ฉันเดินมาถึงห้องพักของหมอจง ก็เห็นเขากำลังจดจ่อนั่งดูแผนที่ พอเขาเห็นฉันก็เรียกให้ไปนั่งลงบนเบาะที่วางเตรียมไว้ให้เรียบร้อย ฉันนั่งลงบนเบาะช้าๆแต่สายตากลับเหลือบมองไปที่ตู้เก็บหม้อต้มยาราชัน หมอจงก็ถามฉันว่าฉิงคุนได้บอกฉันแล้วใช่ไหมเรื่องที่เขาจะไปเกาะกระต่ายผี
ฉันจึงละสายตาจากหม้อใบนั้นแล้วพยักหน้าตอบว่าฉิงคุนบอกแล้ว แต่ที่ไม่เข้าใจว่าทำไมหมอจงจะต้องดั้นด้นไปหาสมุนไพรที่เกาะนั้น อีกทั้งฉันเองก็เป็นผู้หญิงเพิ่งเป็นศิษย์ได้ไม่กี่วัน ยังไม่ทันจะได้เรียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็จะพาฉันไปเสี่ยงอันตรายเสียแล้ว
หมอจงยังไม่รีบตอบคำถามแต่มีสีหน้าและแววตาเจ้าเล่ห์อยู่นัยๆ และเป็นครั้งแรกที่เห็นเขาทำสีหน้าแบบนี้ เขาหันไปยกกาน้ำชารินใส่ถ้วยยื่นวางให้ฉันดื่ม ก่อนจะตอบว่าเขาไม่ได้บังคับให้ฉันต้องไป แต่ที่เขาเลือกฉันเพราะเลือกคนที่เหมาะกับงาน และรู้ว่านอกจากฉันจะสามารถรักษาพิษร้ายแรงได้ แต่ยังมีพลังยุทธที่แข็งแกร่ง แต่ฉิงคุนมีแค่วิชายุทธธรรมดาไว้ป้องกันตนเท่านั้น
และที่เขารู้ว่าฉันมีพลังยุทธแปลกประหลาดเพราะตอนที่เขาจับชีพจรฉันในคืนนั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าฉันไม่ใช่หมอหญิงฝึกหัดธรรมดา แม้จะพยายามตบตาคนอื่นได้แต่ตบตาเขาไม่ได้ จากนั้นหมอจงก็ชูฝ่ามือที่ถอดผ้าพันแผลออกแล้วให้ฉันดู แล้วพูดว่าบาดแผลสมานกันทันทีตั้งแต่ตอนที่เขารู้สึกร้อนที่ฝ่ามือ เขาไม่รู้ว่าฉันทำได้ยังไงแต่มันไม่ใช่การสมานกันโดยปกติธรรมชาติ ช่างน่าอัศจรรย์ใจ
ส่วนเรื่องที่เขาต้องดั้นด้นไปที่เกาะกระต่ายผี เพราะเขาต้องการดอกนกยูงแดงรำแพน เพื่อนำไปล้างพิษให้คนผู้หนึ่งถูกพิษโดยไม่ทราบชนิด ไร้รส ไร้สี ไร้กลิ่น แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยว่าเป็นพิษชนิดใด ถ้าจะให้ถอนพิษด้วยการเดาสุ่มคงจะไม่ทันการ จึงทำได้แต่ให้ยาประคองยื้อเวลาตายไว้ก่อนเท่านั้น
เขาจึงจำเป็นต้องใช้ดอกนกยูงแดงรำแพนที่มีสรรพคุณเป็นยาล้างพิษได้ทุกชนิด แม้จะต้องเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตเขาก็ต้องไปเอามาให้ได้ เพราะคนผู้นั้นเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากๆ และจำเป็นต้องให้ฉันไปด้วยเพื่อให้ช่วยรักษาพิษให้เขา ในกรณีที่เขาได้รับพิษจากสัตว์และพืชพิษบนเกาะ
หมอจงยังพูดอีกว่าเขาเคยมีความคิดจะพาฉันเข้าไปรักษาพิษให้คนผู้นั้นเองโดยตรง แต่ก็ทำไม่ได้เพราะที่ๆคนผู้นั้นอยู่มีคนเฝ้ายามอย่างแน่นหนา และไม่อนุญาตให้คนแปลกหน้าเข้าไป ต่อให้เป็นศิษย์ผู้ติดตามของเขาก็ยังไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้นดอกนกยูงแดงรำแพนจึงเป็นความหวังสุดท้ายที่เขาต้องไปนำเอากลับมาให้ได้
ฉันจึงถามหมอจงว่าคนผู้นั้นที่เขากล่าวถึงเกี่ยวข้องกับราชครูเฉิงหรือเปล่า หมอจงมองหน้าฉันแล้วตอบว่าใช่ คนผู้นั้นเกี่ยวข้องกับราชครูเฉิง แต่เขาจะไม่บอกว่าคนผู้นั้นเป็นใคร เพราะเกรงว่าฉันจะมีอันตรายถ้าเข้าไปเกี่ยวข้องมากเกินไป โดยเฉพาะราชครูเฉิงเป็นคนอันตรายมีอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ในมือถ้าห่างได้ควรถอยห่าง จนฉันเกิดคำถามขึ้นในใจ ในเมื่อควรถอยห่างจากราชครูเฉิง เหตุใดหมอจงยังตอบรับจะไปทำงานกับราชครูอีก
แต่ก็ไม่กล้าจะถามหมอจง กลัวจะเป็นการสอดรู้เรื่องของเขามากเกินไป เพราะสิ่งที่ฉันต้องคิดและต้องตัดสินใจก่อนในตอนนี้ ก็คือจะตอบตกลงไปเกาะกระต่ายผีกับเขาดีหรือไม่ เพราะใจหนึ่งไม่อยากเกี่ยวข้องกับพวกขุนนางมีอำนาจคับเมือง แต่อีกใจก็อยากไปหาความตื่นเต้นท้าพิสูจน์ผี อยากไปหาสมุนไพรดีๆมาไว้ใช้ประโยชน์ จึงลองถามหมอจงดูอีกครั้งว่าบนเกาะมีผีจริงหรือไม่ พร้อมกับเหลือบสายตามองไปที่ตู้เก็บหม้อต้มยาราชันอีกครั้ง เพราะหม้อใบนั้นมันเตะตาเตะใจดึงดูดสายตาให้หันไปมองทุกครั้ง
หมอจงเหมือนรู้ตั้งแต่แรกว่าฉันสนใจหม้อต้มยาในตู้ จึงยิ้มออกมาที่มุมปากเหมือนพ่อค้าที่รู้ใจลูกค้าและกำลังต่อรองข้อเสนอกันและกัน เขาตอบคำถามว่าไม่รู้มีผีจริงตามที่คนเขาลือกันหรือไม่ แต่สำหรับตัวเขาเองนั้นไม่เชื่อเรื่องภูติผี แต่ถ้าเป็นเรื่องเทพเซียนเขาพอจะมีความเชื่ออยู่บ้าง เพราะที่แคว้นจินชางก็ยังคงนับถือบูชาเทพเจ้าเช่นกัน
แล้วเขาก็ถามฉันว่าสนใจหม้อต้มยาราชันงั้นเหรอ ฉันก็ตอบว่าแค่สงสัยว่าหม้อใบนั้นดีอย่างไรใช้งานได้จริงหรือไม่ หมอจงก็ยิ้มอีกครั้งเหมือนรู้แล้วว่าปลากำลังจะกินเหยื่อ จึงหยิบกุญแจลุกขึ้นเดินไปที่ตู้แล้วไขกุญแจคล้องตู้ออก หยิบหม้อต้มยาราชันสีเงินเงางาม มีขาตั้งหม้อสามขาเป็นฐานนำมาตั้งวางตรงหน้า
ฉันถึงกับเก็บอาการไว้ไม่อยู่ ยกหม้อต้มยาราชันขึ้นมาพิจารณาดูลวดลายมังกรกำลังล้อเกลียวเมฆ ดวงตาของมังกรส่องประกายสีแดงแวววาวยามกระทบแสง เขาบอกว่าถ้าต้มยาในหม้อนี้ ยาจะเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นจากเดิมสองเท่าหรืออาจจะมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับตัวยาที่นำมาต้ม แต่ถ้าต้มยาพิษจะยิ่งทำให้ได้พิษรุนแรงดียิ่งนัก พอได้ยินดังนั้นตาฉันก็เป็นประกายยิ่งอยากได้หม้อต้มยาใบนี้มาครอบครอง
เขายังพูดอีกว่าจะยกหม้อต้มยาราชันให้ฉัน เพราะหม้อใบนี้ไม่เคยถูกนำมาปรุงยารักษาโรคอีกเลย เนื่องจากครั้งหนึ่งเคยถูกปรุงยาพิษร้ายแรง เขาจึงนำหม้อไปเก็บวางไว้ในตู้เฉยๆ สู้ให้ฉันผู้เป็นลูกศิษย์ที่ดูจะถนัดเรื่องยาพิษมากกว่ายารักษาโรค ฉันจึงเหมาะจะเป็นผู้สืบทอดหม้อต้มยาราชันที่สุด
อีกอย่างถ้าเขาตายไปหม้อใบนี้ก็คงถูกฝังไปพร้อมกับร่างเขาในหลุม จะไม่มีผู้สืบทอดต่อเพราะเขาเป็นคนในสกุลจงที่เป็นหมอคนสุดท้าย แต่ก่อนที่เขาจะตายก็อยากจะทำงานสำคัญให้สำเร็จ จึงเป็นการมัดมือชกฉันด้วยบุญคุณศิษย์อาจารย์และด้วยหม้อต้มยา ทำให้ต้องตอบตกลงไปเกาะกระต่ายผีกับเขาไปโดยปริยาย
แต่มีข้อแม้ว่าฉันไปต้องให้เฟยเจินติดตามไปด้วย เพราะเฟยเจินจะไม่ยอมให้ฉันไปที่เกาะกระต่ายผีโดยไม่มีเขาไปด้วยแน่นอน หมอจงยิ้มนิดหนึ่งแล้วพูดว่ากำลังจะบอกอยู่พอดีว่าถ้ามีเฟยเจินไปด้วยยิ่งดีใหญ่ จะได้มั่นใจยิ่งขึ้นว่าเราจะรอดชีวิตกลับมา เพราะเขามั่นใจว่าเฟยเจินต้องมีพลังยุทธที่แข็งแกร่งมากเช่นเดียวกับเสวี๋ยฉี
ฉันจึงยืดอกพูดอย่างภูมิใจว่า พี่ชายทั้งสี่มีพลังยุทธแข็งแกร่งทุกคน แต่ว่าเฟยเจินติดตามไปเพื่อคอยปกป้องฉันเท่านั้นมิใช่ไปเพื่อปกป้องเขา หมอจงก็ยกน้ำชาในถ้วยขึ้นดื่มก่อนจะพูดว่า นั่นแหละที่เขาอยากให้เฟยเจินติดตามไปด้วย เพื่อจะได้ช่วยปกป้องฉันอีกแรง ส่วนเขานั้นไม่ต้องกังวลเพราะแม้เขาจะเป็นหมอแต่ก็มีวิชายุทธสามารถปกป้องตัวเองได้
จากนั้นหมอจงก็บอกให้ฉันไปเตรียมตัวเพราะเราจะออกเดินทางกันวันนี้ ฉันจึงถามว่าทำไมพูดปุ๊บไปปั๊บยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลย เขาตอบด้วยสีหน้าจริงจังมุ่งมั่นว่า เพราะมีชีวิตคนๆหนึ่งกำลังนอนรอความตายจึงรอเวลาช้าไม่ได้ ฉันจึงรีบคว้าหม้อต้มยาเดินออกไปหาเฟยเจินที่รออยู่โรงครัว พร้อมกับอวดหม้อต้มยาให้เฟยเจินกับฉิงคุนดู
ฉิงคุนร้องโอ้โหตาโตทำน้ำเสียงอิจฉา ไม่คิดว่าหมอจงจะยกหม้อต้มยาประจำตระกูลให้ฉันง่ายๆ เฟยเจินจึงยกหม้อต้มยาขึ้นมาดูแล้วพูดว่าแค่หม้อต้มยาธรรมดาไม่เห็นจะเหมือนของวิเศษตรงไหน ฉิงคุนรีบเถียงทันทีว่านี่หม้อต้มยาของดี ขนาดเขาเป็นศิษย์ของหมอจงมาตั้งนานหมอจงยังไม่ยอมยกให้เลย
ฉันจึงตอบว่าหม้อต้มยาใบนี้ใช้ปรุงยารักษาโรคทั่วไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะเคยถูกนำไปปรุงยาพิษจึงเหมาะกับการใช้งานกับฉันมากกว่า หมอรักษาโรคดีๆอย่างฉิงคุนไม่เหมาะกับหม้อปรุงยาพิษหรอก อีกอย่างหม้อใบนี้ถือเป็นค่าจ้างไปเกาะกระต่ายผีด้วยในตัว
ฉิงคุนยิ้มภูมิใจที่ถูกชมว่าเป็นหมอที่ดี แต่เขาก็เปลี่ยนสีหน้าครุ่นคิดแล้วพูดว่า ที่เกาะกระต่ายผีคงจะมีอันตรายมากน่าดู หมอจงถึงกับยอมแลกด้วยหม้อต้มยาประจำตระกูล ฉันจึงตอบว่าไม่แน่ใจแต่สีหน้าของหมอจงจริงจังมาก คงจะอันตรายอย่างที่ฉิงคุนคิดล่ะมั้ง แล้วหันไปชวนเฟยเจินกลับห้องพักเพื่อไปจัดเตรียมของออกเดินทางกันวันนี้ ฉิงคุนจึงรีบลุกขึ้นแล้วบอกว่าเดี๋ยวเขาจะช่วยจัดเตรียมอาหารกับน้ำ และจะเตรียมม้าไว้ให้เราใช้เดินทาง
แม้เฟยเจินจะอิดออดไม่อยากไปเกาะกระต่ายผี แต่เขาก็ยอมจัดเตรียมเสื้อผ้าใส่ในห่อผ้า เพราะฉันให้เหตุผลว่าจะไปหาสมุนไพรพิษ ไว้จัดการกับพวกสุนัขเยือกแข็งอยากได้แบบฟันทีเดียวตาย และสามารถใช้ได้ในคนหมู่มาก เพื่อให้ทหารและชาวเมืองหลวนเซียนสามารถปกป้องตัวเองได้ อีกทั้งยังต้องมีพิษต่อคนน้อยที่สุด
เฟยเจินจึงพูดด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองใจว่า คนพวกนั้นเคยทำไม่ดีกับฉันทำไมยังคิดจะช่วยคนพวกนั้นอีก ฉันตอบว่าแค่พระชายาต่างหากที่ทำไม่ดี นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นคนดี อีกทั้งเรายังต้องกลับไปอาศัยอยู่ที่เมืองนั้น จึงควรร่วมมือร่วมใจกันหาวิธีกำจัดปีศาจเยือกแข็งที่มารุกราน มิเช่นนั้นเราคงอยู่กันไม่สงบแน่ เฟยเจินจึงพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่ฉันอธิบาย
เราใช้เวลาจัดเตรียมสัมภาระกันไม่นานนัก มีเพียงเสื้อผ้าสองสามชุดกับของใช้จำเป็นอีกนิดหน่อย จากนั้นเฟยเจินก็ช่วยฉันสะพายห่อผ้าเดินไปหาฉิงคุน ที่กำลังง่วนจัดเตรียมเสบียง และอุปกรณ์จำเป็นสำหรับเดินทางขึ้นบนหลังม้าสามตัวอยู่ที่ลานหน้าเรือน
ฉันจึงถามฉิงคุนว่าต้องใช้เชือกด้วยเหรอ ฉิงคุนตอบในขณะที่มือกำลังจัดเตรียมของขะมักขะเม้นว่า เชือกเตรียมไปเผื่อไว้ใช้ยามจำเป็น ฉันจึงชมฉิงคุนว่าเป็นคนรอบคอบ เตรียมทั้งน้ำ อาหาร เชือก อีกทั้งคบไฟไว้ให้เสร็จ ฉิงคุนก็ยิ้มหันมาพูดว่าเพราะบางครั้งเขาต้องเดินทางไปส่งยาสมุนไพรและไปตรวจเยี่ยมคนป่วยในที่ห่างไกล จึงรู้ว่าจำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง
สักพักหมอจงก็เดินสะพายถุงผ้ามาบนไหล่ กระบอกใส่แผนที่อีกหนึ่งกระบอก และที่เอวห้อยกระบี่มาด้วยหนึ่งเล่ม เขาถามฉันกับเฟยเจินทันทีว่าทำไมไม่พกอาวุธไปด้วย ที่เกาะกระต่ายผีล้วนมีอันตรายอย่าชะล่าใจ ฉันตอบว่าอาวุธของฉันกับเฟยเจินต่างมีอยู่ติดตัวตลอดเวลาไม่เคยห่างกาย เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องแบกหรือสะพายให้เกะกะตัวเกะกะมือ
หมอจงกับฉิงคุนก็หันมองหน้ากัน แล้วฉิงคุนก็พูดว่าโชคดีที่คืนนั้นฉันไม่ชักอาวุธออกมาแทงเขากับหมอจง ไม่งั้นคงแย่พอๆกับถูกพิษของเสวี๋ยฉี ฉันยิ้มแล้วตอบเชิงหยอกเย้าฉิงคุนว่าจะไม่ชักอาวุธออกมาแทงเขาสองคนแน่นอน
เฟยเจินจึงกระซิบถามฉันเบาๆว่าตอนที่เขาไม่อยู่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเหรอ ฉันตอบว่ามีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย ตอนว่างๆจะเล่าให้ฟัง เฟยเจินจึงถามอีกว่าเราต้องขี่ม้าไปด้วยเหรอ ให้ฉันบินไปกับเขาจะสะดวกและเร็วกว่ามั้ย ฉันกระซิบตอบว่าขี่ม้าไปแบบมนุษย์ธรรมดานี่แหละ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้ใครเห็นจะดีกว่า
เมื่อฉิงคุนเตรียมม้าให้เราเสร็จเรียบร้อย เราทั้งสามก็ขึ้นควบม้าวิ่งออกไปผ่านทั้งหมู่บ้าน ป่า ทุ่งนา แม่น้ำ และภูเขา จนในที่สุดเราควบม้ามาถึงท่าเรือแห่งหนึ่งในเวลาเย็นท้องฟ้าสลัวโพล้เพล้ หมอจงพาเรานำม้าไปผูกไว้ที่โรงเตี๊ยมในละแวกท่าเรือ โดยจ้างคนรับฝากม้าให้ช่วยนำหญ้ากับน้ำให้ม้ากินด้วย
จากนั้นเราก็ช่วยกันยกสัมภาระลงจากหลังม้า หมอจงจึงเอ่ยเร่งฉันกับเฟยเจินให้เดินตามเขาไปที่ท่าเรือ เพราะใกล้จะค่ำแล้วหมอจงกลัวว่าจะไม่มีเรือข้ามไปที่เกาะกระต่ายผี เราจึงรีบเดินกึ่งวิ่งจนมาถึงท่าเรือ แต่ที่ท่าเรือกลับมีเรือจอดเทียบท่าอยู่ไม่กี่ลำ เพราะฟ้าเริ่มมืดผู้โดยสารไม่ค่อยมี คนถ่อเรือหลายคนเริ่มทยอยกันกลับบ้าน
หมอจงจึงเดินไปว่าจ้างคนถ่อเรือที่ยังจอดเรือเทียบท่าอยู่ ให้ไปส่งเราที่เกาะกระต่ายผี แต่ทุกคนส่ายหน้าโบกมือว่าไม่ไป จึงมีคนถ่อเรือคนหนึ่งเดินมาถามเราว่าจะไปไหน หมอจงตอบว่าจะไปที่เกาะกระต่ายผีแต่ไม่มีใครยอมไปส่งสักคน
คนถ่อเรือจึงบอกเราว่า ค่ำมืดแล้วไม่มีใครกล้าไปที่เกาะนั้นกันหรอก ทั้งน่ากลัวทั้งไกล อย่าว่าแต่กลางคืนเลยเวลากลางวันยังไม่มีใครกล้าถ่อเรือผ่าน อีกทั้งเส้นทางนั้นก็ไม่ใครใช้สัญจรกันแล้ว และเตือนเราไม่ให้ไปที่เกาะกระต่ายผี แต่ถ้าอยากจะไปจริงๆให้รอตอนเช้าเขาจะไปส่งแต่ต้องเพิ่มเงินค่าจ้างให้เขาอีกเท่าหนึ่ง
แต่หมอจงผู้มีจิตใจมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ยังคงยืนยันว่าจะต้องไปที่เกาะกระต่ายผีให้ได้ในตอนนี้ จึงเสนอเงินสามเท่าให้คนถ่อเรือ แต่คนถ่อเรือยืนยันว่าเขาไม่ไปตอนกลางคืน เพราะเคยมีคนถ่อเรือไปส่งคนที่อยากไปค้นหาสมบัติบนเกาะ แต่ไม่มีใครได้กลับมาเลยสักคน แต่ถ้าเป็นตอนกลางวันเขายังพอจะมีความกล้าเสี่ยงไปส่งที่เกาะ
ฉันจึงถามว่าที่บนเกาะมีคนอาศัยอยู่หรือไม่ ชายคนถ่อเรือตอบว่ามันเป็นเกาะร้างไม่มีใครอาศัยอยู่บนเกาะนั้น มีแต่ภูตผีโดยเฉพาะผีผู้หญิงทั้งเฮี้ยนทั้งดุ หมอจงจึงหันไปเห็นเรือแจวขนาดเล็กจอดเทียบท่าอยู่ลำหนึ่ง จึงถามว่าเรือลำนั้นเป็นของใคร เขาจะเช่าแจวเรือไปเองก็ได้
คนถ่อเรือตอบว่าเป็นของเขาเองเอาไว้ใช้แจวเรือกลับบ้าน แต่จะเดินกลับบ้านทางบกก็ได้เช่นกัน หมอจงจึงขอเช่าเรือสามวันและจะเพิ่มเงินให้อีกจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าเหล้าค่าอาหาร แล้วบอกคนถ่อเรือว่าถ้าครบสามวันแล้วพวกเราคนใดคนหนึ่งยังไม่กลับออกมา ให้คนถ่อเรือตามไปลากเรือกลับคืนได้เลย
เจ้าของเรือยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วบอกหมอจงว่าเรือลำนั้นมันเก่ามากแล้ว เขาจะขายให้หมอจงราคาถูกๆ เพราะเขากำลังคิดจะซื้อเรือลำใหม่อยู่พอดี อีกอย่างเขาไม่อยากตามไปลากเรือกลับมาด้วย เขายอมรับตามตรงว่าหวาดกลัวที่จะเข้าใกล้เกาะนั้น
หมอจงตอบตกลงทันทีโดยไม่ต่อรองราคาอะไรทั้งสิ้น แต่เอ่ยขอไม้พายเพิ่มอีกอันหนึ่ง เพื่อเขากับเฟยเจินจะได้ช่วยกันพายเรือไปที่เกาะ เจ้าของเรือจึงยื่นมือมารับเงินแล้วถอนหายใจพูดพึมพำว่า เตือนแล้วไม่ฟังก็ตามใจ น่าเสียดายคนหนุ่มสาวจะเอาชีวิตไปทิ้งที่เกาะนั้นกันอีกแล้ว
จากนั้นเจ้าของเรือจึงเดินไปหาซื้อไม้พายต่อจากเพื่อนคนถ่อเรือด้วยกัน แล้วนำมายื่นส่งให้เฟยเจิน ทั้งยังช่วยแกะเชือกผูกเรือถีบหัวเรือส่งลอยออกจากท่า โดยมีเฟยเจินนั่งพายอยู่หัวเรือ มีคบไฟหนึ่งอันผูกติดที่หัวเรือช่วยส่องทำทาง ส่วนฉันนั่งถือคบไฟอีกหนึ่งอันอยู่ตรงกลางลำเรือช่วยเพิ่มความสว่าง ส่วนหมอจงนั้นนั่งพายอยู่ท้ายเรือและคอยบอกทางที่จะไปยังเกาะ
เราพายเรือออกมาไกลจากท่าเทียบ ท่ามกลางความมืดมิดเงียบสงบไร้คลื่นลมคลื่นน้ำจนน่าฉงน มีเพียงแสงคบไฟสองอันคอยส่องสว่างนำทางให้เห็นเพียงผืนน้ำในระยะสายตาไม่ไกลนัก ทั้งท้องน้ำมีแต่ความมืดวังเวงจนใจเริ่มหวาดหวั่น เราจึงใช้เสียงพูดคุยกันเพื่อกลบความเงียบ
เราใช้เวลาในการพายเรือนานสักพักใหญ่ กระทั่งมองเห็นเงาดำทะมึนสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าท่ามกลางความมืด หมอจงบอกว่าเงาดำข้างหน้านั่นแหละคือเกาะกระต่ายผี จึงบอกเฟยเจินให้เร่งฝีพายเพราะเราใกล้ถึงเกาะแล้ว ฉันจึงพูดทักขึ้นว่าน่าแปลกจังตลอดทางที่พายเรือมาถึงเกาะ แต่ไม่มีแม้กระทั่งคลื่นลมคลื่นน้ำเลย ผืนน้ำมันดูราบเรียบเกินไปจนผิดปกติ
หมอจงก็ตอบเขาก็รู้สึกผิดปกติเช่นกัน แต่ก็ดีแล้วเพราะทำให้เรามาถึงเกาะเร็วขึ้น กระทั่งหัวเรือเข้ามาจอดเทียบเกยชายฝั่งของเกาะ เราช่วยกันยกสัมภาระที่ติดตัวมาลงจากเรือ จากนั้นหมอจงกับเฟยเจินก็ถือคบไฟกันคนละอัน โดยให้หมอจงเป็นคนเดินนำหน้า ส่วนฉันกับเฟยเจินเดินตามอยู่ทางด้านหลัง
ฉันมองสอดสายตาไปรอบๆด้านพบแต่ความมืดสนิท มองเห็นเพียงต้นไม้พุ่มไม้ใกล้ๆที่กระทบถูกแสงไฟเท่านั้น ในช่วงแรกๆก่อนเดินเข้าไปในป่าทึบ ยังพอจะได้ยินเสียงแมลงกลางคืนส่งเสียงร้องดัง บางครั้งยังส่องไฟไปเห็นนกเห็นงูอยู่บ้างตามต้นไม้
แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไปมากท่าไหร่บรรยากาศก็ยิ่งหนาวเย็นวังเวงจนขนลุก ฉันกับเฟยเจินจากที่เดินห่างกันประมาณหนึ่งช่วงแขน ตอนนี้เราเริ่มเดินเบียดตัวกอดแขนกันแน่น ใจอยากให้เจอดอกนกยูงแดงรำแพนเร็วๆ จะได้รีบออกไปจากเกาะหลอนแห่งนี้
ด้วยความกลัวกับบรรยากาศที่วังเวงแปลกๆ เหมือนถูกใครจับจ้องอยู่ตลอดเวลา แต่ฉันไม่อยากเสียฟอร์มว่าเริ่มจะกลัวผี จึงแสร้งบอกเฟยเจินให้เอาเชือกที่เขาสะพายพาดไหล่มาผูกเอวกันไว้ดีกว่า เพราะป่ามันมืดมากกลัวเฟยเจินจะเดินพลัดหลงทางอีก เฟยเจินก็คงรักษาฟอร์มเช่นกัน จึงหันมาตอบว่าดีเหมือนกัน แต่เขากลัวฉันจะเดินพลัดหลงทางมากกว่า
จากนั้นเฟยเจินก็ส่งคบไฟให้ฉันถือ หยิบเชือกที่เขาคล้องพาดไหล่มาด้วยหนึ่งเส้น จัดการพันเชือกครึ่งทบผูกเข้ากับเอวฉันและเขาทันที โดยผูกให้ระยะห่างเชือกหย่อนประมาณแค่สองช่วงแขนเพื่อให้เดินได้สะดวก แต่ถึงกระนั้นเราสองคนก็ยังคนเดินกอดแขนติดกันไปอยู่ดี
ทำเอาหมอจงขำออกมาเบาๆกับพฤติกรรมของฉันกับเฟยเจิน เขาคงจะรู้ว่าฉันกับเฟยเจินเริ่มกลัว หมอจงจึงพูดขึ้นว่าผีไม่มีจริงหรอก เป็นแค่เรื่องหลอกให้คนกลัวเพื่อไม่ให้ใครเข้ามาหาสมบัติที่เกาะนี้ ฉันจึงพูดว่าที่นี่บรรยากาศมันน่ากลัว จนเริ่มระแวงหน้าระแวงหลังไปหมดแล้วตอนนี้
ยิ่งเดินลึกเข้าไปมากเท่าไหร่ เสียงสัตว์เสียงแมลงกลางคืนก็ไม่ร้องให้ได้ยินเสียงเลยสักแอะ มันเงียบสงัดผิดปกติป่าจริงๆ เฟยเจินจึงพูดกับฉันเบาๆด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นว่า ถ้าต้องสู้กับสัตว์ร้ายสัตว์มีพิษที่จับต้องได้เขาไม่เคยกลัว แต่ถ้าให้สู้กับผีกับวิญาณเขาไม่รู้จะสู้ยังไงไม่รู้วิธีสู้จริงๆ
หมอจงจึงบอกให้เราเดินลึกเข้าไปอีกหน่อยหาที่ก่อไฟพักค้างแรม ตอนเช้าเราค่อยออกค้นหาดอกนกยูงแดงรำแพน ซึ่งดูจากในแผนที่แล้วน่าจะมีขึ้นอยู่แถวบริเวณยอดเขา