เทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2)

    ตอนที่ 31 คืนหมอกสีเลือดและพันธสัญญาแห่งรัก

    ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก…

    เสียงเคาะประตูดังขึ้น ฝ่าความเงียบอันอึดอัด “พี่เอง เข้าไปได้หรือไม่” เสียงอบอุ่นของเจ้าวายุดังลอดเข้ามา

    เทพีน้ำค้างเหมันต์ลุกขึ้น เปิดประตูให้ชายหนุ่มก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน แต่เมื่อเห็นสีหน้าหม่นเศร้าของทั้งสองนาง เขาก็เอ่ยถามทันที “คุยอะไรกันอยู่หรือ… ทำไมดูเศร้ากันนัก”

    สองสาวต่างหน้าแดงจัด บิดกายไปมาอย่างขวยเขิน แต่ก่อนจะเอ่ยอะไร เจ้าวายุก็หัวเราะในลำคอ “คงไม่ใช่เรื่องจะได้เป็นภรรยาพี่ทั้งสองคนหรอกนะ”

    “ไม่ใช่!” สองเสียงประสานกันทันทีอย่างมีพิรุธ เจ้าวายุเลิกคิ้ว แต่ก็แอบอมยิ้มด้วยนึกขำในใจ

    “เรากำลังปรึกษากันเรื่องการฝึกศิษย์ให้แข็งแกร่งทันเวลาสามเดือนต่างหาก” เทพฟ้าดินรีบเอ่ยตัดบท

    เทพีน้ำค้างเหมันต์เสริมเสียงหนักแน่น “ใช่แล้ว ข้านึกขึ้นได้ว่ามีวิธีพิเศษ แต่จำเป็นต้องใช้ว่านสมุนไพร แร่ และหินวิเศษมากมาย พรุ่งนี้ ข้ากับเทพฟ้าดินจะไปพบเทพพายัพที่หมู่บ้านนักขุดเหมือง เพื่อขอความช่วยเหลือ”

    “แล้วพี่เล่า ต้องทำสิ่งใด” เจ้าวายุถามอย่างสนใจ

    ดวงตาของเทพีน้ำค้างเหมันต์ฉายแววจริงจัง “ท่านพี่… ข้าอยากให้ท่านลอบเดินทางไปยังพิภพวิญญาณ แทรกซึมเข้าไปในพระราชวัง สืบข่าวให้ได้ว่าศัตรูแข็งแกร่งเพียงใด”

    เจ้าวายุพยักหน้ารับ “ได้ พรุ่งนี้พี่จะออกเดินทาง”

    ยังไม่ทันที่ความอบอุ่นในห้องจะคลี่คลาย จู่ๆ ยุงสีแดงตัวเล็กก็บินมาเกาะแขนเทพีน้ำค้างเหมันต์ “เดี๋ยวข้าจัดการเอง” เทพฟ้าดินหัวเราะคิกอย่างซุกซน หยิบกระดาษมาม้วนแล้วฟาดลงไปอย่างรวดเร็ว

    “อย่าตี—มันไม่ใช่ยุงธรรมดา!!” เจ้าวายุตะโกนเตือน แต่ไม่ทันเสียแล้ว

    ตูม!!!

    เสียงระเบิดดังขึ้น พร้อมกลุ่มควันสีแดงหนาทึบกระจายไปทั่วห้อง เพียงสัมผัสควันก็รู้สึกมึนงงราวกับร่างกายถูกพันธนาการ

    และแล้ว ยุงสีแดงอีกสามตัวก็บินออกมาจากเงามืด ปีกมันส่องประกายสีเลือด ก้นบวมโตเต็มไปด้วยน้ำยาพิศวาสรัญจวน…

    ทั้งสามสบตากันด้วยความตกใจ ต่างก็รู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่ร่างกายกลับหนักอึ้ง ราวถูกตรึงไว้ไม่อาจขยับได้

    วินาทีสุดท้าย ยุงที่เหลือทั้งสามก็บินมาเกาะเข้าที่ต้นคอของพวกเขา น้ำยาสีแดงถูกฉีดเข้าสู่ร่าง ก่อนที่ยุงเหล่านั้นจะสลายหายไปในอากาศ…

    ทันใดนั้นนัยน์ตาทั้งสามคนก็เริ่มพร่าเลือน ร่างโอนเอนงุนงงเหมือนกำลังมึนเมา ควันสีแดงค่อยๆแปรสภาพกลับกลายเป็นสีเงินลอยวนคล้ายม่านหมอกบางๆ กางกั้นระหว่างความจริงกับความฝัน ทุกย่างก้าวของทั้งสามถูกดึงเข้าสู่ห้วงภาพมายา ทุ่งดอกไม้เรืองแสงยามต้องแสงจันทร์ บานสะพรั่งไหวระริกดังตอบรับจังหวะหัวใจที่สั่นสะเทือน

    เกร็ดหิมะโปรยปรายจากท้องฟ้า แต่กลับมิได้เย็นยะเยือก หากกลับเปล่งประกายราวกับเศษกระจกแห่งดวงดาว เพียงครู่เดียวเกร็ดหิมะเหล่านั้นก็รวมตัวกันจนกลายเป็นกระจกบานใหญ่ เงาสะท้อนบนผิวกระจกน้ำแข็งเผยให้เห็นความรู้สึกลึกๆในใจที่ต่างคนต่างมิอาจเอื้อนเอ่ย

    เทพฟ้าดินกัดริมฝีปากแน่น พลันเอ่ยเสียงสั่นแผ่วเบา “ทำไม…หัวใจข้าจึงสั่นไหวเช่นนี้ ท่านอาจารย์…ท่านพี่เจ้าวายุ… ข้าไม่ควรมีความรู้สึกนี้เลย”

    เจ้าวายุก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาที่มักแข็งกร้าวกลับฉายความอ่อนโยนที่เขาไม่เคยเปิดเผยต่อเทพฟ้าดินมาก่อน “หากไม่ใช่ความจริงในใจ แล้วเหตุใดเจ้าจึงดิ้นรนเช่นนี้ พี่เอง…ก็พยายามฝืนมานาน แต่ในยามนี้ คงปฏิเสธไม่ได้แล้ว”

    เทพีน้ำค้างเหมันต์ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงเรืองรอง ดวงตาของนางพร่างพรายด้วยประกายที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น นางพึมพำเบาๆ ราวกับลมหนาวที่พัดเพียงแผ่วเบา “หลายคราแล้วที่ข้าพยายามปิดกั้น พันธนาการอารมณ์รัก แต่เหตุใด…ข้ากลับเป็นผู้ที่หวั่นไหวที่สุดในยามนี้”

    กลีบดอกไม้โปรยปรายดุจหิมะ ลอยคว้างท่ามกลางแสงจันทร์และลมอันแผ่วเบา ราวกับสวรรค์เองก็รับรู้ถึงความอ่อนไหวนี้

    เทพฟ้าดินยกมือสั่นเทา แต่ยังคงคว้าข้อมือเจ้าวายุไว้ ดวงตาของนางสั่นสะท้าน “หากเป็นเพียงภาพฝัน ข้าก็ยอมให้หัวใจนี้ได้เอื้อมถึงท่านพี่ แม้เพียงคราเดียว”

    เจ้าวายุยกมือประคองไหล่ของทั้งสอง ใบหน้าคมเข้มทอดรอยยิ้มอุ่นละมุน “ไม่ว่าควันพิษหรือน้ำยาจะบังคับเพียงใด แต่สิ่งที่อยู่ในใจเรา…คือความจริงที่มิอาจจะเก็บซ่อนมันได้อีกต่อไป”

    ทุ่งดอกไม้ยามราตรีพลันพลิกเปลี่ยนเป็นสายหมอกระยิบระยับ ร่างทั้งสามโอบกอดกันท่ามกลางเงาน้ำแข็งที่สะท้อนภาพหัวใจแท้จริง ความรู้สึกที่เก็บซ่อนมานานแสนนาน เผยออกมาในค่ำคืนเหนือจริงนี้

    แสงอรุณแรกสาดผ่านม่านบางๆ เข้ามาดูละมุนทั่วทั้งห้องพักตำหนักอากาศ บรรยากาศยามรุ่งเช้าเต็มไปด้วยหมอกจางๆ และไอเย็นอันแสนสดชื่น

    เจ้าวายุค่อยๆ ขยับตัว พลันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นแนบชิดทั้งสองด้าน หันไปทางซ้าย เทพีน้ำค้างเหมันต์กำลังซบอยู่กับอกของเขาอย่างอ่อนโยน ดวงหน้าขาวละมุน แก้มแดงระเรื่อราวกลีบกุหลาบที่ต้องแสงอรุณ ส่วนทางขวา เทพฟ้าดินก็กอดเขาไว้อย่างแน่นหนาราวกับกลัวว่า หากปล่อยมือแล้วทุกสิ่งเมื่อคืนจะกลายเป็นเพียงความฝัน

    เพียงแค่รับรู้ถึงสัมผัสนั้น หัวใจของเจ้าวายุก็เต้นแรงจนแทบไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

    เทพีน้ำค้างเหมันต์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา นางตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นตนเองแนบชิดกับเจ้าวายุ ใบหน้าของนางแดงจัด ริมฝีปากสั่นไหว “นี่…เราสามคน…จริงๆ แล้วหรือ…” นางเอ่ยเสียงแผ่วจนแทบเป็นเพียงเสียงของลมหายใจ

    เทพฟ้าดินที่ตื่นตามขึ้นมา เห็นตนเองกอดเจ้าวายุอยู่แน่นก็รีบผละออกเล็กน้อย แต่ยิ่งพยายามถอยห่าง ใบหน้ากลับแดงจัดยิ่งกว่าเดิม “ข้า…ข้าไม่ได้ตั้งใจ…!” นางพึมพำเสียงสั่น ราวกับไม่รู้ว่าจะซ่อนความเขินอายไว้ที่ใด

    เจ้าวายุสบตามองทั้งสองสลับกัน แววตาเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความจริงใจ เขาเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ไม่ต้องโทษใครทั้งนั้น…หากไม่มีความรู้สึกในใจ เราคงไม่ปล่อยให้ชะตากรรมพาเรามาถึงจุดนี้ได้หรอก”

    เทพีน้ำค้างเหมันต์ก้มหน้านิ่ง มือบีบชายผ้าเบาๆ ก่อนเอ่ยเสียงสั่น “เจ้าสมุทร…เขาทำนายไม่เคยผิดสินะ…ว่าเราสามคนจะต้องผูกพันเป็นหนึ่งเดียว”

    เทพฟ้าดินที่ยังคงเขินไม่หาย แอบเหลือบมองทั้งสองคน ดวงตาเต็มไปด้วยประกายอบอุ่นแม้ปากจะยังแข็ง “หากไม่ใช่เพราะยุงที่เจ้านั่นปล่อยมาเมื่อคืน ข้าก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้”

    “ยุงเป็นแค่ตัวเร่งให้ทุกอย่างมันเกิดง่ายขึ้น แต่ที่จริงแล้วในใจพวกเรามีกันและกันอยู่นานแล้ว ยังไงก็ต้องลงเอยแบบนี้อยู่ดี” เทพีน้ำค้างเหมันต์กล่าวอย่างเข้าใจ

    “หากนี่คือโชคชะตา…ข้าก็คงต้องยอมรับ…แต่ใจลึกๆ แล้ว มันก็อบอุ่นจริงๆ” ในที่สุดเทพฟ้าดินก็ยอมรับในทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

    เจ้าวายุยิ้มบางๆ เอื้อมมือโอบทั้งสองเข้ามาแนบชิด พลางกล่าวเสียงหนักแน่น “ต่อจากนี้…ไม่ว่าจะมีพายุหรือเพลิงแห่งสงครามรออยู่ข้างหน้า เราจะก้าวผ่านไปด้วยกัน หัวใจเราทั้งสามดวงนี้จะหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว” ทั้งสองนางจุมพิศที่แก้มเขาเหมือนเป็นการตอบรับคำกล่าวนั้น

    แสงตะวันสาดส่องเข้ามาในห้อง เป็นประกายคล้ายร่วมเป็นสักขีพยานต่อพันธสัญญารักที่ได้ถือกำเนิดขึ้นนี้