หลี่เป่า น้องสาวคนเล็ก
บทที่ 46 สมาชิกใหม่
ณ บ้านตระกูลหลี่
วันนี้หลี่เอ้อได้พาภรรยามาเยี่ยมเยียนที่บ้านตระกูลหลี่ในตอนเช้า แต่เนื่องจากซูซินและหมิงจูคุยกันถูกคอ หลี่เอ้อผู้เป็นสามีจึงปล่อยให้นางได้คุยกับพี่สะใภ้ก่อนที่ตนเองจะไปทำงาน
หมิงจูเล่าประสบการณ์ตอนที่ตั้งครรภ์และคลอดลูกทั้งสองคนให้น้องสะใภ้ได้ฟัง ทำให้ซูซินสนใจเป็นอย่างมาก คอยจดจำรายละเอียดที่ตนต้องรู้และสิ่งที่ต้องเตรียมตัวเอาไว้
หลี่ชุนผู้เป็นบิดาหลังเสร็จภารกิจในบ้านก็ออกไปทำงานตามเคย หลี่กังผู้เป็นอาวันนี้มีนัดกับสหายที่ร้านอาหาร ทำให้เขาออกไปพร้อมกับพี่ชาย ดังนั้นในตอนนี้นอกจากสะใภ้ตระกูลหลี่ทั้งสองคนแล้ว ก็เหลือเพียงหลี่ซื่อลูกชายคนที่สี่และหลี่เป่าน้องสาวคนเล็ก
ปกติเป่าเปาจะตื่นขึ้นมาในตอนสาย เพราะช่วงกลางคืนนางมักจะออกตระเวน,ทะเวน,ตะเวนไปรอบๆ เมืองเพื่อแอบหาข่าวมาเพิ่มเติมให้โรงน้ำชา แม้ตลอดสิบปีที่ผ่านมานางจะสร้างเครือข่ายหาข่าวสารเอาไว้รวมทั้งมีอาจารย์อี้ไห่คอยดูแลอยู่เบื้องหลัง จนทำให้นางไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้แล้วก็ตาม แต่นางก็อยากทำมันอยู่ดี
ส่วนหลี่ซื่อลูกชายคนที่สี่ของบ้าน แม้จะเป็นลูกศิษย์ของหมอเทวดา แต่เขายังไม่คิดที่จะไปสอบใบอนุญาตการเป็นหมอแต่อย่างใด ทุกวันเขายังคงพยายามหาวิธีรักษามารดาให้ฟื้นขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นเขาถึงจะเดินตามเส้นทางของตัวเองได้อย่างสบายใจ
"อ้าวเป่าเปา ตื่นแล้วหรือ"
"ตื่นแล้วเจ้าค่ะ พี่ซูซินก็อยู่ด้วยหรือเจ้าคะ"
"พี่ขอให้พี่รองของเจ้าพามาน่ะ อยู่บ้านมันเบื่อๆ"
"มาอยู่เป็นเพื่อนคุยกับพี่หมิงจูก็ดีเจ้าค่ะ ตั้งแต่พี่ใหญ่ไม่อยู่ดูพี่หมิงจูจะเศร้าๆ"
"ใช่ที่ไหนล่ะ พี่จะเอาเวลาที่ไหนไปเศร้ากัน ไหนจะต้องดูแลพวกเจ้า และดูแลเจ้าสองแสบนั่นอีก"
ขณะที่ทั้งสามเอ่ยหยอกเย้ากันไปมา จู่ๆ ซูซินก็รู้สึกปวดท้องอย่างกะทันหัน เหงื่อเริ่มซึมไปทั่วใบหน้าและแผ่นหลังจนหมิงจูกับเป่าเปาถึงกับตกใจ
"พี่ซูซิน เป็นอะไรหรือเจ้าคะ?"
"พี่ว่าพี่น่าจะใกล้คลอดแล้ว"
หมิงจูที่ได้ยินเล่นนั้นก็พยายามตั้งสติ ให้คนไปตามหลี่ซื่อน้องชายคนที่สี่ให้ไปบอกความกับหลี่เอ้อ และคนในครอบครัวคนอื่นๆ ทั้งยังส่งคนไปตามหมอทำคลอดมาโดยเร็วที่สุด เป่าเปาเองก็ไม่ได้อยู่เฉย หลังช่วยพี่สะใภ้คนโตพาพี่สะใภ้คนรองไปนอนที่ห้องรับรองแล้ว นางก็พาสาวใช้เข้าไปต้มน้ำและเตรียมของจำเป็นเอาไว้รอหมอทำคลอดมา
หลี่เอ้อพี่ชายคนรองมาถึงเป็นคนแรก เขาสอบถามรายละเอียดกับหมิงจูพี่สะใภ้คนโต ก่อนจะรีบเข้าไปหาภรรยาของเขาในห้องทันที
ผ่านไปไม่นานหมอทำคลอดก็เข้ามาภายในบ้านด้วยความรีบร้อน เมื่อหมิงจูสะใภ้ใหญ่ พาหมอไปในห้องรับรอง หลี่เอ้อพี่ชายคนรองก็ถูกเชิญให้ออกไปรอด้านนอก แม้เขาจะรู้สึกไม่ยินยอมแต่ก็เดินออกมาแต่โดยดี เพราะโบราณกล่าวว่าหากมีบุรุษอยู่ในห้องคลอดจะไม่เป็นสิริมงคล
ดังนั้นตอนนี้เหล่าบุรุษจึงยืนรอกันอยู่ด้านนอก และเหล่าสตรีคอยช่วยเหลืออยู่ด้านใน
ภายในห้องรับรอง หมอทำคลอดกำลังทำการตรวจท้องเพื่อดูการหันศีรษะของเด็กทารกในครรภ์ นางพบว่าครรภ์ยังไม่ครบกำหนด เด็กในครรภ์ยังไม่กลับหัว ทำให้นางต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้เด็กกลับหัวลงให้ถูกทาง
หากปล่อยให้เด็กคลอดออกมาโดยใช้แขนหรือขาออกก่อนจะกลายเป็นคลอดยาก และอาจเป็นอันตรายต่อแม่และลูก
หลายๆ คนอาจสงสัยว่าเหตุใดคนในบ้านตระกูลหลี่ถึงมีบุตรช้า เหตุผลที่แท้จริงนั้นเริ่มมาจากหลี่ชุนกับหลี่หลิงที่บังเอิญได้พบกับท่านหมอผู้หนึ่งโดยบังเอิญ และได้ยินเรื่องเกี่ยวกับมีลูกเมื่อพร้อม ซึ่งเป็นความเชื่อที่คนทั่วไปไม่นิยมนัก
มีลูกเมื่อพร้อมในที่นี้คือความพร้อมด้านร่างกาย หมอท่านนั้นได้บอกไว้ว่า ร่างกายสตรีที่พร้อมมีบุตรควรจะมีอายุตั้งแต่ยี่สิบปีขึ้นไป นอกจากจะคลอดลูกง่ายแล้ว ลูกที่ออกมาจะมีสติปัญญาและร่างกายที่แข็งแรง หลังจากการคลอดลูกแล้ว ดังนั้นสองสามีภรรยาจึงตั้งใจมีลูกเมื่อหลี่หลิงมีอายุมากสักหน่อย
หลังจากคลอดลูกคนที่หนึ่ง สอง สาม และสี่ ด้วยความราบรื่น ผิดกับบางครอบครัวที่มีลูกเร็วจนเสียทั้งลูกสะใภ้และหลาน ทำให้สองสามีภรรยามีความเชื่อนี้และบอกต่อลูกๆ ของนาง
หลี่ต้าลูกชายคนโตและหลี่เอ้อลูกชายคนรองเชื่อฟังคำพูดของบิดามารดาของพวกเขา ดังนั้นทั้งสองจึงรอให้ภรรยาของตัวเองอายุเกินยี่สิบปี
หมิงจูมีลูกคนแรกตอนอายุยี่สิบเอ็ดปี และตอนนี้ซูซินกำลังจะมีลูกคนแรกตอนอายุยี่สิบสองปี ความเชื่อของท่านหมอผู้นั้นและสองสามีภรรยาดูเหมือนจะค่อนข้างถูกต้อง
โชคดีที่ร่างกายซูซินแข็งแรงจึงสามารถรอหมอทำคลอดจัดท่าทางของเด็กในครรภ์ก่อนคลอด เมื่อจัดท่าทางของเด็กในครรภ์เรียบร้อย ต่อจากนี้ก็เป็นกระบวนการคลอดปกติ
หมอทำคลอดนำน้ำอุ่นมาให้ซูซินดื่มเพื่อให้มีแรงคลอดได้ง่ายขึ้น หลังดื่มน้ำลงไปหมอก็เริ่มให้จังหวะอีกฝ่ายให้ออกแรงเบ่ง ใช้เวลาไม่นานมากนัก ในที่สุดลูกคนแรกของนางก็คลอดออกมาอย่างปลอดภัย เสียงร้องของเด็กทำให้เหล่าบุรุษที่รออยู่ด้านนอกรู้สึกโล่งใจไปตามๆ กัน โดยเฉพาะหลี่เอ้อผู้เป็นสามี
หลังคลอดเสร็จหมอทำคลอดก็จัดการทำความสะอาดทารกและจัดการเรื่องหลังคลอด ก่อนจะยกทารกเพศชายออกมาให้ซูนซินได้เห็นเป็นครั้งแรก ซูซินรับทารกมาไว้ในอ้อมกอด มองดูเขาอย่างมีความสุข ก่อนจะส่งให้หมิงจูผู้เป็นพี่สะใภ้และนอนพักผ่อนหลังจากใช้พลังกายไปเป็นเวลานาน
หมิงจูรับทารกน้อยไว้ในมือ เมื่อซูซินหลับตา นางก็พาหลานชายออกไปด้านนอกพร้อมกับเป่าเปาที่เฝ้าดูและคอยช่วยเหลือตั้งแต่ต้นจนจบ
หลังจากประตูห้องรับรองถูกเปิดออก หลี่เอ้อที่เห็นก็รีบวิ่งเข้าไปด้านในทันที เขาอยากเห็นกับตาว่าภรรยาของตัวเองปลอดภัย เมื่อเห็นภรรยาของตัวเองนอนอยู่บนเตียงด้วยลมหายใจสม่ำเสมอ ทำให้เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก จับมือของนางแล้วพูดอย่างแผ่วเบาว่า
"ขอบคุณสำหรับของขวัญในวันนี้นะ"
เพราะต้องการให้ภรรยาได้พักผ่อนเขาจึงไม่รบกวนนางมาไปกว่านี้ ซูซินที่นอนพักยิ้มน้อยๆ ออกมาราวกับว่ากำลังฝันดีอยู่
เมื่อหลี่เอ้อออกมานอกห้อง ก็เห็นภาพของครอบครัวที่กำลังรุมล้อมบุตรชายคนแรกของเขาอยู่ รอยยิ้มระบายทั่วใบหน้าของหลี่เอ้อ เขาเดินเข้าไปร่วมกับคนอื่นๆ หากมารดาของเขาอยู่ด้วยในตอนนี้จะดีแค่ไหนกันนะ เขาได้แต่คิดในใจ
"เอ้อหลาง เจ้าคิดว่าตั้งชื่อหลานชายจองข้าว่าอย่างไร?"
หลี่เอ้อลูกชายคนรองที่ได้ยินคำถามของบิดาก็นิ่งคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า
"ท่านพ่อช่วยตั้งชื่อให้หลานชายคนนี้ได้หรือไม่ขอรับ"
~แง๊ๆๆๆ~
เมื่อจบคำที่ว่าจะให้หลี่ชุนเป็นผู้ตั้งชื่อให้ เสียงร้องไห้ของเจ้าหนูน้อยก็ดังขึ้น ราวกับว่าไม่ยินยอมให้เป็นอย่างนั้น ทำให้ทุกคนถึงกับหัวเราะออกมาพร้อมกัน
"สงสัยหลานข้าอยากให้คนอื่นเป็นคนตั้งชื่อให้มากกว่า จริงหรือไม่เจ้าหนู"
คำถามของเป่าเปายิ่งทำให้คนอื่นๆ รู้สึกขบขัน หลี่ชุนรู้สึกโมโหขึ้นมาเล็กน้อยจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ไม่อยากให้ปู่อย่างข้าตั้งชื่อให้ งั้นก็ให้ย่าเจ้าตั้งให้ก็แล้วกัน"
เสียงของทารกน้อยค่อยๆ เบาลงราวกับตอบรับคำพูดของหลี่ชุน คนอื่นๆ เองก็ดีใจจนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้พาหลานไปหาหลี่หลิงผู้เป็นย่า ดังนั้นพวกเขาจึงให้หลี่เอ้ออุ้มบุตรชายนำกลุ่มคนไปหามารดาที่ห้องนอน
"ท่านแม่ นี่คือลูกชายคนโตของข้า ท่านแม่ช่วยตั้งชื่อให้เขาได้หรือไม่ขอรับ"
หลี่เอ้ออุ้มบุตรชายไปวางไว้ข้างกายมารดาของเขา เด็กน้อยที่ถูกวางลงรู้สึกไม่คุ้นชินจึงแผดเสียงร้องดังลั่น มือของเขาปัดป่ายไปมาจนเจอกับนิ้วมือของหลี่หลิงผู้เป็นย่าวางอยู่ เด็กน้อยกำนิ้วมือไว้แน่นแต่ไม่วายส่งเสียงร้องต่อไม่หยุด
หลี่เอ้อที่เห็นเช่นนั้นกำลังจะก้าวเข้าไปอุ้มบุตรชายออกมา แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น นิ้วมือของหลี่หลิงผู้เป็นมารดาขยับตอบสนองหลานชาย หลี่ซื่อน้องชายคนที่สี่ที่เห็นเช่นนั้นก็รีบเข้าไปตรวจชีพจรของมารดาทันที
"พี่สี่ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง"
"อาการดีขึ้นมากจริงๆ ดูเหมือนท่านแม่จะรับรู้และเริ่มมีความรู้สึกที่ปลายประสาทบ้างแล้ว"
"จริงหรือ!!"
หลี่ชุนผู้เป็นพ่อเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นลูกชายคนที่สี่พยักหน้า เขาก็หัวเราะออกมาอย่างดีใจก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"เจ้าหนูนี่คือความหวังของเรา ข้าขอตั้งชื่อเขาว่าหลี่เฉิน"
เมื่อจบคำพูดของหลี่ชุน เสียงร้องไห้ของเด็กทารกน้อยก็ดังลั่นขึ้นอีกครั้งราวกับไม่ยินยอมให้ปู่ของเขาเป็นคนตั้งชื่อ สร้างความขบขันให้เหล่าผู้คนบริเวณนั้นอีกครั้ง และแล้วสมาชิกใหม่ของบ้านตระกูลหลี่ก็ถูกเรียกว่าหลี่เฉินนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา