ตอนที่ 67 ข้าเหมือนขอทานเหรอ
เมื่อเห็นเจ้าหมอกเคลื่อนที่มาแบบนี้เขาก็พุ่งออกไปเผชิญหน้ากับมัน ในเมื่อการโจมตีทางกายภาพไม่ได้ผลก็ต้องวัดกันที่เวทมนตร์แล้วพลังมังกรและวิถีเทพมนตราคือสองสกิลเสริมพลังที่ถูกเลือกใช้ ราดิชร่ายเวทเรียกลูกไฟแสงนับสิบลูกขึ้นมาเขายิงเวทแสงใส่มันไปก่อน เวทแสงพุ่งเข้าใส่กลุ่มหมอกอย่างแม่นยำทำให้เกิดรูโหว่ขึ้นนับสิบรู
ซ่า...
เสียงประหลาดดังขึ้นขณะเดียวกันเขาก็เห็นว่าพลังชีวิตของมันลดลงไปไม่น้อย แสดงว่าการโจมตีได้ผลขณะเดียวกันเจ้าหมอกก็มาถึงตัวเขาและโจมตีทันที มันร่ายเวทนอกรีตใส่เขาคลื่นพลังความมืดแผ่ออกมาปะทะร่างของเขา
แต่ราดิชไม่เป็นอะไรเลยเพราะมีนอกรีตไร้ผลหมอกนั้นชะงักไปทันทีแต่มันก็เข้าโอบล้อมรอบตัวเขาไว้และปล่อยอาการอัมพาตใส่แน่นอนว่าราดิชไม่จำเป็นต้องหลบ เขายืนให้มันทำแบบนั้นเพราะต้องการเข้าถึงตัวมันจากด้านใน
อาการอัมพาตทำอะไรเขาไม่ได้อยู่แล้วดังนั้นเมื่อหมอกล้อมตัวเขาแบบนี้ ราดิชก็ร่ายเวทโจมตีทันทีด้วยเวทแสงเลเวลสิบที่โจมตีเป็นวงกว้าง แสงสาดส่องจากร่างของเขาออกไปทุกทาง
ซ่า!! ซ่า!!!!
เพียงชั่วพริบตาที่แสงสาดส่องออกไปหมอกนั้นก็พลันสลายหดตัวไปรวมกันที่จุดหนึ่งแทบจะทันทีเขามองเห็นค่าพลังชีวิตของมันที่ลดลงไปเกินครึ่งแล้ว
และมันก็ทำในสิ่งเหนือความคาดหมายหมอกนั้นเคลื่อนที่ทำท่าจะหนีไป แต่มีหรือเขาจะปล่อยให้มันรอดไปได้สิ่งมีชีวิตหายากแบบนี้แถมเลเวลสูงมาก ต้องจัดการให้ได้เท่านั้น
ราดิชพุ่งทะยานใช้เคลื่อนที่ความเร็วสูงตามไปลูกไฟแสงที่อัดแน่นด้วยพลังเวทจนกลายเป็นลูกไฟดวงจิ๋วนับสิบลูกถูกยิงออกไปพวกมันพุ่งเข้าใส่หมอกที่กำลังลอยหนีไปเมื่อลูกไฟปะทะหมอกก็เกิดแสงวูบวาบขึ้นเหมือนการระเบิดขึ้นหมอกส่วนนั้นสลายหายไปทันที
นี่คือการบีบอัดพลังเวทที่เขาพัฒนาขึ้นในช่วงนี้ด้วยการใช้พลังเวทมากขึ้นจนมันมีพลังทำลายและความเร็วเพิ่มเป็นเท่าตัวเดิมทีเวทแสงก็ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วอยู่แล้วทว่าด้วยเทคนิคนี้ก็ยิ่งทำให้มันเร็วยิ่งขึ้นไปอีก
ซ่า!!!!
เสียงประหลาดดังมาจากกลุ่มหมอกเบื้องหน้าที่ตอนนี้มีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัดตามปริมาณพลังชีวิตของมันที่ลดลงไป ราดิชตามไล่ล่ามันอย่างไม่ลดละ เขายิงเวทแสงโจมตีมันทีละชุดไม่หยุดลดพลังชีวิตของมันไปอย่างต่อเนื่อง
ที่เขากล้าต่อสู้กับมันนั้นมีหลายสาเหตุอย่างแรกเขาไม่ติดสถานะผิดปกติ การโจมตีด้วยอาการอัมพาตของมันทำอะไรเขาไม่ได้อย่างที่สองเขามีนอกรีตไร้ผล ซึ่งมันก็ทำให้มันโจมตีเขาไม่ได้เลย
แม้มันจะมีจุดแข็งคือไม่รับดาเมจจากกายภาพแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ก็แค่ยิงเวทใส่มันไปเรื่อยจนตายก็พอซึ่งเขาคาดเดาว่านิสัยของมันจะต้องขี้ขลาดแน่อนเพราะมันไม่หันกลับมายิ่งเวทความมืดใส่เขาเลย
ถ้าเป็นสัตว์อสูรอื่นที่ต้องการต่อสู้จริงถ้าการโจมตีแรกไม่ได้ผลก็จะเปลี่ยนการโจมตีทันทีแต่เจ้านี่เมื่อเห็นเขาไม่ติดอัมพาต ไม่แสดงอาการหลังโดนเวทนอกรีตมันก็หนีทันทีโดยไม่คิดจะสู้ต่อไปอีก
การไล่ล่ากินเวลาไม่นานหมอกกลุ่มนี้โดนโจมตีจนมีขนาดเล็กลงจนกระทั่งสลายหายไปในที่สุดหลังโดนลูกไฟแสงชุดสุดท้ายเข้าไป ขณะเดียวกันก็มีบางสิ่งร่วงลงพื้นตรงจุดนั้นราดิชที่ตามมาถึงก็พุ่งไปเก็บมันขึ้นมาพิจารณา
-ค่าประสบการณ์ถึงระดับที่กำหนดLV 93 เพิ่มเป็น LV 94
-เพิ่มค่าพลังพื้นฐานทั้งหมด
-ได้รับโบนัสค่าความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลเวทแสงศักดิ์สิทธิ์ LV 5เพิ่มเป็น LV 6
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลพลังมังกร LV 4 เพิ่มเป็น LV 5
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลเสริมประสาทสัมผัสทั้งห้าขั้นสูง LV 1 เพิ่มเป็นLV 2
-ได้รับสกิลพ๊อยท์
“ได้มาเลเวลเดียวเฮ้อ..”
ราดิชไม่สนใจเรื่องเลเวลอีกเขามองของที่อยู่ในมือตอนนี้ มันเป็นผลึกแท่งสี่เหลี่ยมสีแดงกร่ำที่ตอนนี้ความมันวาวไม่มีแล้ว มีเพียงสีแดงด้านเท่านั้นที่เห็นตอนนี้และเมื่อเขาประเมินมันใหม่ก็พบข้อมูลที่น่าตกใจ
“ทำไมถึงมีของแบบนี้???”
แต่ก่อนที่จะได้ทำอะไรต่อก็มีการติดต่อเข้ามาด้วยอุปกรณ์เวทสื่อสารทางไกลเขาจึงเก็บผลึกนี้ไปและรับสาย
“องค์ชายเกิดเรื่องแล้วพะยะค่ะ!!! แย่แล้วพะยะค่ะ..”
“ใจเย็นก่อนจิมมีอะไร?”
“คือว่า...”
หลังฟังจิมบอกเสร็จราดิชตกใจไม่น้อยเหมือนกัน
“โดนส่งไปป่านูเมลอสงั้นหรือที่นั่นมันอันตรายมากนะ”
“พะยะค่ะทางศาสนจักรเลยอยากให้องค์ชายรับภารกิจนี้ไปตามหาองค์หญิงน่ะพะยะค่ะ”
“เดี๋ยวข้าจะกลับไปเลยว่าแต่คนอื่นล่ะ”
“พวกเขาทยอยกันเดินทางกลับแล้วพะยะค่ะมีแค่ทีมกระหม่อมที่รอติดต่อองค์ชายอยู่”
“งั้นให้เดินทางกลับได้เลยข้าใช้เวทมิติได้ เดี๋ยวจะกลับไปเดี๋ยวนี้เลย”
“พะยะค่ะ”
หลังวางสายจากจิมเขาก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติของเรื่องนี้
“เหตุการณ์ทุกอย่างมันประจวบเหมาะเกินไปนี่ไม่ใช่ความบังเอิญแน่นอน ต้องมีคนอยู่เบื้องหลังแน่”
ราดิชใช้เวทมิติเขากำหนดจุดกลับไปที่พระราชวัง เพียงชั่วอึดใจร่างของเขาก็หายไปในพริบตานี่คือการเคลื่อนย้ายระยะไกลแบบเดี่ยว ต่างจากการเคลื่อนที่แบบหมู่ที่มีทั้งเปิดมิติให้เดินเข้าไปและพาไปพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญ
ถ้าแค่เปิดมิตินั้นส่วนใหญ่นักเวทที่มีสกิลเวทห้วงมิติทำได้อยู่แล้วแต่มันต้องใช้เวลาร่ายนานนาน ต่างจากเขาที่มีสกิลเวทมิติที่เป็นขั้นสูงกว่าเมื่อมาถึงระดับนี้จะลดระยะเวลาการรร่ายเวทลงไปมากและยังสามารถไปได้เลยไม่ต้องเดินผ่านมิติไป แน่นอนว่าสามารถพาไปแบบหมู่ได้ด้วย และถ้าเชี่ยวชาญมากก็สามารถนำมาใช้ในการต่อสู้ได้ด้วย
“เรียกทุกคนที่ไม่ติดภารกิจกลับมาให้หมด”
ชายคนนั้นผู้สวมหน้ากากหมายเลขศูนย์ผู้เป็นดั่งหัวหน้าขององค์จันทราโลหิตออกคำสั่งแก่นักฆ่าห้าคนที่อยู่เบื้องหน้า
“ขอรับนายท่าน”
สี่คนรับคำสั่งและเลือนหายไปทันทีเหลือแค่หมายเลขสิบห้าที่ยังอยู่
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“หมายเลขสิบสี่โดนสังหารไปแล้วขอรับข้าพบศพของเขานอกเมืองไดลอสขอรับ”
“หืม??หมายเลขสิบสี่โดนฆ่า”
“ขอรับข้าตรวจศพแล้ว โดนแทงครั้งเดียวตัดขั้วหัวใจจากด้านหลังคนลงมือน่าจะเป็นนักฆ่าเหมือนกันขอรับ และน่าจะมีฝีมือมากกว่าหมายเลขสิบสี่”
“อืม..เรื่องหมายเลขสิบสี่ถึงจะดูน่าสงสัยแต่ก็ยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนตอนนี้ข้ายืนยันข่าวได้แล้วว่าผู้กล้าจะเดินทางไปป่านูเมลอสรอทุกคนกลับมาเจ้าให้ทุกคนทำตามแผนนี้”
ชายผู้นั้นดีดกระดาษแผ่นหนึ่งให้หมายเลขสิบหน้าเขารับไปอ่านอย่างรวดเร็วและเก็บมันไป
“หวังว่างานนี้จะไม่มีข้อผิดพลาดนะ”
“ขอรับข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
หมายเลขสิบห้ารับคำสั่งก่อนจะเลือนหายไป
“คราวนี้แกไม่รอดแน่ผู้กล้าอยากรู้ว่าถ้าเจอยอดนักฆ่าพร้อมกัน แกจะรอดไปได้ไหม หึหึ”
ชายคนนั้นหัวเราะก่อนจะเปิดมิติไปจากห้องนั้นแม้เขาจะฝึกฝนไปมากแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปไม่ได้ เขาไม่อาจเคลื่อนที่ฉับพลันได้แบบราดิชทำได้แค่เปิดมิติและก้าวเข้าไปเท่านั้น
พระราชวังเคเดม
ที่นี่ก็ยังเป็นเหมือนทุกวันจักรพรรดิโรนัลด์ทรงงานอยู่กับพวกเสนาบดี โดยมีคาตันอยู่ด้านข้างแม้ในใจจะอยู่ไม่สุขก็ตาม คาตันเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดไม่น้อยทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงการผันแปรของห้วงอากาศหน้าห้อง
คาตันพุ่งไปที่นั่นทันทีด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ดาบในมือถูกชักออกมาเตรียมพร้อม เขามีสีหน้าเคร่งเครียดมาก
“คุ้มกันฝ่าบาท!!!”
พระราชวังนี้มีวงเวทป้องกันการเคลื่อนย้ายระยะไกลเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูเคลื่อนย้ายลอบเข้ามาได้ ถ้าไม่ใช่คนที่รู้เรื่องวงเวทแล้วก็ต้องมีสกิลเวทมิติระดับสูงมากถึงจะเปิดมิติทะลุมาที่นี่ได้แต่ก่อนที่ทหารจะเคลื่อนที่มาทัน ก็มีร่างหนึ่งปรากฏออกมาคาตันฟันใส่ร่างนั้นทันที
“เดี๋ยวก่อนท่านอาข้าเอง!!!”
ราดิชหลบการฟันของคาตันไปได้เขาดีดตัวถอยห่างจากจุดนั้นที่ พื้นตรงนั้นถูกฟันแตกเป็นทางยาวแสดงให้เห็นถึงพลังทำลายของคาตันได้เป็นอย่างดีถ้าเขาโดนเข้าไปไม่แคล้วได้เจ็บหนักแน่
“องค์ชาย??”
คาตันพลิกตัวกลับมาเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายแน่นอนว่าเขาจำเสียงองค์ชายได้ แถมผลการประเมินก็แสดงว่าเป็นองค์ชายไม่ใช่คนอื่น แต่ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าดูมอมแมมมาก
“เห็นบอกว่ามีเรื่องข้าก็เลยรีบกลับมาทันทีเนี่ย”
ราดิชพยายามอธิบายตอนนี้ทั้งทหารและเสนาบดีและโรนัลด์ต่างออกจากห้องมากันหมดแล้ว
“ลูกข้าทำไมเจ้าถึงได้มอมแมมอย่างกับขอทานแบบนั้น”
โรนัลด์ย่อมจำลูกตัวเองได้แต่ก็อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ เพราะสภาพของราดิชนั้นซกมกไม่ต่างจากขอทานเลยสักนิดตอนนี้ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เขากันหมด
“เอ่อ...ก็ข้าอยู่ในเขาวงกตนะ แถมต้องต่อสู้กับสัตว์อสูรดุร้ายตลอดเวลาจะมีเวลาที่ไหนดูแลตัวเอง แค่นี้ก็ถือว่าสะอาดมากแล้วนะนี่ข้าดูเหมือนขอทานขนาดนั้นเลยหรอ”
ราดิชรู้สึกกระดากเพราะสายตาจำนวนมากที่มองมายังเขา
“ข้าขอตัวไปอาบน้ำก่อนให้พ่อครัวเตรียมอาหารให้ด้วยนะ ข้าหิวมากเลย อ่อ..เกือบลืม ข้ามีของขวัญมาฝากท่านพ่อกับท่านอาด้วยไปเอาที่สนามฝึกที่หนึ่งเลย”
กล่าวจบเขาก็พุ่งทะยานออกไปทันทีเพียงอึดใจเขาก็หายไปจากที่นั่นแล้ว แม้แต่คาตันก็ยังอึ้งเลย แต่เขาก็รีบตามไปที่สนามฝึกที่หนึ่งทันที
โรนัลด์และเหล่าเสนาบดีเองก็รีบตามไปที่นั่นเหมือนกันยังมีพวกทหารและนางกำนัลที่อยากรู้อยากเห็นตามไปด้วยเมื่อไปถึงก็เห็นคาตันยืนอ้าปากค้างอยู่ส่วนราดิชก็กำลังทยอยเอาร่างสัตว์อสูรออกมากอง
มีตั้งแต่มังกรไฟร่างของอิฟริท ร่างของกาดอน กาโด และสามสหาย ยังมีร่างงูยักษ์ตั๊กแตนยักษ์ที่น่าสนใจด้วย เขาเอามันออกมาเรียงรายไว้เสร็จแล้วก็พุ่งออกจากสนามฝึกตรงไปยังตำหนักของตัวเองทันทีโดยไม่ได้ทิ้งคำอธิบายอะไรไว้
“เอ่อ...นั่นมังกรใช่ไหม...”
เสนาบดีคนหนึ่งเอ่ยถามอย่างกล้าๆกลัวและชี้ไปยังร่างของฟลอเทนาที่ดูจะสมบูรณ์ที่สุดแล้ว เพราะตัวอื่นล้วนโดนฆ่าอย่างโหดเหี้ยมกันทั้งนั้น
“ใช่พวกมันทั้งหมดนี่คือมังกร ยังมีตัวที่พวกเราไม่รู้จักด้วย ขอข้าประเมินก่อน”
คาตันเองก็อดตะลึงกับสิ่งที่เห็นไม่ได้ซากศพมังกรหกตัวที่กองเรียงรายมันช่างน่าเหลือเชื่อนัก มังกรที่แข็งแกร่งถ้าอยากจะล้มมันสักตัวอาจต้องใช้ทหารเป็นกองทัพทว่าตอนนี้กับนอนเป็นศพอยู่กลางลานฝึกแห่งนี้
คาตันเดินไล่ประเมินพวกมันไปทีละตัวด้วยสีหน้าตื่นตะลึง เมื่อได้เห็นข้อมูลของทุกศพที่อยู่ตรงหน้านี้เขาหันกลับมาก็พบสายตาแบบเดียวกันจากทั้งโรนัลด์และเหล่าเสนาบดีรวมไปถึงพวกทหารและนางกำนัลที่ตามมาด้วย
“เป็นมังกรไฟหนึ่งตัวมังกรปฐพีห้าตัว มีร่างภูตไฟอิฟริทหนึ่งตัว ส่วนงูนั่นคือไดดาลอสบาราดิซกับตั๊กแตนที่ชื่อ ไดดาลอสแมนทิลเลอร์พวกมันแต่ละตัวสามารถถล่มเมืองใหญ่เมืองหนึ่งได้เลย”
“องค์ชายเป็นคนจัดการทั้งหมดนี่หรอ...”
เสนาบดีคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริง องค์ชายจะแข็งแกร่งขนาดไหนกัน
“ใช่ทุกตัวนี้ถูกองค์ชายฆ่า ดูจากร่องรอยดาบบนร่างของพวกมันเป็นแบบเดียวกับดาบที่ทหารของเราใช้”
คาตันกล่าวและกวักมือเรียกทหารนายหนึ่งเพื่อขอดาบจากเขาทหารนายนั้นมอบดาบให้คาตันไป เขาชักดาบออกมาและเอาไปเทียบกับบาดแผลให้ทุกคนดู
“นี่ลูกชายข้ากลายเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้วใช่ไหม??”
โรนัลด์บ่นพึมพำกับตัวเองเพราะสิ่งที่เขารับรู้ตอนนี้มันเหนือความคาดหมายไปมาก
“องค์ชายไม่ใช่สัตว์ประหลาดแต่เป็นยอดอัจฉริยะต่างหาก แถมยังใช้เวทมิติได้ด้วย!!!”
คาตันบอกทุกคนแต่เขาไม่ได้บอกว่าตอนเขาประเมินองค์ชายนั้นเห็นอะไรบ้างเพราะถ้าพูดไปคนพวกนี้อาจหัวใจวายตายก็ได้
“ทหารไปแจ้งพ่อครัวให้จัดเตรียมหาอาหารโปรดขององค์ชายทันทีแล้วแจ้งไปทางศาสนจักรด้วยว่าผู้กล้ากลับมาแล้ว และกำลังจะเดินทางไป”
คาตันสั่งการเสร็จสรรพทหารนายหนึ่งรีบไปทัน ส่วนเขาก็สั่งการทหารให้ขนศพพวกนี้ไปเก็บและค่อยปรึกษากันว่าจะใช้ประโยชน์อย่างไรต่อไป
“พวกท่านกลับไปรอที่ห้องก่อนข้าขอคุยอะไรกับฝ่าบาทหน่อย”
คาตันส่งสายตาให้พวกเสนาบดีพวกเขาต่างพากันกลับไปและสนทนาถึงเรื่องนี้กันไม่หยุด
“มีอะไรหรือ”
“ฝ่าบาททรงภูมิใจเถอะพะยะค่ะองค์ชายเติบโตขึ้นมากทีเดียว อย่างน้อยตอนนี้องค์ชายก็แข็งแกร่งกว่ากะหม่อมแล้วถึงไม่อยากจะพูด แต่มันคือเรื่องจริง ข้าลองประเมินองค์ชายดู องค์ชายเลเวลสูงถึงเก้าสิบสี่แล้วและยังเป็นผู้ใช้เวทมิติระดับสูงด้วย”
“หา!!!”
“ฝ่าบาทอย่ากระโตกกระตากไปยังไงเรื่องที่องค์ชายกลับมาคงปิดไม่มิดแล้ว มีคนเห็นองค์ชายกลับมามากเกินไปและการที่องค์ชายเคลื่อนย้ายระยะไกลมาแบบนี้ก็อาจมีคนคิดได้ว่าองค์ชายเป็นนักเวทมิติด้วย แต่ข้าเชื่อว่าตอนนี้ถ้าใครคิดจะทำอันตรายองค์ชายจะต้องได้รับการโต้ตอบที่หนักกว่าแน่นอน”
“แล้วข้าควรจะประกาศให้เขาเป็นองค์รัชทายาทเลยดีไหม?”
“รอให้องค์ชายพาองค์หญิงกลับมาก่อนก็ได้พะยะค่ะและถ้าดูจากนิสัยองค์ชาย หลังกลับมาก็คงจะออกไปฝึกฝนต่อแน่นอน...”
“เอ่อ...ข้าก็คิดแบบนั้นแหละ”
ทั้งสองคนต่างรู้นิสัยขององค์ชายคนนี้ดีกว่าชอบฝึกฝนแค่ไหนทั้งคู่ได้แต่ถอนหายใจออกมาและกลับไปหาพวกเสนาบดีและรอองค์ชายมาพูดคุยก่อนออกเดินทางไปศาสนจักรซึ่งไม่รู้ว่าที่นั่นจะมีอะไรรอเขาอยู่บ้างก็ตาม