ผมกลายเป็นตัวละครในเกมแนวดาร์กแฟนตาซี

    บทที่ 32

    บทที่ 32


    “กลับมาช้าหน่อย มีธุระที่ต้องทำเยอะไปหน่อย”


    อีอันพูดกับเมฟที่แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วนั่งลงบนโต๊ะ


    สาวใช้หัวไวรีบไปเตรียมอาหารอย่างรวดเร็วแล้วนำสตูว์เนื้ออะไรสักอย่างร้อน ๆ มาเสิร์ฟพร้อมกับเบียร์หนึ่งแก้ว


    ในขณะที่อีอันถือส้อมอยู่


    “แล้วท่านฆ่ามังกรจริง ๆ เหรอ? มังกรที่ลือกันว่าอาศัยอยู่ในหนองน้ำนั่นน่ะ” ฟิลลิปทนไม่ไหวจึงถามอีกครั้ง


    อีอันหันไปมองมิเกลแทนคำตอบ


    รอยยิ้มของมิเกลค่อย ๆ หุบลงหลังจากสบตากับสายตาอันเย็นเฉียบ


    “เปล่า…คือ…ข้าไม่ได้พูดอะไรมาก เจ้านี่แค่สงสัยเกี่ยวกับอดีตของท่าน ข้าแค่พูดไปนิดเดียวเอง…”


    “ไม่น่าใช่แค่นิดเดียวนะ”


    “ไม่…ไม่ใช่…อย่างมากข้าก็แค่เล่าว่าเจอกับท่านได้ยังไง คนมาก่อกวนท่านตายไปแล้วกี่คน ท่านทำภารกิจยังไง แล้วเรียกท่านว่าอะไร ประมาณนั้น…”


    “…”


    พูดไปหมดทุกอย่างแล้วนี่


    รอยยิ้มขมขื่นยกขึ้นมุมปากและหุบลงโดยทันที แม้ว่ามิเกลจะพูดเหมือนเป็นเรื่องผจญภัยก็ตาม แต่เรื่องพวกนั้นไม่ใช่ความทรงจำที่ดีสำหรับเขา ในความเป็นจริง การหาความทรงจำดี ๆ ในโลกใบนี้นั้นยากมาก 


    “พระเจ้าช่วย เรื่องจริงสินะขอรับ จะว่าไปแล้ว พอนึกถึงความสามารถที่ท่านแสดงให้เห็นก็ไม่แปลกใจ แต่…"


    “แล้วค่าจ้างล่ะ”


    อีอันดื่มเหล้าไปหนึ่งอึกแล้ววางแก้วลงก่อนจะพูดตัดบท ฟิลลิปหยิบเหรียญเงินออกมาจากตรงอกทันที


    “รวมเงินที่เหลือจากการซื้อม้าแล้วด้วยขอรับ นายท่าน”


    อีอันตรวจสอบเงินด้วยสายตาและเก็บลงในกระเป๋า เท่านี้สิ่งที่ต้องทำในหมู่บ้านนี้ก็เสร็จหมดแล้ว


    “ท่านล่ามังกรได้ยังไงขอรับ?”


    ตอนนี้เหลือแค่ต้องพักผ่อนและกินให้เต็มที่


    “…นั่นไม่ใช่มังกร” ในที่สุดอีอันก็ตอบคำถามที่ถามมาอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่ายกันเลย 


    “มันคือเดรกที่พึ่งเกิดในหนองน้ำต่างหาก เป็นแค่กิ้งก่ามีปีก”


    ในเกม ตัวที่เป็นบอสในโหมดสอนเล่นเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นักล่าที่ตั้งรกรากอยู่ในเขตชานเมืองที่เป็นหนองน้ำ เป็นนักล่าแสนโหดร้ายที่ซ่อนตัวเมื่อทหารติดอาวุธเดินผ่านไปมา แต่จะมุ่งเป้าไปยังผู้ที่สัญจรคนเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีของมันเพราะยังโตไม่พอ เป็นเรื่องปกติสำหรับพวกมันที่จะตั้งถิ่นฐานในหุบเขาใกล้กับเส้นทางที่ชาวบ้านอาศัยอยู่บริเวณหนองน้ำเพื่อใช้เป็นเส้นทางหลบหนี


    ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เขาต้องติดอยู่ในหนองน้ำนานกว่าครึ่งปี ค่าความสามารถและเลเวลที่สูงของเขาเทียบไม่ได้เลยกับกิ้งก่ายักษ์มีปีกตัวนั้น


    “นั่นมันมังกรไม่ใช่เหรอ? อย่างที่นายท่านบอก แค่ยังโตไม่พอเท่านั้นเอง”


    “กิ้งก่าน่ะ ถึงโตแล้วก็ยังเป็นกิ้งก่า มังกรของจริงเทียบไม่ได้เลยกับของแบบนั้น”


    เพราะฉะนั้นหุบปากซะ


    ไม่รู้ว่ารู้ตัวหรือเปล่า แต่ทั้งโต๊ะก็เงียบไปชั่วขณะ


    จากนั้นไม่นาน เสียงของฟิลลิปก็เปล่งออกมาอีกครั้ง


    “ท่านเคยเห็นมังกรตัวจริง…หรือเปล่าขอรับ?”


    พูดผิดเองสินะ


    อีอันพูดออกมาอย่างเนือย ๆ “อืม…ในฝัน”


    อันที่จริงเขาเห็นจากในเกม แต่ถ้าใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อไป สักวันก็คงจะได้เจอตัวเป็น ๆ


    ‘ด้วยเหรียญชีวิตเหรียญหนึ่ง’


    แค่จินตนาการก็สยองแล้ว


    อีอันดื่มเบียร์อีกครั้งจากนั้นเขาก็หันไปมองฟิลลิปที่ยังคงจ้องเขาอยู่


    “ยังสงสัยอะไรอยู่อีกเหรอ? เจ้าคงอยากจะให้ลิ้นตัวเองสั้นลงจริง ๆ”


    “คำถามทั่วไปเลยขอรับ ทำไมท่านถึงอาศัยอยู่ในหนองน้ำ มันเป็นที่ที่ถูกสาป มีแต่คนที่ถูกทิ้งหรือโดนเนรเทศอาศัยอยู่ไม่ใช่หรือ”


    “ข้าเองก็สงสัยมานานแล้ว ไม่มีทางที่อยู่ดี ๆ คนระดับขุนนางอย่างท่านจะเดินออกมาจากหนองน้ำอย่างนั้นหรอก” มิเกลพูดแทรกอย่างเงียบ ๆ


    ช่างเซ้าซี้จริง ๆ 


    อีอันพูดออกมาอย่างไม่พอใจ “…ข้ามาจากหนองน้ำ รู้แค่นั้นก็พอ”


    ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง


    “...ถูกเนรเทศออกจากจักรวรรดิหรือเปล่าขอรับ”


    “ข้าก็ไม่รู้หรอก บางทีอาจจะมาจากป่าที่อยู่ตรงข้ามหนองน้ำก็ได้นะ”


    สองคนที่เมาเหล้าแล้วดูไม่เชื่อคำพูดของอีอันเลย


    “ที่นั่นมีคำสาปโบราณอยู่ไม่ใช่หรือขอรับ ว่ากันว่าถ้าไม่ใช่คนที่สืบเชื้อสายมาจากเลือดของคนโบราณแล้วล่ะก็…แค่ก้าวเท้าเข้าไปก็ตายได้แล้ว”


    “มันอาจเป็นเรื่องจริง คนที่เห็นกับตาบอกว่าป่ามีชีวิตเคลื่อนไหวและกินคนทั้งเป็น”


    ตัดลิ้นทั้งสองคนนี้เลยดีไหม


    อีอันที่กำลังคิดจู่ ๆ ก็ตัวแข็งขึ้น เพราะความทรงจำที่เคยเห็นคำอธิบายตัวละครประมาณว่า ‘ผู้สืบทอดสายเลือดโบราณ’ ผุดขึ้นในหัว


    นั่นเป็นเหตุผลที่เขาเคยบอกว่าไม่ได้ถูกความคลุ้มคลั่งของกำแพงดำครอบงำ แต่ถึงอย่างนั้น ป่าไม้นั้นก็ไม่ได้ช่วยให้มีชีวิตอยู่


    ในขณะที่เขาพิจารณาร่างกายของตัวเองอยู่ ฟิลลิปและมิเกลก็พูดคุยกันไม่หยุด


    “…ถ้าทำแบบนั้นก็คงจะดี”


    เมฟเปิดปากพูดเมื่อเรื่องราวกลายเป็นเรื่องที่อีอันอาจมีเชื้อสายของราชวงศ์จากอาณาจักรที่ล่มสลายไปแล้ว “พูดเกินไปแล้วนะ ฟิลลิป มิเกล”


    ฟิลลิปและมิเกลก้มหัวลงทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เย็นชามากกว่าปกติ


    “ขอรับ ขอโทษขอรับ นายท่าน”


    “ขะ…ขออภัยด้วย....”


    เมฟพยักหน้าเชิดไปทางชั้นบน  


    “หยุดดื่มแล้วขึ้นไปได้แล้ว ทั้งสองคนเลย”


    “...รับทราบขอรับ”


    ชายทั้งสองเชื่อฟังแต่โดยดีแล้วลุกขึ้นด้วยสีหน้าเสียดาย


    มิเกลที่กำลังเดินอยู่หันกลับไปมองฟิลลิป


    “เป็นเพราะท่านเลย”


    “เป็นเพราะข้างั้นเหรอ...? ท่านต่างหากที่โม้ไม่หยุด”


    “ต้องพูดให้ถูกสิ ท่านซื้อกระทั่งเหล้าแล้วถามเขาไม่ใช่เหรอ”


    “มันก็จริง แต่เดิมทีท่านเอามาล่อเพื่อขอกินฟรีไม่ใช่หรือไง”


    “เฮ้อ ตอนนี้ท่านโบ้ยให้คนอื่นอีกแล้ว”


    “อะไรนะ…?”


    เสียงเถียงกันของทั้งสองคนหายไปเมื่อพ้นจากบันได


    ทะเลาะกันเองไร้สาระมาก


    ในขณะที่อีอันกำลังหัวเราะ เมฟก็เปิดปากพูด “ข้าขอโทษแทนด้วย แทนที่จะห้ามไม่ให้พวกเขาดื่มมากขนาดนั้น”


    อีอันตอบพร้อมกับยกแก้วเบียร์ขึ้น


    “ช่างเถอะ ก็แค่คำพูดของคนเมา”


    เขากำลังคิดว่าหากพวกนั้นสร่างเมาแล้ว จะทำให้หายใจไม่ได้ไปสักระยะหนึ่งเลย


    อีอันกำลังจิบเบียร์อยู่ จู่ ๆ ก็หันมองไปยังบางอย่างที่เขาพึ่งรู้สึกได้


    เมฟที่กำลังจ้องมองอยู่ก่อนแล้วด้วยสายตาที่ไม่สามารถรู้ความในใจได้


    จะว่าไปแล้ว เธอถอดหมวกเหล็กออกไว้นี่


    ผมสีแดง ดวงตาสีเขียว และแผลเป็นด้านหนึ่งของคางถูกเปิดเผย


    แม้ว่าจะใส่ชุดเกราะอยู่ แต่เห็นเพียงแค่หน้าก็รู้สึกเหมือนเป็นคนละคน


    “ดูไม่ค่อยอยากอาหารเลยนะ” เมฟที่กำลังจ้องโดยไม่หลบสายตาของอีอัน จู่ ๆ ก็พูดขึ้น


    อีอันยักไหล่เพียงข้างเดียว “เพราะได้ยินเรื่องที่ทำให้ไม่อยากอาหาร”


    “ถ้างั้นไปเดินเล่นด้วยกันสักครู่ดีไหม”


    หว่างคิ้วของอีอันแคบลงชั่วขณะ


    นี่มันเรื่องอะไรอีกเนี่ย


    “…หรือว่า…ท่านก็เมาเหมือนกันเหรอ?”


    เมฟยิ้มมุมปากเล็กน้อย “นิดหน่อยน่ะ”


    นั่นไม่ใช่น้ำสินะ


    อีอันมองตามไปยังแก้วที่อยู่ตรงหน้าเมฟ ดูจากสภาพของฟิลลิปและมิเกลแล้ว นี่คงไม่ใช่แก้วแรกของเธอ


    “ข้ามีเรื่องอยากคุยด้วย แต่…ไม่อยากพูดที่นี่” เธอพูดออกมาเป็นนัย


    ที่นี่มีหูตาคอยแอบฟังเยอะเกินไป


    อย่าบอกนะว่า…คงไม่ใช่เหตุผลเรื่องไร้สาระแบบนั้นหรอกมั้ง อีอันครุ่นคิดและวางแก้วลง


    “เข้าใจแล้ว ไปกันเถอะ”ุ

    คล้ายกับเรื่องผมกลายเป็นตัวละครในเกมแนวดาร์กแฟนตาซี ที่คุณอ่าน