ตอนที่ 68 อพยพ
" ริวจิ? ลูกยังมีชีวิตอยู่จริงๆ ด้วย "
ริวจิได้ยินและเขาสามารถระบุได้โดยสัญชาติยานว่าเสียงนั้นคือของเสียงใคร แล้วน้ำตาก็เริ่มไหลออกจากดวงตาสีแดงอ่อนๆ ของเขา
" แม่ "
ริวจิไม่อาจพูดยาวมากเกินไปกว่านี้ได้ เขารู้สึกตื้นตันและดีใจเป็นอย่างมาก ทำให้เขานั่นพูดแทบไม่ออก แต่เท้าของเขาก็ก้าวไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติ
เมื่อเห็นริวจิกำลังเดินเข้ามา เธอก็รีบวิ่งเข้าไปกอดริวจิไว้แน่น
" ลูกเป็นยังไงบ้าง คงจะลำบากมากเลยสิน่ะ "
ริวจิได้แต่กอดแม่ของเขาโดยไม่พูดอะไรตอบกลับไป แต่เมื่อมิโกะเห็นภาพตรงหน้า น้ำตาที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมและความยินดีก็ไหลออกมาจากดวงตาของเธอ ก่อนที่เธอจะวิ่งเข้าไปสวมกอดกับทั้ง 2
ทั้ง 3 คนกอดกันจากนั่นแม่ของริวจิก็เผยรอยยิ้มขึ้นมาก่อนจะพูดขึ้น
" ในที่สุดเราก็ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว ดี ดี ดีจริงๆ "
ภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้านั่น น้ำตาตกในไปหลายคน เพราะมันเป็นเรื่องที่ยากมากในโลกยุคมืดนี้ที่คนที่อยู่ห่างไกลกันถึงขนาดนี้จะยังมีชีวิตอยู่ มันต้องใช้ความเชื่อและความอดทนเป็นอย่างมาก แต่ในวันนี้ความพยายามของพวกเขาก็สมหวัง และมันทำให้ไปกระตุ้นต่อมน้ำตาของหลายๆ คน พวกเขาก็รู้สึกยินดีกับทั้ง 3 คนไปด้วย
หลังจากที่ระลึกถึงความหลังกันสักพัก ริวจิก็สังเกตเห็นว่าบริเวณตรงนี้มีคนเยอะเกินไปที่จะพูดคุยเรื่องส่วนตัว ดังนั้นเขาจึงบอกกับแม่และน้องของเขาให้ย้ายสถานที่คุย ทั้ง 2 คนไม่ปฏิเสธพวกเขาทำตามที่ริวจิพูดเพราะพวกเขาก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับริวจิ
ณ ห้องแห่งหนึ่ง ใน ค่ายโอซาก้า
ทั้ง 3 คนก็พูดคุยธรรมดาตามประสาแม่ลูกคุยกัน ส่วนใหญ่ก็เป็นทางด้านของแม่ที่เปิดถามริวจิ เพราะมันเป็นธรรมดาของคนเป็นแม่ที่ต้องเป็นห่วงลูกของตนเองอยู่แล้ว
20 นาทีต่อมา
" วันนี้ผมมารับแม่ไปอยู่ด้วย "
แม่ : ไปอยู่ที่ไหนหรอลูก ทีนี้มันก็ปลอดภัยแล้วน่ะ แถมแถวนี้ก็ไม่มีซอมบี้แล้วน่ะ
ริวจิ : เอ่อออ ผมจะว่ายังไงดีล่ะ สถานการณ์ตอนนี้มันอาจจะดีแค่ชั่วคราวเท่านั้นนะครับแม่ แม่ได้ยินเสียงของระบบแจ้งเตือนเมื่อตอนเย็นของเมื่อวานบ้างมั้ยครับ
แม่ : อ๋อเรื่องนั่น ใครๆ เขาก็ได้ยินหมดนั่นแหละ แต่ก็ไม่มีใครเข้าใจ และตอนนี้ก็ไม่มีซอมบี้แล้ว พวกเราเลยไม่ได้สนใจเท่าไหร่หนะ
ริวจิ : งั้นแม่ตั้งสติและฟังผมน่ะ
จากนั่นริวจิก็อธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ให้กับแม่ของเขาฟัง ทำให้เธอนั่นตกใจเป็นอย่างมาก เธอได้อุทานขึ้นมา
" ลูกก็เป็น Hunter เหมือนกับมิโกะอย่างงั้นหรอ "
ริวจิได้พยักหน้ารับ เขาไม่มีเหตุผลที่ต้องโกหกแม่ของตัวเองอยู่แล้ว
" งั้นแม่จะไปอยู่กับผมใช่มั้ย "
เมื่อได้ยินแบบนั้นริมฝีปากของเธอก็ได้ยิ้มขึ้น
" ริวจิลูกโตขึ้นมากเลยน่ะ แน่นอนสิแม่ต้องไปกับลูกอยู่แล้ว แต่ว่าคนพวกนี้หล่ะ จะให้พวกเขาไปอยู่ไหนอย่างงั้นหรอ แม่ก็สนิทกับพวกเขาสะด้วยสิ พวกเขาเป็นคนดีแม่ไม่อยากทิ้งพวกเขาเอาไว้ "
" แม่ยังอ่อนโยนเหมือนเดิมเลยนะครับ "
เอาจริงๆ ริวจิไม่ต้องสนใจกับคนพวกนี้ก็ได้ ทิ้งให้ตายๆไปก็ยังได้ แต่เนื่องจากฟังจากที่แม่ของเขาพูด ริวจิก็รู้เจตนาของแม่ของเขาดี
" งั้นก็ให้พวกเขาเดินทางไปโตเกียวกันครับ ที่นั้นมีตึกเยอะน่าจะมีที่พักพอสำหรับทุกคน แต่ว่า."
" เรื่องอาหารใช่มั้ย " จากนั่นใบหน้าของแม่ริวจิก็เศร้าเล็กน้อย เธออ่อนโยนและเมตตาเป็นอย่างมากถึงแม้โลกจะเปลี่ยนไปเป็นยุคมืดแต่จิตใจเธอก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปสักนิดเดียว
เมื่อริวจิสังเกตเห็นใบหน้าของแม่ของเขาดูเศร้าๆ เขาไม่มีทางเลือก
" ก็ใช่นะครับแม่ แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธี "
ใบหน้าของแม่ริวจิดูมีความหวังขึ้นมาทันที
" แต่เอาเป็นว่าตอนนี้ให้พวกเขาเตรียมตัวอพยพก่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมจะไปแจกจ่ายอาหารสำหรับการเดินทางให้กับพวกเขาเอง "
" ลูกมีอาหารมากมายขนาดนั้นเลยหรอ แม่เห็นลูกมากับเฮลิคอปเตอร์ ลูกเอาอาหารซ่อนไว้ที่ไหนหรอ "
" เอ่อ จะว่าอย่างงั้นก็ใช่ครับ เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมจะอธิบายในระหว่างเดินทางละกันนะครับ "
หลังจากได้ยินที่ลูกชายพูดเธอก็ไม่คิดที่จะซักไซร้ไถ่ถามมากไปกว่านี้ จากนั่นเธอก็ได้ไปบอกกับลูกน้องของเธอให้ไปบอกกับพวกผู้คนให้เตรียมอพยพไปที่โตเกียว
เมื่อคำสั่งประกาศอพยพได้กระจายออกไปทั่วก็มีคนทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะไม่มีทางที่จะมีคนเห็นด้วยทั้งหมดอยู่แล้ว แต่ถ้าใครอพยพก็จะมีอาหารและน้ำให้ในระหว่างเดินทาง ทำให้เกิดเสียงแตกต่างกันออกไป
1 . ก็คือคนที่เห็นด้วยเพราะมีอาหารและน้ำ และถ้าหากเดินทางไปพวกเขายังมีที่พักให้อีกด้วย
2 . คนที่ไม่เห็นด้วยเพราะตอนนี้ชีวิตของพวกเขาก็ปกติดีและสุขสบาย เพราะหลังๆมานี้ไม่มีซอมบี้มาป้วนเปี้ยนอยู่แถวทำให้พวกเขาคิดว่าอยู่ทีนี้ก็ปลอดภัยดีแล้ว แต่พวกเขาก็คิดจะตอบตกลงเพื่อเอาอาหารและน้ำฟรีนั่นเอง
2 ชั่วโมงถัดมา
หลังจากเก็บของให้กับแม่ของเขาและรอให้คนทั้งหมดมารวมตัวเพื่อแจกจ่ายอาหาร และเมื่ออยู่ดีดีริวจิก็นำอาหารมากมายมาจากไหนไม่รู้นั่นทำให้แม่ของเขาอึ่งและงงเป็นอย่างมาก
จากนั่นพวกเขาใช่เวลา 3 ชั่วโมงในการแจกจ่ายอาหารทั้งหมดให้กับคน 3 หมื่นคน เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยริวจิก็ได้พาแม่ของเขาไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อที่จะเดินทางกลับไปที่โตเกียว และมอบหมายให้กับน้องของสุซาคุเป็นคนดูแลการเดินทางในการอพยพทั้งหมด
ในระหว่างการเดินทางกลับไปโตเกียว แม่ของริวจิก็ให้เล่าว่าริวจิผ่านอะไรมาบ้างและผ่านความลำบากอะไรมากกว่าจะเจอกับมิโกะ ริวจิก็ได้เล่าไปพอสังเขปเพื่อไม่ให้เธอเป็นห่วงมากจนเกินไป ไม่นาน..
1 ชั่วโมงต่อมา
พวกเขาก็เดินทางมาถึงโตเกียว เมื่อแม่ของเขาเห็นสภาพของโตเกียวนั่นใบหน้าของเธอก็ได้เปลี่ยนไปเพราะมันเต็มไปด้วยศพของซอมบี้มากมาย และกลิ่นคาวเลือดนั่นก็ยังไม่หายไปเลยด้วยซ้ำ
" ริวจิลูกที่นี่หน่ะหรอที่เราจะมาอยู่กัน ทีนี้มันอันตรายมากเลยน่ะมีศพซอมบี้มากมาย "
" ไม่ต้องห่วงครับแม่ พวกเราพึ่งจะฆ่าพวกมันเสร็จเมื่อวานนี้เอง ก่อนที่พวกเขาจะอพยพมาถึง พวกเราก็คงจะจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วละครับ "
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ดูมั่นใจของริวจิเธอก็ไม่ถามอะไรกลับไป จากนั่นพวกเขาก็เดินลงจากฮอและก็มีเหล่า Hunter ได้มาให้การต้อนรับ
" ยินดีต้อนรับกลับครับหัวหน้า "
เสียงนั่นทำให้หน้าของริวจิเหว๋อเป็นอย่างมาก เขาไม่เคยโดนปฏิบัติแบบนี้มาก่อน และไม่เคยสั่งให้พวกเขาทำแบบนี้ด้วย แต่แม่ของริวจินั่นกลับมีปฏิกิริยาต่างออกไป เธอได้ยิ้มที่ริมฝีปากก่อนจะพูดขึ้น
" ลูกเป็นคนใหญ่คนโตอย่างงั้นหรอเนี่ยะ "
เมื่อริวจิได้ยินที่แม่ของเขาพูด หน้าของริวจิยิ่งเหว๋อเขาไปอีก และรีบสั่งให้พวกเขาเลิกแสดงทีท่าแบบนี้สักที จากนั่นริวจิก็ได้นำสัมภาระของแม่ของเขาไปเก็บและ พาไปที่ห้องพัก จากนั่นพวกเขาก็ไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันกับหัวหน้าหน่วยแต่ละคน รวมถึงอายูที่เธอตื่นจากการเลื่อนขั้นเรียบร้อยแล้ว เธอก็ได้แสดงความยินดีกับริวจิพร้อมกับเดินเข้าไปทักทายแม่ของเขาตามมารยาท แต่มิโกะนั้นเธอไม่คิดแบบนั้น เธอคิดว่าอายูพยายามประจบประแจงแม่ของเธอ ทำให้เธอส่งสายตาไม่พอใจใส่อายู แต่มันไม่ได้ผลเพราะอายูไม่สนใจท่าทีของเธอด้วยซ้ำ
ในระหวางกินข้าวริวจิก็ได้พูดขึ้น
" หลังจากกินข้าวเสร็จ พวกเราจะกำจัดศพของซอมบี้ทั้งหมด ในรวบรวมศพของผู้เสียชีวิตและทำพิธีให้กับพวกเขา "
ไม่มีใครกล้าพูดแทรกขึ้น แต่ก็มีเสียงแว่วขึ้นมา นั่นคือแม่ของเขานั่นเอง
" มีผู้เสียชีวิตด้วยหรอ มากขนาดไหนอย่างงั้นหรอลูก "
" เอ่อออ นิดหน่อยครับแม่ ไม่ต้องห่วงแม่พักผ่อนให้สบายเถอะ " ริวจิลืมไปเลยว่าแม่ของเขากำลังกินข้าวอยู่ด้วย ทำให้เขาต้องพูดโกหกไป เพื่อไม่ให้ไปทำร้ายจิตใจของเธอจนเกินไป
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของริวจิก็ทำให้เธอสบายใจขึ้นนิดหน่อย แต่ในส่วนของคนอื่น ๆ นั่นพวกเขาได้ทำหน้าตึงขึ้นและได้หัวเราะให้ใจของพวกเขา " นิดหน่อยเนี่ยะนะ คนตายเป็นแสน 5555 ถึงหัวหน้าจะแข็งแกร่งแต่ก็ยังกลัวแม่อยู่ดี ฮ่า ฮ่าฮ่า "
เมื่อกินข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็แยกย้ายไปจำกัดศพของซอมบี้ทั้งหลายตลอดทั้งคืน
ณ ประเทศ ต่างๆ ของโลก
ผู้นำแต่ละค่าย และกองกำลังป้องกันของแต่ละประเทศได้ตัดสินใจกันแล้ว เมื่อพวกเขารู้แล้วว่าถ้าประเทศของพวกเขามีซอมบี้ให้เปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าประเทศอื่น ๆ ประเทศของพวกเขานั่นจะต้องถูกลบออกจากแผนที่โลกอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้ว ทำให้พวกเขาต้องจำใจตัดสินใจครั้งสำคัญ
และผู้นำของหลายๆ ประเทศก็พูดขึ้นคล้ายๆ กัน
" เอาล่ะพวกเราทุกคน พวกเราจะอพยพไปที่ญี่ปุ่น ผมรู้ว่าพวกคุณทุกคนไม่พอใจที่ต้องอพยพในการย้ายประเทศ แต่พวกเราไม่มีทางเลือก เพราะไม่อย่างงั้นพวกเราจะต้องรอคอยการตายอย่างแน่นอน พวกเราจะไม่เสี่ยงในการจัดการซอมบี้เพื่อที่จะแข่งกับประเทศอื่น ๆ นี่เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว โปรดทุกคนเข้าใจด้วย "
ฝากกดติดตามกดหัวใจเพื่อเป็นกำลังให้ผมด้วยนะครับ