ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 107 ตู้ถิงเซวียน

           ฝ่ามือยันต์นี้ทำให้เขากลัวจนเหงื่อตกภาพที่สะท้อนพลังผ่านนัยน์ตาของเขาเข้าใกล้ขึ้นมาเรื่อยๆ

           “ปึงๆ!”

           ร่างของเด็กหนุ่มชุดม่วงเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเป็นที่สุดฝ่ามือยันต์นี้กระแทกใส่กลางอกของชายชราผอมบางอย่างจัง พลังงานจากฝ่ามือโถมกระหน่ำใส่ร่างของเขา

           “บนตัวเจ้ามีพลังแห่งจิตวิญญาณเจ้าคือ……”

           ทันใดนั้นเอง รูม่านตาของชายชราผอมบางก็หดเล็กลงสีหน้าตกใจ ในใจไม่อยากยอมแพ้ให้กับศัตรู ท้ายที่สุดเข้าก็ค้นพบความลับบางอย่างในวินาทีสุดท้ายของชีวิต

           เขาพบว่าในร่างของตู้เซ่าฝู่มีพลังแห่งจิตวิญญาณเป็นจิตวิญญาณของยอดฝีมือคนหนึ่ง

           ผู้ที่สามารถฝึกจนสามารถรวบรวมสร้างพลังจิตวิญญาณขึ้นมาได้มีเพียงสุดยอดฝีมือที่ฝึกฌานได้ถึงขั้นที่เหนือชั้นกว่าที่กล่าวขานกันมาตามตำนาน

           ระดับพลังฌานขั้นนั้นเขาจะสามารถเปรียบเทียบได้อย่างไรครั้งนี้เขาโชคร้ายมากจริงๆ   

           “อ๊าก!……”

           ชายชราผอมบางได้เพียงคิดในใจไม่ทันได้พูดก็ได้แผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดไปแทน จากนั้นร่างอันบอบช้ำของเขาก็กระเด็นลอยไปไกล

           สุดท้ายแล้วการพุ่งดิ่งตกลงจากกลางอากาศที่สูงทำให้ชายชราผอมบางเสียชีวิตไปในทันที

           “นักเวทยันต์คนนั้นถูกฆ่าตายแล้ว!”

           ผู้คนจำนวนมากมองไปที่บนฟ้าเห็นภาพเหตุการณ์นักเวทยันต์ที่ฝีมือน่ากลัวถูกตู้เซ่าฝู่ปลิดชีพได้ พลเมืองชาวสือเฉิงจากที่แววตาหวาดกลัวเศร้าหมองมาตลอดต่างก็เปลี่ยนเป็นกรีดร้องยิ้มดีใจกันยกใหญ่ทุกคนมีกำลังใจในการต่อสู้มากขึ้น

           ทว่าสำหรับคนของจังหวัดหลิวอวิ๋นเหตุการณ์นี้บั่นทอนจิตใจอย่างมาก

           “อาจารย์เหิง……”!

           เฉาเทียนหมั่งที่กำลังประมือกับเยี่ยกวังอยู่เมื่อเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ก็ระเบิดโมโหขึ้นมา

           ตอนนั้นเขาต้องทุ่มเทไปมหาศาลกว่าจะเชิญนักเวทยันต์สี่ดาวคนนี้มาที่จังหวัดหลิวอวิ๋นได้

           และเป็นเพราะสำนักฝึกวิชาของเขากับอาจารย์เหิงรู้จักกันเขาจึงสามารถเชิญนักเวทยันต์สี่ดาวคนนี้มาร่วมล่าอสูรกับเขาได้

           เพราะจังหวัดหลิวอวิ๋นมีนักเวทยันต์สี่ดาวอยู่ทำให้จังหวัดหลิวอวิ๋นที่อยู่ท่ามกลางหลายจังหวัด เป็นจังหวัดมีชื่อเสียงและกำลังที่สูงกว่าจังหวัดทั่วไปมาตลอด

           เฉาเทียนหมั่งไม่เคยคาดคิดว่าครั้งนี้เขาทำไปเพื่อไม่ให้ขาดตกบกพร่อง จึงเชิญนักเวทยันต์ที่เป็นแขกกิตติมศักดิ์มาสุดท้ายกลับได้ผลลัพธ์ตอบแทนเช่นนี้ กลับกลายเป็นเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ที่เมืองสือเฉิง

           “ไอ้สารเลววันนี้ต้องฆ่าล้างทั้งเมืองสือเฉิงให้จงได้!”

           เฉาเทียนหมั่งสีหน้าอาฆาตแค้นใช้พลังทั้งหมดโจมตีใส่เยี่ยกวังอีกครั้ง ทำให้วงแสงประกายไฟฟ้ารอบตัวเยี่ยกวังหายไปเยี่ยกวังถูกซัดจนกระเด็นลอยไปไกล

           “ตายซะ!”

           เฉาเทียนหมั่งพิโรธจนถึงขีดสุดรัศมีจิตอาฆาตแผ่ออกมาอย่างรุนแรงมาก พลังปราณของเขาโถมขึ้นมาเกิดเป็นเงาจางๆเขาพุ่งเข้าหาเยี่ยกวังอย่างรวดเร็ว ปล่อยพลังหมัดเต็มกำลังใส่เยี่ยกวังที่กำลังอยู่ในสภาพที่ตั้งรับการโจมตีลำบาก

           เยี่ยกวังสีหน้าเคร่งเครียดมองดูพลังหมัดที่พุ่งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆจากนั้นสีหน้าของเขาที่ตกใจกลับยิ้มแสยะขึ้นมา

           เยี่ยกวังรู้ดีว่าขณะนี้เขาไม่อาจตั้งรับไว้ได้ต่อให้ตนต้องตาย ก็ต้องทำให้เฉาเทียนหมั่งชดใช้ให้ได้คลื่นพลังปราณที่เหลือเฮือกสุดท้ายของเขาโถมกระหน่ำออกมาเขาทุ่มสุดตัวเตรียมใจใช้ชีวิตเป็นเดิมพันในการต่อต้าน……

           “วันนั้นข้าให้โอกาสเจ้ากลับไปแล้วคิดไม่ถึงว่าวันนี้เจ้าจะบังอาจกลับมาบุกรุกเมืองสือเฉิงอีกคงไว้ชีวิตเจ้าต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ!”

           ทันใดนั้นก็มีเสียงทุ้มอันทรงพลังดังสะเทือนทั่วฟ้าเกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณนั้น……

           บริเวณของต้นเสียงนี้มีกลุ่มเมฆหนาลอยปกคลุมนภา เกิดฟ้าแลบฟ้าร้อง สีท้องฟ้าเปลี่ยนสี!

           หลังจากเสียงอันดุดันและทรงพลังดังขึ้น ก็มีพลังรัศมีแห่งความน่าสะพรึงกลัวจากเจ้าของเสียงแผ่ซ่านกดดันทุกคนบริเวณนั้น

           เมื่อเฉาเทียนหมั่งเห็นกลุ่มเมฆจับตัวผืนใหญ่ฟ้าแลบฟ้าร้องขึ้นมาทันใด ก็สีหน้าซีดเผือด เดิมทีที่กำลังพุ่งเข้าใส่เยี่ยกวังฝีเท้าของเขาก็ชะงักลง สีหน้าเปี่ยมด้วยความตะลึงตกใจ

           “ตึงโครม!”

           ท่ามกลางบรรยากาศดั่งฟ้าฝนคึกคะนองอย่างหนักแต่ไร้ฝนกลางเวหามีลำแสงไฟฟ้าแท่งหนึ่งทันใดนั้นลำแสงนี้ก็พุ่งเข้าไปโจมตีใส่กำปั้นพลังหมัดของเฉาเทียนหมั่งอย่างรุนแรง

           “ปึง!”

           พลังแห่งสายฟ้าโถมใส่จนอากาศโดยรอบถูกกระทบจนสั่นสะเทือนร่างของเฉาเทียนหมั่งถูกสายฟ้าที่โจมตีใส่จนร่างของเขากระเด็นไปไกลร่างกายมีประกายสายฟ้าไหลเวียนแปล๊บๆ

           “โฮก!”

           พยัคฆ์ร้ายตัวนี้คำรามเสียงดังราวกับฟ้าผ่าหลังจากที่เฉาเทียนหมั่งกระเด็นลอยในอากาศ ก็เห็นร่างของอสูรพยัคฆ์ร่างยักษ์ปรากฏตัวอย่างสง่ากลางอากาศรอบกายมันมีประกายไฟฟ้าห่อหุ้ม

           อสูรพยัคฆ์ร่างยักษ์มีพลังอานุภาพที่ร้ายกาจถึงขีดสุดรัศมีบารมีของมันแผ่ออกมาอย่างน่าเกรงขาม          

           ประกายไฟฟ้ารอบกายของมันทำให้เมืองสือเฉิงสว่างจ้าด้วยแสงจากสายฟ้า

           “คนที่มาบุกรุกเมืองสือเฉิงวันนี้ข้าไม่ปล่อยไว้แน่!”

           เสียงทุ้มต่ำอันดุดันดั่งเสียงฟ้าคำรามดังก้องไปทั่วเมืองพลังปราณที่ติดออกมาจากพลังเสียงทำให้บรรยากาศของเมืองสือเฉิงราวกับถูกแช่แข็งไว้ความแข็งแกร่งของพลังปราณของต้นเสียงนี้สร้างแรงกดดันจนทำให้พลังปราณของผู้ฝึกฌานทุกคนติดขัดไหลเวียนไม่สะดวก

           ทุกสายตาจับจ้องไปที่อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นมากลางอากาศทุกคนที่กำลังต่อสู้ฆ่าฟันกันหยุดมือและเบนความสนใจไปที่มัน

           “นั่นคืออสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าที่คุ้มครองเมืองสือเฉิงของพวกเรา!”

           หลังจากที่ทุกคนตะลึงตกใจไปแป๊บเดียว ผู้คนเมืองสือเฉิงก็ร้องอุทานออกมาอย่างตื่นเต้นดีใจ

            ทว่าสำหรับกองทำใหญ่จังหวัดหลิวอวิ๋นนี่คือความน่าหวาดผวาและฝันร้าย

           “จ้าวสายฟ้าออกมาแล้ว!”

           “เมืองสือเฉิงปลอดภัยแล้ว!”

           เยี่ยเป่าหลินเยี่ยกวังและคนอื่นๆ ยอดฝีมือในเมืองสือเฉิงส่วนน้อยมากที่รู้เรื่องอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าแววตาก็แสดงความตื่นเต้นปีติ

           “ปิดตัวฝึกยังไม่ทันบรรลุขั้นก็ถูกรบกวนทว่าปราณในวันนี้เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน พลังปราณเปี่ยมล้นมาก น่าจะได้ประโยชน์จากเลือดของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองอยู่ไม่น้อย”

           “ตู้เซ่าฝู่”แหงนหน้ามองอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าร่างสูงใหญ่บนฟ้าจากนั้นพึมพำกับตัวเองสีหน้าแปลกประหลาดใจ

           “โฮก!”

           อีกฝั่งหนึ่งอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนคำรามเสียงดัง กรงเล็บสองข้างของมันตะปบใส่ร่างเงาอสูรที่ดูเหมือนหมาป่าก็ไม่ใช่สุนัขก็ไม่ปานที่มีเกล็ดสีเหลืองห่อหุ้มทั่วตัว จากนั้นก็กระพือปีกซัดพลังลมใส่ชายชราขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานสองคนนั้นอย่างแรง

           “ฟู่ด!”

           ชายชราสองคนนั้นถูกกระแทกจนกระอักโลหิตพ่นเลือดออกทางปากพวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งสองมีสีหน้าตกใจและหวาดกลัว

           พวกเขาคิดไม่ถึงว่าสามคนร่วมมือกันแล้วยังไม่สามารถจัดการอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่เพิ่งจะบรรลุขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับได้

           อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตัวนี้น่ากลัวเกินไปแล้วพละกำลังของมันไม่เหมือนกับอสูรที่เพิ่งจะบรรลุขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับตัวอื่นมันเก่งฉกาจกว่ามาก

           “โฮก!”

           อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนคำราม มันเพิ่งจะบรรลุขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับก็สามารถต่อกรกับผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณในระดับขั้นสร้างรากฐานที่ร่วมมือกันสามคนได้มันคำรามเสียงดังอีกครั้งจากนั้นก็เขมือบเคี้ยวร่างของชายชราที่ตอนนั้นเริ่มเข้ามาโจมตีตู้เซ่าฝู่ก่อนอย่างเลือดเย็น

           “หนีเร็วอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ายังไม่ตาย รีบหนีเร็ว……”

           ชายชราสองคนที่เมื่อสักครู่เพิ่งถูกอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนโจมตีจนบาดเจ็บสาหัสแค่อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตัวเดียวก็สยองแล้วทว่าจู่ๆ อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าก็ปรากฏกายขึ้นมาอีก ก็ยิ่งรู้สึกหวาดผวาพวกเขาไม่กล้าต่อสู้ด้วยอีกต่อไป รีบหนีเอาชีวิตรอดทันที

           “โฮก!”

           ทว่าอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนไม่คิดจะปล่อยให้ผู้ฝึกฌานขั้นชีพจรประสานวิญญาณที่บาดเจ็บหนักสองคนนี้หนีไปมันกระพือปีกพุ่งเข้าหาเหยื่อในทันที รวดเร็วมากจนแทบมองไม่ทัน

           ทันใดนั้นอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนสยายกรงเล็บอุ้งตีนหนึ่งตะปบไปที่คอของชายชราที่วิ่งช้ากว่าจนเขาคอหักตายคาที่

           จากนั้นอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนก็รีบพุ่งตามชายชราอีกคนหนึ่งไป

           สองขาจะวิ่งไวกว่าปีกยักษ์อันทรงพลังคู่นี้ได้อย่างไรเพียงแป๊บเดียวชายชราคนที่สามก็ถูกอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนขย้ำและกัดร่างกลืนลงท้องไป

           “แย่แล้วอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้ายังแข็งแรงอยู่ ดูไม่เหมือนว่าจะสภาพร่อแร่ใกล้ตายเลย”

           เฉาเทียนหมั่งสีหน้าเปลี่ยนเขาปาดโลหิตที่มุมปากขณะที่จ้องมองอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าที่ลอยอยู่กลางเวหาในใจเขาตื่นตกใจกลัวถึงขีดสุด เขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังถูกหลอกยอดฝีมือเหนือชั้นปริศนาสองคนนั้นต้องปกปิดอะไรบางอย่างจากเขาแน่นอน

           “หนี!”

           เฉาเทียนหมั่งจะกล้าอยู่ต่อได้อย่างไรเขาหยุดสนใจโลหิตที่ไหลออกจากปาก รีบถอยหนีอย่างเร็วที่สุด

           “ปล่อยเจ้าไปไม่ได้หรอก!”

           อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าเริ่มขยับร่างใหญ่บึกบึนสูงสง่าของมันมีอักษรยันต์ที่มีประกายไฟฟ้าห่อหุ้มเป็นลักษณะคล้ายก้อนลูกไฟฟ้ามันพุ่งกระโจนเข้าไปหาเฉาเทียนหมั่งซึ่งมีความเร็วยิ่งกว่า เฉาเทียนหมั่งไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่ากรงเล็บสิงโตข้างหนึ่งคว้าบ่าของเฉาเทียนหมั่งไว้ได้พลังสายฟ้าของมันพุ่งกระจายออกมา

           “นายท่านทั้งสองต้องอยู่แน่นอนนายท่านทั้งสองช่วยข้าด้วย!”

           เฉาเทียนหมั่งตื่นตกใจกลัวกับลมปราณที่กดดันมาจากอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าขณะนี้ความกล้าหาญในการต่อสู้ของเขาหายไปจนหมดสิ้น

           เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วเขาได้เพียงแต่ลองพนันดูว่ายอดฝีมือเหนือชั้นสองคนนั้นจะมาช่วยเหลือเขาหรือไม่เขามาที่เมืองสือเฉิงอีกครั้งเพราะยอดฝีมือเหนือชั้นสองคนนี้เชียวนะและก็เป็นพวกเขาสองคนนั้นเองที่บอกตนว่าอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าสภาพร่อแร่ใกล้ตาย

           ได้ยินเสียงร้องความช่วยเหลือของเฉาเทียนหมั่งทุกคนก็ตกใจและสงสัย หรือว่ายังมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งกว่าที่อยู่เบื้องหลังของเฉาเทียนหมั่งมาด้วยหรือ?

           นายท่านที่เฉาเทียนหมั่งร้องเรียกเป็นยอดฝีมือมาจากไหนกันแน่ ไม่รู้ว่าจะสามารถเอาชนะ อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าได้หรือไม่

           อสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าร่างยักษ์ตนนี้เองก็ชะงักมือนัยน์ตาสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความสงสัย

           “นึกไม่ถึงว่าสัตว์เดรัจฉานใกล้ตายอย่างแกจะสามารถกลับมามีชีวิตชีวาและพละกำลังอีกครั้งน่าแปลกประหลาดใจจริงๆ”

           ทันใดนั้นเองก็มีเสียงราบเรียบดังขึ้นจากนั้นก็มีเงาของคนชุดดำคนหนึ่งชุดขาวคนหนึ่งปรากฏลอยอยู่บนอากาศอยู่ด้านหน้าเฉาเทียนหมั่งเกิดคลื่นลมซัดแรงจากการเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันของบุคคลปริศนาสองคนนี้

           การปรากฏตัวของสองคนนี้ ทำให้ฟ้าดินเมืองสือเฉิงสนั่นหวั่นไหวอย่างปริศนาราวกับว่าอากาศภายในเมืองสือเฉิงหยุดเคลื่อนไหวในชั่วพริบตา

           รูม่านตาของอสูรพยัคฆ์จ้าวสายฟ้าหดลงด้วยความตกใจสีหน้าประหลาดใจอย่างมาก

           “ตู้เซ่าฝู่”ที่ยังคงเหาะอยู่กลางอากาศมองไปที่บุคคลปริศนาเขาเองสีหน้าก็ดูเคร่งเครียดขึ้นมาในทันที

           ณเรือนหลังบ้านสกุลตู้มีเงาชายคนหนึ่งเดินเมาโซเซกอดขวดน้ำเต้าสุราออกจากลานในเรือนเรือนหนึ่งเขามองไปที่ท้องฟ้าที่มีฟ้าแลบฟ้าร้องที่อยู่ไกลๆ สักครู่ จากนั้นเดินเซต่อไป

           “จะออกไปข้างนอกแล้วหรือ?”

           บนทางเดินหินโบราณเล็กๆ สายหนึ่งในบ้านสกุลตู้ฝูอี้ไป๋ที่ท่าทางกระเซอะกระเซิงมอมแมมผมหงอกยุ่งเหยิงประหนึ่งรังนกสีขาวสวมเสื้อผ้าขาดๆ กำลังถือกิ่งไม้แห้งเขี่ยรังมดอยู่อย่างสนุกสนาน

           เขาเหลือบมองฟ้าแลบฟ้าร้องไกลๆท่าทางนิ่งสงบราวกับว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับตน

           ร่างคนเมาเดินโซเซผ่านทางเดินหินโบราณเล็กๆสายนี้ ท่าเดินราวกับจะสะดุดตลอดเวลา

           หากมีคนเห็นคงจะเป็นห่วงไม่รู้ว่าเขาจะเดินล้มเมื่อไร

           “จะออกไปข้างนอกแล้วหรือ?”

           ฝูอี้ไป๋ที่กำลังเขี่ยรังมดไม่แม้แต่จะหันไปมองตู้ถิงเซวียนสักนิดแค่ทักทายขึ้นมาประโยคเดียว ยังคงเขี่ยรังมดต่อไป ราวกับควานหาสมบัติจากในนั้นอยู่

           “ใช่แล้วออกไปเดินเล่นหน่อย”

           ตู้ถิงเซวียนเองก็ไม่ได้มองฝูอี้ไป๋เดินโซเซผ่านร่างของฝูอี้ไป๋ไป อีกนิดเดียวก็เกือบจะล้มทับฝูอี้ไป๋ไปแล้ว

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน