ผมยังคงพูดด้วยน้ำเสียงสงบเพื่อช่วยให้วิญญาณเหล่านี้ระลึกถึงอดีตที่พวกเขาลืมเลือนไป
แต่คำพูดของผมกลับทำให้วิญญาณหนุ่มที่มีรอยสักเริ่มไม่พอใจ
เขาลุกพรวดขึ้นจากเบาะหลังพร้อมส่งเสียงขู่คำราม “ไอ้หนู!คิดจะก่อเรื่องใช่ไหม! ถ้ายังพูดพล่ามอีก ฉันจะฆ่าแกเดี๋ยวนี้!”
ผมไม่ได้สนใจเขาเพียงแค่หยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบอย่างสงบ
คนขับรถไม่แม้แต่จะเหลือบมามองผมยังคงขับรถต่อไป
“น้องชายบ้านเมืองมีขื่อมีแป อย่าก่อเรื่องให้มากนัก” เขากล่าวขึ้นมา
ผู้โดยสารที่เหลือก็เริ่มพูดแทรกขึ้นมาเป็นเสียงเดียวกัน
“หนุ่มน้อยนายขึ้นรถผิดคันแล้ว”
“ใช่แล้วถ้าจะไปท่าเรืออวี๋จุ่ย นายควรขึ้นสาย 340 ไม่ใช่สาย 330”
จากคำพูดของพวกเขาผมเข้าใจได้ทันที
วิญญาณเหล่านี้ยังไม่รู้ว่าพวกตนตายไปแล้ว พวกเขายังติดอยู่ในห้วงความคิดเดิมณ ก่อนที่ทุกอย่างจะจบสิ้นลง
แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่ารถคันนี้ได้คร่าชีวิตพวกเขาทั้งหมดไปแล้ว
ผมหันกลับไปมองผู้โดยสารทั้งคันรถแล้วกล่าวขึ้นอีกครั้ง “พี่น้องทุกท่าน ผมขอแนะนำตัวก่อน ผมเป็นคนเก็บศพและพวกคุณทั้งหมดได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่สิบสองปีก่อน ศพของพวกคุณถูกอาจารย์ของผม ซ่งเต๋อไฉ เก็บขึ้นมา แต่เพราะพวกคุณยังคงมีพลังอาฆาตสั่งสม จึงติดอยู่ในรถคันนี้วนเวียนไปมาเป็นเวลาสิบสองปี
“ลองคิดดูให้ดีสิ...พวกคุณยังจำอ่างเก็บน้ำต้าเถียนวานได้ไหม พวกคุณไม่ใช่ตายไปแล้วหรอกเหรอ ธุลีคืนสู่ธุลี คืนนี้ ผมมาเพื่อส่งพวกคุณไปยังปรโลก”
ทันทีที่ผมพูดจบทั้งรถเต็มไปด้วยเสียงโวยวาย
“อะไรนะ!สิบสองปี? หมอนี่บ้าไปแล้ว!”
“ไอ้บ้า!”
“ใช่แล้วเขาต้องเป็นบ้าแน่ๆ!”
“ฉันเพิ่งขึ้นรถหลังเลิกเรียนเองนะ!”
“…”
เสียงโวยวายยังคงดังต่อเนื่อง
วิญญาณหนุ่มที่มีรอยสักชี้นิ้วมาที่ผมก่อนตะโกนด่าทอ “ไอ้เวร! แกนั่งลงซะ อย่ามาก่อเรื่องให้คนขับเสียสมาธิ! ฉันยังต้องไปดูหนังกับแฟน ถ้าไปสายละก็ แกตายแน่!”
ผมมองดูเหล่าวิญญาณที่เต็มไปด้วยความสับสนและโมโหไม่มีใครเชื่อคำพูดของผมเลยสักคนเดียว
ผมหยิบปึกกระดาษเงินกระดาษทองออกมาจากกระเป๋าแล้วชูขึ้นให้ทุกคนเห็น
“ทุกท่านดูนี่สิมันคืออะไร”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้น
“ไอ้บ้านี่เอาเงินมาอวดหรือไง”
“ใช่คิดว่ารวยแล้วจะทำอะไรก็ได้รึไง”
ผมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะโปรยกระดาษเงินกระดาษทอง
กระดาษปลิวว่อนทั่วห้องโดยสาร
หญิงชราผู้หนึ่งรีบคว้าใบหนึ่งขึ้นมาแล้วยัดใส่กระเป๋าของตัวเองอย่างแนบเนียน
ผมเห็นเข้าจึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“คุณป้ามองให้ดีๆ ก่อนเก็บนะครับ ถ้าคุณอยากได้ รอให้ถึงท่าเรืออวี๋จุ่ยก่อนผมจะให้คุณเพิ่มอีก”
หญิงชรากอดอกแน่นสีหน้าดูกระอักกระอ่วน
“ฉัน...ฉันไม่ได้เก็บอะไรทั้งนั้น!”
ขณะเดียวกันวิญญาณเด็กคนหนึ่งหยิบกระดาษขึ้นมาพิจารณาก่อนเอ่ยขึ้น
“เอ๊ะ?ทำไมมันไม่ใช่เงินหยวนล่ะ มันเป็น...เงินกงเต๊ก?”
เพียงเท่านั้นหญิงสาวที่เป็นภรรยาของพี่เฉาก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาดู
เธอจ้องมันอยู่เพียงครู่เดียวก่อนกรีดร้องเสียงหลง
“อ๊า!ทำไมมันกลายเป็นเงินสำหรับคนตายได้ล่ะ!”
เหล่าผู้โดยสารที่เหลือพากันหยิบกระดาษขึ้นมาดูและในชั่วพริบตาเดียว เสียงตกใจดังระงมไปทั่ว
“จริงด้วย...นี่มันเงินกงเต๊กชัดๆ!”
“เป็นไปได้ยังไง!”
ทุกคนในรถเริ่มมองผมด้วยแววตาหวาดหวั่นและไม่อยากเชื่อ
ผมสูดหายใจลึกก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “พวกคุณเห็นชัดแล้วใช่ไหม ที่พวกคุณมองเห็นมันเป็นเงินจริงก็เพราะพวกคุณ...ตายไปแล้ว
“คิดดูให้ดีวันที่หกสิงหาคม เวลาห้าโมงเย็น ณ อ่างเก็บน้ำต้าเถียนวาน ลองนึกดูให้ดีว่ามันเกิดอะไรขึ้น...”
ผมจงใจกดเสียงเพื่อดึงพวกเขาให้ตระหนักถึงความจริง
ถ้าพวกเขายอมรับว่าตัวเองตายไปแล้วการชักจูงให้ไปสู่ปรโลกก็จะง่ายขึ้นมาก
แต่ใครจะรู้ว่าพอผมพูดจบวิญญาณหนุ่มรอยสักก็พุ่งเข้ามาหาผมทันที
“ไอ้หนู!แกต่างหากที่ตายไปแล้ว! คิดจะหาเรื่องใช่ไหม!” พูดจบ เขาก็เงื้อหมัดขึ้นตั้งใจจะซัดผมเต็มแรง
แต่สถานการณ์แบบนี้อาจารย์ได้บอกเผื่อไว้ล่วงหน้าแล้ว
และมันก็เป็นสัญญาณชัดเจนว่าถ้ามีวิญญาณที่ตอบสนองอย่างรุนแรง ผมสามารถลงมือสั่งสอนพวกมันได้
ผมมองวิญญาณหนุ่มรอยสักที่พุ่งเข้ามาก่อนจะสะบัดแส้กระดูกงูอย่างรวดเร็ว
“เพียะ!”
แส้ฟาดกระแทกเข้ากับใบหน้าของเขาเต็มแรง
“อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องดังขึ้นทันทีเขาถูกแรงฟาดส่งให้ปลิวกระเด็นไปกระแทกพื้นทางเดินอย่างแรง
ผู้โดยสารคนอื่นๆต่างหวาดผวา สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจับจ้องมาที่ผมโดยไม่มีใครกล้าขยับตัว
ผมมองดูวิญญาณหนุ่มรอยสักที่นอนกุมหน้ากับพื้นก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ผมไม่ได้โกหกพวกคุณลองคิดดูให้ดี...อ่างเก็บน้ำต้าเถียนวาน”
ผมกล่าวซ้ำอีกครั้งถึงสถานที่เกิดเหตุหวังให้พวกเขาระลึกถึงความจริง
จากนั้นผมหันไปมองภรรยาและลูกของพี่เฉา พร้อมกับหยิบขวดนมออกมาให้เธอดู
“พี่สาวคุณยังจำสิ่งนี้ได้ไหม”
ภรรยาของพี่เฉาโอบกอดลูกน้อยของเธอไว้แน่นสายตายังคงหวาดระแวง
แต่ทันทีที่เธอเห็นขวดนมเป็ดเหลืองในมือผมร่างของเธอก็สั่นสะท้านเหมือนความทรงจำบางอย่างหวนกลับมา
ในขณะเดียวกันเด็กทารกในอ้อมแขนของเธอก็ร้องไห้เสียงดัง“แว้ๆๆ!”
เธอมือสั่นขณะที่รับขวดนมไปจากผมดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นสายรัดเครื่องรางแห่งความปลอดภัยที่ห้อยอยู่ที่ขวด
“นี่...นี่คือของที่สามีฉันซื้อให้...เครื่องรางนี้ก็เป็นของเขา...มันมาอยู่ในมือคุณได้ยังไง”
“พี่สาวพี่เฉาเป็นคนฝากมันให้ผม ตลอดสิบสองปีที่ผ่านมาเขาคิดถึงพวกคุณมาตลอด ลองคิดดูสิคุณขึ้นรถคันนี้ได้อย่างไร สุดท้ายรถคันนี้แล่นไปถึงที่ไหน มันคืออ่างเก็บน้ำต้าเถียนวานใช่ไหม”
คำถามสุดท้ายของผมไม่ได้มีเพียงเธอที่เป็นเป้าหมาย
ผมเงยหน้าขึ้นมองไปทั่วทั้งรถ กล่าวคำพูดนี้ต่อวิญญาณทุกตนบนรถ
เพราะตั้งแต่ที่ผมฟาดแส้จนวิญญาณหนุ่มรอยสักกระเด็นไปก็ไม่มีใครกล้าขยับตัวอีกเลย
ทุกสายตาจับจ้องมาที่ผมพวกเขาหวาดกลัว และเริ่มคิดทบทวนคำพูดของผมอย่างจริงจัง
“ฉันขึ้นรถที่โรงพยาบาลเขตสอง...”
“ฉันขึ้นรถที่หน้าโรงเรียน...ป้ายที่สามก็คืออ่างเก็บน้ำต้าเถียนวาน”
“อ่างเก็บน้ำ...น้ำเยอะมาก”
“ฉันเหมือนตกลงไปในน้ำ?”
“ใช่แล้วรถบัสแล่นลงไปในน้ำ”
“...”
ภายใต้คำพูดของผมวิญญาณเหล่านี้เริ่มค่อยๆ ระลึกถึงอดีต แต่ละคนมีสีหน้าบิดเบี้ยว แววตาเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
ดูเหมือนว่าความทรงจำที่กลับคืนมาทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่ง
จู่ๆภรรยาของพี่เฉาซึ่งโอบกอดลูกไว้และถือขวดนมอยู่ก็ตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“รถ...รถแล่นไปถึงอ่างเก็บน้ำ...มีแต่น้ำมีแต่น้ำเต็มไปหมด...ฉัน...ฉันกับลูก...เราจมน้ำตายไปแล้ว...” เธอพูดเสียงสั่นเครือสายตาตื่นตระหนกจับจ้องมาที่ผมราวกับเธอเองก็ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เพิ่งพูดออกไป
และเป็นเพราะคำพูดของเธอที่ปลุกความทรงจำของวิญญาณอื่นๆบนรถให้ตื่นขึ้นมาทั้งหมด
“ตายแล้ว...ฉันก็ตายเพราะจมน้ำ...”
“หน้าต่างรถเปิดไม่ออก...ออกไปไม่ได้...”
“น้ำเยอะมาก...ออกไปไม่ได้...ฉันก็ตายเพราะจมน้ำ...”
“ไม่...ไม่...”
“...”
ในชั่วพริบตานั้นวิญญาณทุกดวงในรถต่างหวาดกลัวอย่างที่สุด ร่างกายของพวกเขาสั่นสะท้าน
เมื่อความทรงจำของช่วงเวลาที่พวกเขาจบชีวิตกลับคืนมา ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
ครั้นนึกถึงฉากการตายของตัวเองเมื่อสิบสองปีก่อนวิญญาณทุกดวงต่างสั่นสะท้าน
พร้อมกันนั้นบรรยากาศภายในรถยิ่งเย็นยะเยือกขึ้นไปอีก
เสียงร้องไห้และเสียงกรีดร้องปะปนกันไปทั่ว
วิญญาณแต่ละดวงกุมศีรษะของตัวเองด้วยความทุกข์ทรมาน
แม้แต่ความตายเองก็ยังต้องใช้เวลาทำใจยอมรับ
และตอนนี้เป้าหมายของผมก็สำเร็จแล้ว
พวกเขารับรู้ถึงความตายของตัวเองแล้วต่อไปผมก็แค่ทำให้รถบัสมุ่งหน้าไปยังท่าเรืออวี๋จุ่ย
เมื่องานใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ผมจึงค่อยๆ ถอนหายใจโล่งอก
แต่ในจังหวะนั้นเองภรรยาของพี่เฉากลับเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
เธอชี้ไปทางด้านหลังของผมด้วยสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด
“เป็นเขา...เขาตั้งใจทำ!”