“ยังปวดหัวอยู่ไหม” เจมส์ยังคงถามฉันด้วยสีหน้าเป็ห่วง
“ดีขึ้นมากแล้วค่ะ ได้ยาที่เรากินเป็ประจำเข้าไป เจมส์รู้ได้ไงว่าเราเป็ไมเกรนและต้องกินยาตัวนี้”
คนฟังทำหน้าแปลกใจ เหมือนฉันกำลังพูดในสิ่งที่เจมส์ไม่รู้เื่ "ยาอะไรครับ"
"ก็ยาที่วางอยู่บนโต๊ะ ข้างๆ นมกับขนมปังที่เจมส์ซื้อมาไง"
"ขนมปังกับนมเป็ของเรา แต่เราไม่ได้ซื้อยามาให้แพรวนะ เราไม่ใช่หมอ ถ้าเราซื้อยามาให้ผิดตัวจะยุ่งไปกันใหญ่นะ"
"อ่าว แล้วใครเอายามาวางบนโต๊ะ"
อีกฝ่ายที่ยืนถือไม่กวาดรออยู่นาน รำคาญความซื่อบื้อของเพื่อนตัวเองจนทนไม่ได้อีกต่อไป
“กูไงครับที่รัก กูเอง มึงเลิกมโนว่าจะมีผู้ชายหล่อๆ รู้ว่ามึงป่วยเป็โรคนู่นนี่นั่นแล้วซื้อยามาให้ได้แล้ว ช่วยเดินออกจากทุ่งลาเวนเดอร์แล้วกลับมาอยู่ในโลกความเป็จริงก่อน” กายพูดพร้อมจับปลายคางฉันแล้วเขย่าหัวฉันให้ส่ายไปทางซ้ายที ขวาที
"กาย อย่าทำแบบนี้แพรวพึ่งจะดีขึ้นเอง" เจมส์รีบเข้ามาห้าม
"มึงช่วยบอกกูหน่อยว่าเมื่อไหร่ไอ้บ้านี่มันจะออกจากชีวิตมึงสักที"
คนพูดยังคงเขย่าหัวฉันจนลามไปถึงดึงแก้มของฉันให้ยืดออกอย่างสนุกสนาน
"โอ๊ย~ กูเจ็บนะไอ้กาย!!!"
"โอเค โวยวายใส่กูได้แบบนี้แสดงว่าหายดีแล้ว" นี่คือวิธีการตรวจผู้ป่วยในแบบฉบับของมึงเหรอไอ้กาย
"เราว่ากายไม่ควรเล่นแรงๆ กับแพรวแบบนั้นนะยังไงแพรวก็เป็ผู้หญิง" แพรวหันไปมองเจมส์แล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้ เปลี่ยนคำเรียกแทนตัวได้เร็วดีนะ
กายขมวดคิ้วแล้วหันไปมองทางต้นเสียง สลับกับมองหน้าฉันพร้อมยักไหล่เป็เชิงถามว่า มันมาจุ้นจ้านอะไรด้วยวะ?
"เฮ้อ... นี่ กูจะบอกอะไรให้นะ ไอ้เจมส์ กู...กับ...แพรว...เป็แบบนี้กันมาเป็ 10 ปีละ มึงพึ่งรู้จักกูกับแพรว อย่าแส่ดีกว่า"
"กาย มึงก็พูดจากับเจมส์เขาดีๆ หน่อย"
"โห เดี๋ยวนี้มึงเข้าข้างมันมากกว่ากูแล้วเหรอวะ"
"พอเลยมึง โดนทำโทษกันอยู่ เขาสั่งให้ทำอะไรรีบไปทำเลย เจมส์ด้วยรีบทำกันจะได้กลับบ้าน"
ณ โรงยิมอันกว้างใหญ่สำหรับคน 2 คนที่จะต้องทำความสะอาด ส่วนฉันที่อาการปวดหัวดีขึ้นแล้ว ต้องตามมาด้วยเพราะไอ้กายมันบอกว่าถ้าไม่อยู่กับมัน มันจะหนี ฉันเลยต้องมาเฝ้าให้มันยอมทำความสะอาดแต่โดยดี ไม่งั้นเจมส์คนเดียวทำความสะอาดทั้งโรงยิมคงได้เสร็จพรุ่งนี้แน่ อันที่จริงฉันก็ตั้งใจจะช่วยทั้งสองคนทำจะได้เสร็จเร็วกว่านี้ แต่โดนเจมส์ห้ามไว้ซะก่อน "แพรวนั่งรอตรงนี้เลย ห้ามลุกมาช่วยเด็ดขาดนะ" ฉันเลยได้แต่นั่งดูทั้งคู่ทำความสะอาดโรงยิม ส่วนภาพที่ฉันเห็นก็คือเด็ก 3 ขวบไม่เกินนี้ 2 คน กำลังเอาไม้กวาด กับไม้ม็อบไล่ตีกันอยู่ วันนี้จะเสร็จไหมนะ
“ตรงนี้กูกวาดไปแล้ว มึงมาถูเลย”
“ยัง เมื่อกี้มึงกวาดตรงนู้น เราก็ไปถูตรงนู้นไง ตรงนี้กายยังไม่ได้กวาดจะถูได้ไง” ฉันได้ยินเสียงทั้งคู่อยู่ไกลๆ เจมส์ใช้คำหยาบคายตามกาย ผสมคำสุภาพแบบเดิม อีกไม่นานทั้งคู่ก็คงสนิทกัน
หลังๆ ได้ยินแต่ตรงนี้กับตรงนู้นแล้วสุดท้ายเจมส์ก็เลิกสุภาพกับกายเป็ที่เรียบร้อย
“กูกวาดแล้ว กวาดตอนมึงหันหลังเมื่อกี้ แพรว มึงเห็นปะ ว่ากูกวาดแล้ว”
“กูไม่เห็น มึงกวาดใหม่เลย” ได้แกล้งไอ้กายไปบ้าง สนุกจริงๆ
“แพรว…มึงเห็นเจมส์ดีกว่ากูแล้วเหรอ กูไม่ยอมนะ” ไม่ใช่เด็ก 3 ขวบละ อาการนี้เต็มที่ได้แค่ 2 ขวบครึ่งเท่านั้น
แต่สุดท้ายก็ยอมกวาดแต่โดยดี จนเวลาล่วงเลยถึง 1 ทุ่ม ทุกคนก็ทำความสะอาดกันจนเสร็จ แล้วก็มานอนหงายท้องอยู่ตรงหน้าฉันแบบหมดแรง แสงที่ส่องมายังใบหน้าของเจมส์ทำให้ฉันเห็นรอยช้ำที่โดยกายต่อย
“เจมส์ ขอเราดูหน้าหน่อย”
เจมส์หันหน้ามาให้ดูแบบว่าง่าย
“ไอ้กาย ทำคนอื่นเจ็บยังไม่คิดจะขอโทษอีกนะ”
“มึงเห็นหน้ากูไหม เนี่ยๆ มันก็พอกันแหละ แถมคนเริ่มก่อนก็มัน ไม่ใช่กู”
“โอเค พอกัน ทั้งคู่นั่นแหละ เดี๋ยวทำแผลให้”
ฉันผู้ที่พกอุปกรณ์ทำแผลไว้ตลอดเพราะฉันเองก็ซุ่มซ่ามกายเองก็จอมหาเื่พวกเราเลยมีแผลกันบ่อยครั้ง ลงมือทำแผลให้กายกับเจมส์อย่างคล่องแคล่ว และไล่ให้ 2 คนนี้แยกย้ายกลับบ้าน
“มึง หายปวดหัวแล้วปะ”
“ดีจนคิดว่าหายนะ”
“ไปบ้านกูนะ”
“ทำไมวันนี้อยากให้ไปบ้างมึงจังวะ นี่มันหนึ่งทุ่มแล้วกลับบ้านก่อนไหม เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยเข้าไป”
"วันนี้ที่บ้านกูไม่มีใครอยู่เลยนะ"
"ที่บ้านไม่มีใครอยู่ แล้วมึงจะให้กูไปบ้านมึง มึง...นี่มึงคิดจะ..."
"โอ๊ยพอเลยมึง มองข้างหน้าไม่ต่างจากมองข้างหลังแบบนี้ กูไม่มีอารมณ์ทางเพศหรอกสบายใจได้"
"หน็อยแน่... มึง" ว่าแล้วก็ตั้งท่าเขกหัวให้ 1 ที แต่อีกฝ่ายคว้ามือเอาไว้ทัน
“วันนี้วันเกิดกู” เสียงพูดที่แหบพร่า กึ่งกระซิบบ่งบอกได้ชัดเจนว่าคนพูดรู้สึกทั้งเศร้าและผิดหวัง
"ปกติวันเกิดของกู พ่อแม่กูไม่เคยอยู่บ้านอยู่แล้ว กูก็ไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับมึงที่เคยอยู่กับกูในวันเกิดทุกปี ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จะบอกว่าวันนี้กูไม่รู้สึกอะไรเลยคงไม่ได้ว่ะ สงสัยปีนี้กูคงถูกทุกคนลืมของจริง" กายมองจ้องมาที่ฉันแล้วยิ้มบางๆ บ่งบอกชัดเจนว่าเศร้าขนาดไหน ฉันลืมสนิท ลืมสนิทจริงๆ ฉันไม่มีข้อแก้ตัวอะไรเลย ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
“กู รู้ว่ามึงลืม กูเข้าใจ เข้าใจมึงทุกอย่างเลย แต่กูก็อยากอยู่กับมึง ในวันนี้ กูก็เลย… อ้างว่าแม่กูทำกับข้าวไว้ให้ เผื่อมึงจะเห็นแก่แม่กูและยอมไปกับกู กูรู้ว่ามึงป่วย ถ้ากูบอกให้มึงไปโรงพยาบาลมึงไม่ยอมไปแน่ กูเลยหาข้ออ้างสารพัดเพื่อจะหลอกมึงให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลและเพื่อจะได้อยู่กับมึงแบบทุกปี” คนพูดยังอธิบายไม่หยุด ั์ตามีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่พร้อมจะหยดออกมาได้ทุกเมื่อ บ่งบอกถึงความพยายามอดกลั้นไม่ให้มันไหลออกมาให้คนตรงหน้าเห็น
สถานการณ์ตรงหน้าสร้างความอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกให้กับเจมส์เช่นกัน เลือกที่จะอยู่ต่อ หรือเลือกที่จะค่อยๆ ถอยออกมาดี
“กาย...แพรวขอโทษ” ฉันสำนึกผิดแล้วจริงๆ ทุกครั้งฉันก็เข้าใจกายมาเสมอ ทำไมครั้งนี้ถึงคิดอยากจะขัดใจกันจนกลายเป็เื่ที่ไปทำร้ายจิตใจกายแบบนี้นะ
“ไม่เป็ไร กูโอเค แค่ได้พูดออกไปก็โอเคแล้ว งั้นวันนี้กูไปล่ะ” ฉันรีบไปคว้าแขนกายเอาไว้ “เฮ้ย กาย เราไปฉลองกันตอนนี้ก็ได้นี่ ไปกัน 3 คนเลย”
กายเหล่มองไปที่เจมส์ สลับมามองฉันแล้วเอามือชี้ไปที่เจมส์สลับกับชี้ตัวเอง เพื่อยืนยันกับฉันว่า ต้องไปกับไอ้หมอนี่ด้วยงั้นเหรอ
“ว่าไงเจมส์ ว่างไหม ไปด้วยกัน”
“ถ้าอีกฝ่ายยอมนะ” เจมส์ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ยอมสิ ต้องยอมอยู่แล้ว”
“นี่กูไง กูเอง และนี่วันเกิดกูมึงต้องถามกูสิ นี่มึงเล่นพูดเองเออเองหมดเลย” กายเริ่มปรับอารมณ์กลับมาเป็ปกติหลังจากที่โดนฉันกวนประสาทใส่ ฉันรู้ดีว่านิสัยของกาย ถ้าจะโดนรักก็ต้องเป็ที่หนึ่ง ต้องถูกรักคนเดียว ฉันเลยแหย่กายโดยบอกให้เอาเจมส์ไปด้วย เพื่อเบี่ยงเบนไม่ให้กายคิดแต่เื่เศร้าในวันเกิด ให้โมโหยังจะดีกว่านั่งเศร้า แต่ลึกๆ ฉันก็อยากให้ทั้งสองคนเป็เพื่อนกันจริงๆ นะ เพราะเจมส์ก็ดูเป็คนดีน่าคบหา
“มึงควรหามิตรไว้บ้าง และกูว่าเจมส์เขาก็นิสัยดี ต้องเป็เพื่อนที่ดีของมึงได้แน่”
“นี่สาบานว่ามึงเอาตาดู มันพึ่งต่อยกูไปเองนะ เสียดายอุตส่าห์เรียนเก่ง แต่ดูคนผิดไม่ออก”
“เออๆ เอาน่า ไปกินข้าว หิวจะตายอยู่แล้ว”
เื่ราวทั้งหมดก็มาจบลงที่ บาบีก้อน ร้านโปรดของฉัน ร้านเกลียดของไอ้กาย
“เอ้า อร่อยไหมมึง แหม่ เลือกร้านซะกูดูไม่ออกเลยว่าเลือกให้ใคร”
“กูเลือกให้มึงเลยนะ”
“มึงพากูมานั่งกิน กะหล่ำฝอยต้มจิ้มน้ำจิ้มเนี่ยนะ”
“นี่ไงเซตของมึง กูไม่กินกูกินแค่นี้พอแล้ว”
“มึงจะบ้าหรือไง งก ไม่เข้าเื่ พี่เอาเซตเต็มเตาหมูมา 2 เซต”
“กาย แพงไปกูไม่มีจ่ายหรอก”
“วันเกิดกู กูเลี้ยงได้ ไอ้เจมส์ มึงก็.. กินๆ ไปไม่ต้องคิดมาก”
“กายมึงก็น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย”
“เออ มึงก็เห็นกูน่ารักเฉพาะเวลานี้แหละ”
“เดี๋ยวเราออกกับกายคนละครึ่ง”
“หารสามเลย” ฉันเสนอ ยังไงก็ไม่อยากเอาเปรียบ อีกอย่างของขวัญก็ไม่มี เลือกก็เลือกร้านที่ฉันอยากกินแล้ว
“พอๆ กินกันไปนั่นแหละ แค่วันเกิดมีคนกินข้าวกับกูบ้าง ก็ดีละ”
ฉันไม่แกล้งแซวอะไรทั้งนั้นเพราะสีหน้าของกายตอนนี้เข้าโหมดจริงจัง แสดงว่ามันรู้สึกจริงๆ ฉันรู้ดีว่าวันเกิดของมันตลอด 10 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่เคยมีวันเกิดที่มีพ่อแม่ มาร่วมอวยพร วันเกิดคือวันที่พ่อแม่ส่งของขวัญให้ แล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำงาน ในแต่ละปีจะมีแค่ฉันที่อวยพรวันเกิดให้ แต่่นี้ ฉันเองก็ยุ่งกับภาระประธานนักเรียนแถมวันนี้ก็มาป่วย รู้สึกผิดไม่น้อยเลยที่ทำให้เ้าตัวเสียใจในวันเกิด
“เดี๋ยวกูไปห้องน้ำแป๊บนะ พวกมึงกินกันก่อนเลย” พูดแล้วกายก็เดินไปเข้าห้องน้ำ ฉันจะทำยังไงให้กายรู้สึกดีขึ้นได้บ้างนะ กายกลัวที่สุดคือการถูกลืม แล้ววันนี้ฉันก็ลืมมันซะได้ เฮ้อ... แพรว ยัยโง่เอ๊ย
“เจมส์” ฉันหันไปยิ้มกว้างให้กับเจมส์ “เรามาทำเค้กวันเกิดให้กายกัน แล้ววันนี้เราก็มาเป็เพื่อนสนิทกันนะ”
เจมส์ทำหน้าสงสัยใส่ฉัน
“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นเลย เอาข้าวมาเร็วๆ อัดใสชามแน่นๆ แบบนั้นเลย”
เจมส์ทำตามอย่างว่าง่าย
“เราทำเค้กเบคอนให้กายดีกว่า”
“แต่เราบอกพนักงานได้นะว่าวันนี้จะฉลองวันเกิด”
“จริงด้วย" ฉันชูมือเรียกพนักงานให้เดินมาหา "พี่คะ ถ้าเพื่อนหนูเกิดวันนี้ มีเค้กให้ไหมคะ”
“ต้องเป็สมาชิก และสั่งชุดเบิร์ดเดย์เฮฮา ราคา 555 บาทเท่านั้นค่ะ สนใจสมัครสมาชิกไปด้วยเลยไหมคะ” เฮือก... นั่นสาบานว่าราคาไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะของพนักงานนะ เบิร์ดเดย์เฮฮา ราคาไม่ฮาเฮเลย เอาเค้กเบคอนไปนี่แหละไอ้กาย
“อ้อ... งั้นยังไม่รับค่ะพี่ ขอบคุณนะคะ”
"เราสมัครให้แพรวเอาไว้ใช้ไหมถ้าแพรวชอบกินร้านนี้ จะได้เอาบัตรไปใช้เป็ส่วนลดวันอื่นด้วย"
"ไม่ๆ ไม่เด็ดขาดแพงไป อีกอย่างกินบ่อยก็จนตายพอดี เจมส์เรารีบย่างเบคอนกันเถอะ เดี๋ยวไม่ทัน"
ฉันจัดแจงเอาเบคอนที่ย่างแล้วมาวางเรียงบนข้าวอย่างสวยงาม
“สวยนะเนี่ย” เจมส์ยังต้องเอ่ยปากชมเมื่อเห็นฝีมืองานประดิษฐ์ของฉัน
“แค่นี้ก็ได้เค้ก เบคอนแล้ว แถมอร่อยด้วย”
“ถึงวันเกิดเราต้องทำให้บ้างนะ”
"ได้เลย ทำให้วันนี้เลยก็ได้นะ ฮ่าๆ "
“ไม่ดีกว่า เดี๋ยวเ้าของวันเกิดเขาจะไม่พอใจเอา”
“เอาอะไรแทนเทียนดีล่ะ” ฉันผู้หมกมุ่นกับการสร้างเค้กเบคอนมากกว่าสิ่งอื่นใดในตอนนี้
“อืม…หลอด ฮ่าๆ หลอดแล้วกัน” เจมส์เสนอ แิดี แบบกายมันต้องกวนประสาทหน่อย ถึงจะเข้ากัน
“ฮ่าๆ ดีๆ ต้องกวนๆ หน่อยสำหรับวันเกิดของกาย”
“มาแล้วๆ นิ่งๆ ไว้” เจมส์จับให้ฉันนั่งนิ่งๆ แล้วเอาเค้กเบคอนที่ทำหลบไว้ข้างๆ
“ไปนานเชียวนะมึง”
“เออ ละนี่อะไร ไปตั้งนานของยังกินกันไม่ถึงไหนเลยเหรอ”
ฉันกับเจมส์หันมองหน้ากันพร้อมร้องเพลง แฮปปี้เบิร์ดเดย์
~แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทู กาย แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทู กาย แฮปปี้เบิร์ดเดย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทู กาย ~
ฉันร้องเพลงพร้อมเอาเค้กเบคอนที่ทำสดๆ ร้อนๆ แบบคนสิ้นคิด เมื่อสักครู่ออกมา กายยืนอึ้งไปสักพัก มองค้อนมาที่ฉันและทำหน้าเบื่อโลกใส่ แต่ก็ไม่วายเล่นเป่าเทียนไปกับฉันทั้งที่มันก็เป็แค่หลอด ถึงวันนี้ฉันจะลืมวันเกิดกาย แต่หลังจากที่เราทำเค้กเบคอนกันแล้วเหมือนทุกอย่างจะดีขึ้นตามลำดับ เจมส์กับกายก็เริ่มคุยกันมากขึ้น กายก็ยังคงกวนประสาทเจมส์ ส่วนเจมส์ก็สามารถรับมือได้อย่างใจเย็น มีเสียงหัวเราะมาจากทั้งฉันและกาย ทุกอย่างเพอร์เฟกต์ไปหมด ฉันมีความสุขที่สุดเลยที่เห็นกายยอมรับเพื่อนใหม่บ้าง ถ้าชีวิตเราหยุดไว้แค่วันนี้ก็คงจะดี
ภายใต้รอยยิ้มในตอนนั้นแพรวไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจริงๆ แล้วหัวใจของคนตรงหน้ากำลังเหน็บหนาวและบอบช้ำ จริงๆ แล้วกายไม่ได้เดินไปห้องน้ำแค่เพียงเดินหลบไปให้พ้นสายตาของแพรว แล้วไปหลบมุมเพื่อดูแพรวกับเจมส์คุยกันอย่างสนุกสนาน ภาพที่เห็นมันก็เป็แบบที่ควรจะเป็มันก็ถูกแล้ว เพียงแต่มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนกายตั้งตัวไม่ทัน เจมส์ที่พึ่งเข้าเรียนมาไม่นานแต่แสดงเจตนาชัดเจนว่า้าเข้าหาแพรวด้วยวัตถุประสงค์แบบไหน กายเองก็เคยเรียกเจมส์ไปถามแบบส่วนตัว เ้าตัวก็ยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่าคิดอย่างไรกับแพรว กายรู้ดีว่าในอนาคตตัวเองไม่สามารถดูแลแพรวได้ดีเท่าเจมส์ ตอนนี้แพรวเองก็โตเป็สาวที่สวยและเก่ง ถ้าแพรวจะได้เจอผู้ชายที่ดีพร้อมจริงๆ มันก็ไม่มีเหตุผลที่เขาจะไปปิดกั้นแพรว ถึงใจของกายมันยากที่จะยอมรับความเ็ปนี้ก็จริง แต่เขาก็ต้องฝืนทำเหมือนว่าไม่เป็อะไรเพื่อให้แพรว ผู้หญิงที่กายมั่นใจว่ารักมากที่สุดได้อยู่อย่างมีความสุขหลังจากที่กายหายไป