ทะลุมิติมาเป็นเด็กชายผู้กู้คืนศักดิ์ศรีของชาวนา (มี E-book)

    บทที่ 38 ไปเรียนกัน เพราะการศึกษานั้นสำคัญยิ่ง

    บทที่ 38 ไปเรียนกันเพราะการศึกษานั้นสำคัญยิ่ง

     

             หลินอวี้หรานกับหลินเสี่ยวเฉินเดินทางออกจากหมู่บ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีลมหอบแรกของยามเช้าพัดมากระทบใบหน้าจนเย็นวาบหญิงสาวกระชับผ้าคลุมไหล่แน่นขึ้นเล็กน้อยส่วนเด็กชายที่เดินอยู่ข้างกันนั้นกลับดูสงบนิ่งกว่าปกติ สองมืออุ้มสัมภาระเล็ก ๆเอาไว้แน่นแววตาเหม่อมองถนนเบื้องหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา

            วันนี้เป็นวันสำคัญเป็นวันที่หลินเสี่ยวเฉินจะไปสมัครเรียนที่สำนักศึกษาประจำเมืองอี้อย่างเป็นทางการ

            ถนนจากหมู่บ้านเข้าสู่ตัวเมืองเต็มไปด้วยผู้คนบ้างแบกฟืน บ้างเข็นผัก บ้างขี่เกวียนบรรทุกของเสียงพูดคุยอื้ออึงดังสลับกับเสียงล้อเกวียนบดถนนดินจนฝุ่นฟุ้ง

            หลินอวี้หรานหันไปมองน้องชายเป็นระยะเห็นเขาเงียบผิดปกติก็อดถามไม่ได้ “เจ้าตื่นเต้นหรือ”

            “นิดหน่อยขอรับ” หลินเสี่ยวเฉินยิ้มบาง ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้เข้าเรียนในระบบแบบโบราณจึงคาดเดาไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้างนั่นก็เลยทำเอาตื่นเต้นเป็นธรรมดา

            “แค่นิดหน่อย?” ผู้เป็นพี่สาวเลิกคิ้วถามเห็นท่าทีของน้องชายแล้วก็อดที่จะเอ็นดูไม่ได้

            “ก็…มากหน่อย” เด็กชายหัวเราะแห้ง ๆ ทำเอาหลินอวี้หรานพลอยหัวเราะตามไปด้วยบรรยากาศตึงเครียดจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย

            เดินมาเข้าเมืองมาเรื่อยๆ ผ่านร้านอาหารของเถ้าแก่หลิวที่เด็กชายคุ้นเคยไม่นานนักอาคารขนาดใหญ่ที่มีกำแพงหินสูงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเหนือประตูไม้บานใหญ่มีป้ายเขียนว่า “สำนักศึกษาเมืองอี้”

            “ใหญ่กว่าที่ข้าคิดไว้มาก” หลินอวี้หรานเงยหน้ามองด้วยความตื่นตะลึง

            หลินเสี่ยวเฉินเองก็เผลอกลืนน้ำลาย

            ภายในกำแพงนั้นมีทั้งอาคารเรียนหอพัก ลานฝึกเขียนอักษร และสวนไผ่เสียงนักเรียนอ่านตำราดังแว่วมาตามสายลมฟังดูเป็นระเบียบจนทำให้คนที่ไม่เคยเรียนอย่างเขารู้สึกเกร็งขึ้นมาไม่น้อย

            “ไปกันเถอะ” หลินอวี้หรานพูดเบา ๆ ก่อนพาน้องชายเดินเข้าไปด้านใน

            ไม่นานก็มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาเขาสวมชุดอาจารย์สีเข้ม ใบหน้าสุขุม ท่าทางเคร่งขรึมจนคนเห็นอดเกรงใจไม่ได้

            “มาสมัครเรียนหรือ” เขามองผู้มาเยือนทั้งสองอย่างพิจารณา

            “ใช่เจ้าค่ะท่านอาจารย์ นี่น้องชายของข้า...หลินเสี่ยวเฉิน” หลินอวี้หรานรีบค้อมศีรษะ

            อาจารย์กวงหมิงกวาดตามองเด็กชายตรงหน้าเงียบๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเสื้อผ้าของอีกฝ่ายแม้สะอาดแต่ก็เป็นเพียงชุดผ้าธรรมดาของชาวบ้านไม่ได้ดูเหมือนลูกหลานตระกูลใหญ่แม้แต่น้อย

            “อ่านออกเขียนได้หรือไม่” เขามองจ้องไปที่เด็กชาย

            “ได้ขอรับ” หลินเสี่ยวเฉินตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            “เคยเรียนที่ใดมาก่อน” ท่านอาจารย์ถามอีกคราวนี้สายตาพิจารณาหลินเสี่ยวเฉินยิ่งกว่าเดิม

            “ไม่เคยเข้าเรียนจริงจังขอรับเพียงแต่เคยทำงานที่ร้านอาหารในเมืองเถ้าแก่จึงสอนให้บ้าง” หลินเสี่ยวเฉินตอบตามตรง

            อาจารย์กวงหมิงพยักหน้าก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้ “ลองอ่านให้ข้าฟัง”

            เด็กชายรับมามือเล็ก ๆ กำกระดาษแน่นเขากวาดสายตามองตัวอักษรบนแผ่นนั้นก่อนเริ่มอ่านออกเสียงช้า ๆทำเป็นติดขัดเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ดูน่าสงสัยแต่ก็ถือว่าอ่านได้ชัดเจนเกินกว่าที่เด็กบ้านนอกทั่วไปจะทำได้

            “ไม่เลว” แววตาของอาจารย์กวงหมิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นจึงถามต่อ“เหตุใดเจ้าถึงอยากเรียนหนังสือ”

            หลินเสี่ยวเฉินเงียบไปครู่หนึ่งภาพชาวบ้านที่ถูกหวงจิ่งผูขูดรีดผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้งทั้งสีหน้าสิ้นหวังของคนในหมู่บ้าน ทั้งเสียงร้องไห้ของผู้คนที่สูญเสียที่นาทุกอย่างยังติดอยู่ในใจเขาไม่หาย

            เด็กชายกำหมัดแน่นก่อนตอบ “ข้าอยากเป็นขุนนางขอรับ”

            “เพราะเหตุใด” อาจารย์กวงหมิงเลิกคิ้วนิด ๆ

            “เพราะข้าไม่อยากเห็นชาวบ้านถูกขุนนางเลว ๆ เอาเปรียบอีก”เสียงของเขาไม่ได้ดังมากแต่หนักแน่นจนคนฟังนิ่งไป

            หลินอวี้หรานที่ยืนอยู่ข้างๆ มองน้องชายด้วยสายตาอบอุ่น

            อาจารย์กวงหมิงจ้องหลินเสี่ยวเฉินอยู่นานแล้วจึงพยักหน้าเบาๆ“ดี คนที่จะเป็นขุนนางที่ดีได้ต้องเข้าใจความทุกข์ของราษฎรก่อน”

            หลังจากนั้นอาจารย์กวงหมิงจึงพาทั้งสองเดินเข้าไปด้านในสำนักศึกษาระหว่างทางมีนักเรียนหลายคนกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ใต้ต้นไม้ บ้างฝึกคัดอักษร บ้างท่องคัมภีร์เสียงดังบรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งครัดและจริงจังจนหลินเสี่ยวเฉินเริ่มรู้สึกกดดันขึ้นมา

            “ที่นี่นักเรียนทุกคนต้องอยู่ประจำ” อาจารย์กวงหมิงกล่าว “กิน นอนและเรียนภายในสำนัก ห้ามออกไปข้างนอกโดยพลการยกเว้นพวกที่บ้านอยู่ในเมืองจึงจะสามารถเดินทางไปกลับได้”

            หลินเสี่ยวเฉินชะงักเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ในที่สุดแล้วก็ตัดสินใจพูดออกไป “ท่านอาจารย์”

            “ว่าอย่างไร” อาจารย์กวงหมิงหันมา

            “ข้ามีเรื่องที่บ้านต้องดูแลขอรับ” เด็กชายรีบอธิบาย “ตอนนี้ครอบครัวของข้ากำลังทำกิจการปลูกผัก เลี้ยงไก่แล้วก็เตรียมเลี้ยงปลา ข้ายังต้องช่วยดูแลหลายอย่างจึงอยากขอกลับบ้านทุกเจ็ดวันได้หรือไม่ขอรับ”

            อาจารย์กวงหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “หากทำเช่นนั้นเจ้าจะเรียนไม่ครบเท่าคนอื่น”

            “ข้าจะอ่านทบทวนเองทีหลังขอรับ” หลินเสี่ยวเฉินตอบ

            “เจ้าคิดว่าเรียนหนังสือง่ายนักหรือ” อาจารย์กวงหมิงขมวดคิ้มแน่นกว่าเดิมเขาไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดนี้เท่าไร

            “ไม่ง่ายขอรับ แต่ข้าจะพยายาม” หลินเสี่ยวเฉินตอบแววตาแน่วแน่จนแม้แต่อาจารย์กวงหมิงยังนิ่งไปครู่หนึ่ง

            สุดท้ายอาจารย์จึงถอนหายใจเบาๆ“เอาเถิด ข้าจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ”

            “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ขอรับ” หลินเสี่ยวเฉินรีบโค้งตัวทันที

             

            หลังจัดการเรื่องเอกสารและที่พักเรียบร้อยเวลาก็ล่วงเข้าสายแล้วหลินอวี้หรานช่วยน้องชายจัดข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในห้องพักหอพักของสำนักศึกษาเรียบง่ายมาก มีเพียงเตียงไม้โต๊ะอ่านหนังสือและชั้นวางของเท่านั้นแต่สำหรับเด็กบ้านนอกอย่างหลินเสี่ยวเฉินที่นี่กลับดูดีเกินคาดมากแล้ว

            “เจ้าต้องอยู่ที่นี่จริง ๆ แล้วสินะ” หลินอวี้หรานพูดเบา ๆ พลางมองรอบห้อง

            หลินเสี่ยวเฉินเองก็นั่งลงบนเตียงไม้ช้าๆ เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนยิ้มออกมา “อืม”

            แม้จะตอบสั้นๆ แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก ทั้งตื่นเต้น ทั้งกังวล ทั้งดีใจเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตเด็กชาวบ้านอย่างตนจะมีโอกาสได้เข้ามาเรียนในสถานที่เช่นนี้

            “พี่หญิง...เดี๋ยวก่อน” ก่อนกลับหลินอวี้หรานถูกน้องชายเรียกเอาไว้ จากนั้นหลินเสี่ยวเฉินก็เริ่มกำชับเรื่องงานทันที“พรุ่งนี้ต้องเอาผักไปส่งร้านเถ้าแก่หลิวก่อนแล้วตอนบ่ายค่อยไปร้านทางทิศตะวันตก”

            “รู้แล้ว” หลินอวี้หรานหัวเราะเบา ๆ

            “แล้วก็อย่าลืมให้อาหารไก่วันละหนึ่งครั้ง”

            “อืม”

            “อย่าให้มากเกินไป ไม่เช่นนั้นไก่จะป่วยง่าย”

            “เข้าใจแล้ว”

            “ส่วนเรื่องขุดบ่อ…”

            ยังพูดไม่ทันจบหลินอวี้หรานก็ยกมือขึ้นห้ามพลางหัวเราะ “เจ้าจะสั่งอีกกี่เรื่องกันแน่”

            “ข้ากลัวท่านพี่ลืม” หลินเสี่ยวเฉินเกาศีรษะเขิน ๆ

            หญิงสาวมองน้องชายตรงหน้าแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนแม้อายุยังน้อยแต่หลินเสี่ยวเฉินกลับแบกรับเรื่องของทั้งครอบครัวเอาไว้มากมายจนบางครั้งนางยังอดสงสารไม่ได้

            “ไม่ต้องห่วงหรอกข้าจะจัดการทุกอย่างให้เอง จะทำอย่างเต็มที่ เรื่องขุดบ่อข้าจะไปจ้างแรงงานให้เสร็จภายในเจ็ดวันตามที่เจ้าบอก” หญิงสาวตอบนางวางมือลงบนบ่าของน้องชายแล้วตบเบา ๆ เพื่อส่งตอความเชื่อมั่น

            หลินเสี่ยวเฉินพยักหน้าอย่างพอใจแล้วพูดต่อ “พอถึงวันหยุดข้าจะรีบกลับบ้านทันทีแล้วจะเอาพันธุ์ปลาที่ตกลงซื้อกับพ่อค้าต่างเมืองกลับมาด้วย”

            “อืม” หลินอวี้หรานยกมือลูบศีรษะน้องชายเบา ๆ “ตั้งใจเรียนเถอะเรื่องที่บ้านพวกเราจะช่วยกันดูเอง”

            หลินเสี่ยวเฉินเม้มริมฝีปากแน่นก่อนพยักหน้าอย่างหนักแน่นอีกครั้ง

            ทั้งสองเดินออกมาหน้าหอพักด้วยกันลมเย็นพัดใบไม้ปลิวผ่านพื้นหินเงียบ ๆหลินอวี้หรานหันกลับไปมองน้องชายอีกครั้งก่อนยิ้ม

            “เสี่ยวเฉิน… เจ้าต้องสอบเป็นขุนนางให้ได้นะ”

            เด็กชายมองพี่สาวแล้วตอบด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นที่สุดตั้งแต่เคยพูดมา “ข้าจะทำให้ได้”

            หลินอวี้หรานยิ้มทั้งน้ำตาก่อนหันหลังเดินจากไปหลินเสี่ยวเฉินยืนมองแผ่นหลังบอบบางของพี่สาวจนนางค่อย ๆ หายลับไปสุดทางเดินจากนั้นเขาจึงหันกลับไปมองอาคารเรียนด้านหลังอีกครั้ง แววตาของเขาค่อย ๆเปลี่ยนเป็นแน่วแน่า

            จากวันนี้ไปเขาจะไม่ใช่เพียงเด็กชาวบ้านธรรมดาอีกแล้วเขาจะเรียนหนังสือ จะสอบให้ได้ จะก้าวขึ้นไปให้สูงที่สุด เพื่อครอบครัวเพื่อหมู่บ้านวัดเหลียนหนิว และเพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองแห่งนี้ด้วยมือตัวเอง

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นเด็กชายผู้กู้คืนศักดิ์ศรีของชาวนา (มี E-book) ที่คุณอ่าน