินทาง เกือบสังเวยชีวิตมาแล้วหลายหน หากมีเหตุร้ายใดกล้ำกรายถึงตัว อย่าได้โทษว่าเราผู้อาภัพก็แล้วกัน”
โจวเฟิงหัวร่อคราหนึ่ง ไม่ได้กล่าววาจาตอบโต้เอี้ยนเฟยซา มันกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบขี่ตามหลังเขาอย่างเงียบเชียบ ทั้งสองล้วนตกอยู่ในสายตาของหลิวอิงและโหลวเจียวที่มองตามหลังมาด้วยความรู้สึกคนละขั้ว โหลวเจียวต้องการเดินทางเคียงข้างคนรักทั้งวันทั้งคืน แต่นางต้องฝืนทนอยู่ที่นี่เพื่อไม่ให้เขาต้องพะวงเป็นห่วงและทำการก่อรากสร้างฐานให้แก่คนรัก
สำหรับหลิวอิงกลับรู้สึกแตกต่างออกไป เขาต้องการออกท่องยุทธภพให้หนำใจสักครา ตั้งแต่เกิดมาเขาต้องอยู่ในโอวาทของบิดามาตลอด ไม่มีโอกาสได้เดินทางขึ้นเหนือล่องใต้เหมือนพี่น้องคนอื่น ภาระที่แบกรับเอาไว้นับวันยิ่งเพิ่มพูนทวีคูณ เขารู้สึกอิจฉาเอี้ยนเฟยซาที่มีอิสระเสรี และยังเคืองขุ่นเคืองใจที่บิดามอบหมายให้โจวเฟิงออกเดินทางในครั้งนี้
“คงรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้ออกเดินทางในครั้งนี้สินะ นั่นเป็นเรื่องที่เราสามารถคาดเดาได้ แต่เจ้าต้องคอยตระหนักอยู่เสมอว่าอยู่ในฐานะใด วันหนึ่งเจ้าต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้สืบทอดของเรา ด้วยเวลาชีวิตของเราที่เหลืออยู่ไม่มาก คงไม่อาจปล่อยให้ทายาทตนเองออกเดินทางเพล่นพล่านอยู่ภายนอกโจวเฟิงเขาเป็นคนที่มีความสามารถ สักวันหนึ่งเขาจะช่วยเหลือเจ้าในการครองความยิ่งใหญ่ ยุทธภพในวันข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไป ลูกเราจำเป็นต้องฝึกฝนตนเองให้พร้อมสำหรับวันนั้น”
หลิงอิงหันไปมองดูหลิวหนิงเทียนที่โผล่มายืนอยู่ข้างตนเอง ทุกอย่างล้วนเป็นเช่นคำที่บิดาสั่งสอน ไม่มีผู้ใดมองการณ์กว้างไกลไปกว่าบิดาของตนเองอีกแล้ว
ในที่สุดร่างของเอี้ยนเฟยซาและโจวเฟิงหายไปจากสายตาของทุกคน
เอี้ยนเฟยซาเหม่อมองไปที่เนินเขาแห่งหนึ่ง เขาจดจำคนที่ยืนอย่างสงบแช่มช้อยอยู่ตรงนั้นได้ดี ด้วยความงามเลิศล้ำปานนั้น มีเพียงนางในดวงใจของตนเองเท่านั้น เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยกำลังส่งสายตาและรอยยิ้มมาให้กับเขา
ชายหนุ่มไม่รอช้า รีบควบม้าเข้าไปหานางทันที ความคิดถึงที่สะสมเอาไว้พรั่งพรูออกมาเป็นความยินดีสุดที่จะหักห้ามเอาไว้ได้ เมื่อเขากระโดดลงจากหลังม้าก็เกือบจะเข้าไปโอบกอดนาง ดีที่เจ้าม้าแสนรู้เข้ามาแทรกกลางระหว่างเขากับนางไว้ก่อน ดูท่าโชงหมิงเองก็คิดถึงเทพสตรีเดียวดายผู้นี้ไม่น้อยเช่นกันมันใช้หัวของมันถูไถฝ่ามือขาวผ่องไม่หยุด เอี้ยนเฟยซาทำได้เพียงใช้สายตาอันร้อนระอุจ้องมองสตรีในฝัน จวงซูเม่ยเหมือนจะสังเกตความนัยออก จึงด่าคำ ‘ปีศาจราคะ’ออกมาเบา ๆ เพียงคำเดียวก็แทบทำให้ชายหนุ่มล้มทั้งยืน ไม่เข้าใจว่านางหมายความว่ากระไร ใช่ตำหนิตนเองที่รับโหลวเจียวมาเป็นสตรีข้างกายหรือไม่
“คนหน้าด้าน กลับจับจ้องผู้อื่นจนรู้สึกผ่าวร้อนไปทั้งใบหน้าแล้ว”
เอี้ยนเฟยซารู้สึกวาบหวิวไปทั้งร่าง นี่เป็นคำพูดที่ดูสนิทสนมกว่าครั้งใด หรือว่านางเองก็มีใจให้เขาเช่นกัน วาจาที่เป็นกันเองเช่นนี้ สมควรกล่าวกับคนรักเท่านั้น ก่อนที่ประโยคต่อมาจะฉุดเขาตกลงมาจากสรวงสวรรค์ที่ตนเองมโนเพ้อฝันขึ้นมา
“ชักดาบออกมา ให้เราได้ทดสอบเพลงดาบของเจ้าว่าก้าวหน้าไปถึงขั้นไหนแล้ว”
เอี้ยนเฟยซาแทบปรับเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทัน แต่เอี้ยนเฟยซาก็คือเอี้ยนเฟยซา เมื่อพูดถึงเรื่องการฝึกยุทธ์ เขามักจะใช้เวลาเพียงเสี้ยวเดียวในการลืมเลือนเรื่องอื่น เมื่อชักดาบขึ้นสนิมออกจากฝัก คนก็กลายเป็นคนละคนกับเมื่อครู่ ความสำเร็จในวิชาดาบของเขาก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว วันนี้ชายหนุ่มต้องการใช้สองกระบวนท่าที่คิดค้นขึ้นมาใหม่กับยอดสตรีผู้นี้ ให้นางได้ตะลึงและชี้แนะอบรมเขารอบหนึ่ง
“เราคิดค้นเพลงดาบขึ้นมาอีกสองกระบวนท่า กระบวนท่าแรกชื่อว่าวารีเวิ้งว้าง จงตั้งใจรับมือให้ดี”
เทพสตรีผู้ยิ่งใหญ่เพียงยักไหล่คราหนึ่งพร้อมกับไล่โชงหมิงไปทางอื่น เอี้ยนเฟยซาเดินพลังลมปราณใส่ตัวดาบเต็มเปี่ยม คนเคลื่อนไปทางขวาเล็กน้อยพร้อมกับฟาดฟันดาบออกไปในแนวเฉียง จวงซูเม่ยสะบัดกระบี่ออกไปปะทะกับตัวดาบในช่วงเวลาที่พอเหมาะ แต่ก็ต้องอุทาน ‘เอ๊ะ!’ออกมาคราหนึ่ง นางรู้สึกว่าดาบของฝ่ายตรงข้ามคล้ายว่างเปล่า ครู่เดียวก็ปรากฏแรงดึงดูดกระชากกระบี่ให้หลุดมือ แต่นางไม่ร้อนรุ่มแม้แต่น้อย เพียงก้าวเท้าไปด้านหน้าครึ่งก้าวแล้วผลักดันกระบี่ไปด้านหน้าเล็กน้อย ก็ทำลายสภาวะจู่โจมของชายหนุ่มได้
เอี้ยนเฟยซาถูกรุกไล่กลับเพียงกระบี่เดียวก็รู้สึกหัวเสียนัก กระบวนท่านี้ของตนเองต้องใช้เวลาครุ่นคิดหลายวันกว่าจะใช้ออกได้ นั่นเป็นการขโมยหลักเวิ้งว้างของหลิวอิงมาใช้ ดาบที่ฟันออกไปตอนแรกใช้หลักเวิ้งว้างทำให้คู่ต่อสู้เสียกระบวน จากนั้นก็ใช้พลังลมปราณดึงดูดอาวุธของฝ่ายตรงข้ามให้หลุดมือ แท้จริงแล้วกระบวนท่านี้ของเขาล้ำลึกยากต้านทาน น่าเสียดายที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นยอดสตรีจวงซูเม่ย จึงไม่ประสบผลแต่อย่างใดแต่ชายหนุ่มยังไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น เขายังเหลืออีกหนึ่งกระบวนท่าที่คิดค้นขึ้นมาใหม่
“รับมือท่าต่อไปให้ดี มันมีชื่อเรียกว่า อุกทกภัยลามทุ่ง”
เอี้ยนเฟยซากลับเปลี่ยนคำพูดที่ว่าไฟลามทุ่งเป็นอุทกภัยลามทุ่ง จวงซูเม่ยหัวร่อคิกคักออกมา อากัปกิริยาของนางแทบทำให้ชายหนุ่มสูญเสียสมาธิ เขารีบรวบรวมลมปราณแล้วทะยานขึ้นไปบนฟ้า จับดาบด้วยสองฃมือแล้วชูดาบขึ้นฟ้า จากนั้นก็ฟันดาบลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องนับร้อยครั้ง ปราณกระบี่นับร้อยพุ่งลงมาหาเทพสตรีจนแทบไม่มีช่องว่างให้หลบหนี แต่นางเพียงยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก็ชักกระบี่ออกมาทิ่มแทงออกไปอย่างรวดเร็วนับพันครั้ง ทำลายปราณที่พุ่งเข้ามาจนหมดสิ้น เท่านั้นยังไม่พอปราณกระบี่อีกนับร้อยยังจู่โจมใส่ชายหนุ่มจนต้องรับมือพัลวันด้วยสภาพทุลักทุเลยิ่งนัก เข้าตำราหนามยอกเอาหนามบ่ง
ในที่สุดการสู้ก็จบลง จวงซูเม่ยเก็บกระบี่ใส่ฝักเรียบร้อยแล้ว ผิดกับเอี้ยนเฟยซาที่นั่งหมดสภาพด้วยใบหน้าปั้นยาก เทพสตรีเดินเข้าไปหาชายหนุ่มพร้อมกับนั่งลงข้างกายเขา กล่าวว่า
“เจ้าคนหน้าด้านกลับชาญฉลาดถึงขั้นขโมยวิชาของตาเฒ่าหลิว หากว่ามันล่วงรู้ไม่หัวร่อจนตัวขดตัวงอก็แปลกไปแล้ว ไฉนเจ้าถึงทำหน้าปั้นยากถึงเพียงนี้ จะบอกให้ว่าตอนข้าอายุเท่าเจ้ายังไม่มีความสำเร็จถึงเพียงนี้ ไม่มีความสามารถคิดค้นกระบวนท่าเองได้ ในหมูมวลมนุษย์ที่เรารู้จักเจ้าเป็นคนแรกเลยสามารถคิดค้นกระบวนท่าที่ซับซ้อนขึ้นมาได้ด้วยวัยนี้”
“ท่านไม่ได้โกหกใช่ไหม?”
เอี้ยนเฟยซาเงยหน้าขึ้น ใบหน้าที่เคยท้อแท้ทอดอาลัยตายอยากแปรเปลี่ยนเป็นมีชีวิตชีวาในทันใด นี่เป็นลักษณะพิเศษของเขาเลยก็ว่าได้ สามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว จวงซูเม่ยลุกขึ้นยืนมองฟ้าแล้วกล่าวว่า
“ย่อมเป็นความจริง ตอนนี้สิ่งที่เจ้าควรทำต่อคือเดินหน้าสู่กระบวนการฝึกดาบขั้นต่อไป”
“การฝึกขั้นต่อไป?”
“ใช่แล้ว ขั้นไร้กระบวนท่า”
เอี้ยนเฟยซาพลันกระโดดขึ้นมาอยู่ในท่ายืน สองตาเบิกโพลนด้วยความตกใจ เดินไปอยู่เบื้องหน้าเทพสตรีผู้งดงามแล้วกล่าวว่า
“ขั้นไร้กระบวนท่า นั่นจะทำได้อย่างไร ข้าอุตส่าห์ทุ่มเททั้งกายและใจเพื่อคิดค้นกระบวนท่าเหล่านี้ขึ้นมา สุดท้ายแล้วท่านกลับบอกว่าต้องไร้กระบวนท่า”
“หน้าโง่ เจ้าคนหน้าด้านและโง่เขลา ขั้นไร้กระบวนท่าคือลืมเลือนลำดับขั้นตอนในการออกกระบวนท่า หาใช่ลืมการใช้กระบวนท่า”
เอี้ยนเฟยซายืนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตีลังกากลับหลังคราหนึ่ง วิ่งรอบจวงซูเม่ยสามรอบพร้อมกับหัวร่อออกมาเสียงดัง กล่าวว่า
“เราเข้าใจแล้ว”
“เจ้าเข้าใจอันใด?”
“ไร้กระบวนท่าคือการออกกระบวนท่าตามใจปรารถนา ไม่ให้กระบวนท่าที่ใช้ออกควบคุมเรา แต่เป็นเราที่ควบคุมการใช้กระบวนท่า เมื่อไร้กระบวนท่าก็เท่ากับไร้ร่องรอยให้สืบสาว เมื่อไร้ร่องรอยให้สืบสาวคู่ต่อสู้ก็ไม่สามารถรับมือกับการจู่โจมได้ เช่นนี้ถูกต้องหรือไม่”
จวงซูเม่ยยิ้มออกมาด้วยใจจริง นางเริ่มรู้สึกชื่นชมในไหวพริบของชายหนุ่มบ้างแล้ว หากจะเสาะหาผู้ที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ในแดนมนุษย์นับว่ายากกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก เจตนารมณ์ของหมอเทวะเซี่ยอวิ้นสมควรเป็นจริงได้ บุรุษผู้นี้อาจจะเป็นผู้นำมนุษย์ต่อต้านพรรคมารในวันข้างหน้า จึงว่า
“ถูกต้องทุกประการ แต่พูดง่ายทำยาก เจ้ายังต้องฝึกฝนอีกยาวไกล อย่าเพิ่งหลงระเริงกับความสำเร็จอันผิวเผินนี้ อ้อ แล้วเจ้าเข้าใจบ้างหรือไม่?”
จวงซูเม่ยหันไปกล่าวกับโจวเฟิงที่ยืนสงบนิ่งตลอดมาตั้งแต่เริ่ม ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งก้มหัวคำนับจรดพื้นคราหนึ่ง กล่าววาจาด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า
“สามารถกล่าวได้ว่าเข้าใจและไม่เข้าใจ”
“ฮาฮา เด็กหนุ่มที่กลอกกลิ้งนัก นับว่าชาญฉลาดไม่แพ้คนหน้าด้านโง่เง่าผู้นั้น”
ชายหนุ่มทั้งสองทำได้เพียงมองดูเทพสตรีผู้งดงามหัวเราะด้วยอากัปกิริยางามเลิศล้ำ โดยเฉพาะโจวเฟิงที่พบเห็นนางครั้งแรก ต้องตะลึงจนอ้าปากตาค้างพูดจาไม่ออก กว่าจะรู้ตัวอีกทีนางก็ขึ้นม้าและควบขี่จากไปแล้ว ยังแว่วเสียงวาจาอันไพเราะของนางที่กล่าวกับเอี้ยนเฟยซาว่า
“ข้าต้องเดินทางกลับแดนเทพชั่วคราว ประกาศิตวายุถูกประกาศออกมาแล้ว เมื่อสหายต้องการตัว เราผู้รักสหายยิ่งกว่าตนเองย่อมไม่บ่ายเบี่ยง”
ท้ายที่สุดนางก็จากไป เอี้ยนเฟยซาคล้ายหัวใจจะแหลกสลาย เขาเพิ่งรู้ตัวหลงรักเทพสตรีผู้นี้มากเพียงใด ไฉนเขายังไม่อาจลืมเลือนนาง ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็มีโหลวเจียวอยู่อยู่ทั้งคน ชายหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่าได้บังเกิดรักครั้งแรกต่อจวงซูเม่ย
เอี้ยนเฟยซาคนหน้าด้านและโง่เขลาช่างไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆ