นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 372 เบื้องหลัง

        ตอนที่ 372 เบื้องหลัง

         

         

        ภาพเบื้องหน้าทุกคนเวลานี้น่ากลัวเสียยิ่งกว่าการเห็นผี กัปตันที่พวกมันนับถือและติดตาม โจรสลัดที่หลายคนหวาดกลัว นักสลักโทที่ก่อเรื่องไปทั่วน่านน้ำ ยามนี้นอนร่างขาดครึ่งอยู่บนพื้นตั้งแต่กลางหน้าผากลงมา

         

        โลหิตทุกหยดที่ไหลนองอยู่บนพื้นเป็นดั่งมหาคลื่นที่ซัดเข้าใส่หน้าโจรสลัดทั้งมวล แม้แต่สามนักผจญภัยยังมองภาพนั้นอย่างเหม่อลอยวิญญาณแทบหลุดจากร่าง จากทางฝั่งของพวกเขาภาพที่พวกเขาเห็นนั้นยากจะอธิบายเป็นอย่างยิ่ง

         

        ในวินาทีที่กัปตันอาลีทุ่มพลังทุกอย่างเพื่อโจมตี วินาทีที่การป้องกันทั้งหมดของพวกเขาพังทลาย ในตอนนั้นในหัวของกัปตันอาลีเหลือเพียงแต่ความคิดที่จะสังหาร ไม่มีความคิดป้องกันตัวอีกต่อไป

         

        และมันก็โผล่มา ม้าแผงคอแดงที่ลอยตกลงมาจากท้องฟ้า ปรากฏร่างขึ้นกลางนภาพร้อมกับดาบยักษ์ใหญ่ในปาก ท่ามกลางสมรภูมิรบที่ทุกความผิดพลาดกลับหมายถึงชีวิต ม้าแผงแดงตัวนั้นกลับปรากฏขึ้นโดยที่ไม่มีใครรู้สึกตัวมาก่อน ทั้ง ๆ ที่ที่นี่มีนักสลักมากมาย

         

        ดาบเล่มนั้นดูไปก็ไม่ใช่สมบัติระดับสูงหรือมีพลังอะไรเป็นพิเศษ แค่เป็นดาบยักษ์เล่มหนึ่งที่คุณภาพค่อนข้างดีเท่านั้น แต่ดูยังไงมันก็ไม่มีทางตัดกายาหินของกัปตันอาลีได้แน่ นั่นไม่ใช่แค่หินธรรมดาแต่เป็นหินที่อัดพลังจิตวิญญาณของนักสลักโทเอาไว้ แม้แต่ดาบปะการังของเขาที่เป็นวัตถุสลักคำยังไม่อาจตัดผ่าน ทำได้เพียงสร้างรอยบาดเล็กน้อย

         

        ตัวเขาเองแม้จะไม่ใช่ผู้ขีดเขียนชะตาที่มีพลังโจมตีสูงแต่คำแห่งพลังของเขาก็หนุนเสริมวิชาดาบของเขาได้ดี ตัวเขาที่เป็นแบบนั้นไม่อาจสร้างบาดแผล แต่ม้าแผงคอแดงตัวนั้นเพียงใช้แค่ดาบยักษ์ธรรมดา ๆ ก็มากพอจะฟันร่างของกัปตันอาลีขาดสองท่อน

         

        ระดับพลังในร่างของม้าแผงคอแดงตัวนั้นคือคำตอบของทุกสิ่ง พลังจิตวิญญาณในร่างของมันนั้นหนาข้นราวกับขุนเขา เหนือล้ำกว่าพวกเขาที่เป็นนักสลักโทไปไกล ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันต้องเป็นนักสลักไตรเป็นอย่างน้อย เมื่อเสริมเข้ากับพลังกายที่เต็มเปี่ยมทำให้เพียงหนึ่งดาบก็มากพอจะจบชีวิตของนักสลักโทผู้เป็นเอกด้านการป้องกัน

         

        กัปตันอาลีเสียชีวิต โจรสลัดที่เหลือหวาดกลัวจนตัวแข็งทื่อ พวกเขารอดชีวิตมาได้อย่างฉิวเฉียด หากเป็นตามปกติทั้งสามคงจะดีใจและเตรียมนึกสถานที่ฉลองหลังเสร็จงานกันแล้ว แต่ในตอนนี้พวกเขาไม่มีความคิดยินดีใด ๆ อยู่ในหัว มีเพียงคำถามหนึ่งที่วนไปมา

         

        ม้าแผงคอแดงตัวนั้นเป็นมิตรหรือไม่?

         

        คำตอบของคำถามนี้มากพอจะเปลี่ยนสถานการณ์จากสรวงสวรรค์เป็นนรกโลกันตร์ ราวกับอีกฝ่ายสามารถอ่านใจพวกเขาได้ ดวงตาที่สะท้อนกับโลหิตหันมามองพวกเขา ดวงใจของพวกเขากระตุกวูบเมื่อม้าแผงคอแดงตัวนั้นขยับเคลื่อนไหวคอของมัน

         

        ร่างม้าแผงคอแดงพุ่งทะยานอีกครั้ง กล้ามเนื้อขาของมันปูดโปนออกอย่างน่ากลัว แรงส่งที่มันใช้สมควรรุนแรงพอจะป่นพื้นไม้ราคาถูกของร้านอาหารแห่งนี้ให้กระจุย หากเมื่อร่างของมันหายไปพื้นไม้กลับไม่ปรากฏร่องรอยใดเลย

         

        ม้าแผงคอแดงโผล่ร่างกลับมาอีกครั้งด้านหลังมนุษย์ปลาครึ่งคน มันตวัดดาบอีกครั้งฟันตัดผ่านร่างทั้งสี่ในครั้งเดียว โล่แกร่งนั้นไม่มีโอกาสให้ได้ป้องกันแต่อย่างใดเมื่อม้าแผงคอแดงตัวนั้นปรากฏตัวทางด้านหลัง

         

        ฝีเท้าของมันว่องไวจนราวกับไร้เสียง มันกระโดดไต่ไปตามกำแพงทั้ง ๆ ที่สรีระม้าไม่สมควรทำได้ ดาบยักษ์ตวัดด้วยความเร็วอันน่าแปลกตา ทุกการกวัดแกว่งจะตามมาด้วยเสียงโหยหวนของโจรสลัดที่ร่างกายขาดครึ่ง เพียงไม่กี่พริบตาร้านอาหารที่เคยเป็นสมรภูมิก็คืนสู่ความเงียบ

         

        ม้าแผงคอแดงตัวนั้นเมื่อจัดการธุระของตนเรียบร้อยแล้วก็บิดขี้เกียจอย่างสบายอารมณ์ มันหันหน้ามองนักผจญภัยทั้งสามพร้อมหางที่เริ่มส่ายไปมา

         

        ———————————————————————————————————————————————————

         

        “กัปตันครับ ไอ้อาลีมันตายแล้วครับ” โจรสลัดแก่ชราคนหนึ่งเปิดประตูเข้าสู่ห้องกว้างใหญ่บริเวณหัวเรือ ภายนอกของห้องนี้นั้นเล็กแคบไม่ต่างอะไรไปจากห้องนอนธรรมดา ๆ หากแต่ภายในกลับกว้างใหญ่ดั่งบ้านหลังหนึ่ง

         

        ภายในห้องนี้ ณ ใจกลางคือรูปสลักของหญิงชราที่นั่งสมาธิอยู่ หากนิทานอยู่ที่นี่เขาย่อมจดจำมันได้ว่ามันคือสิ่งใด

         

        รูปสลักปลายวิถี สมบัติระดับผู้แสวงวิถีที่องค์ชายจันทรกานต์เป็นผู้ซื้อไปด้วยราคากว่า 6พันล้านไกอา

         

        มีความเป็นไปได้เช่นกันว่านี่จะเป็นรูปสลักปลายวิถีชิ้นอื่น เพียงแต่คนที่นอนอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวในห้องกลับเชื่อมโยงกับรูปสลักนี้ได้อย่างน่าประหลาด เขาเป็นชายวัยกลางคนที่ไว้ผมและหนวดยาวเฟื้อย

         

        ทั้งผมเผ้าและหนวดเครานั้นไม่ได้รับการดูแลจนพันกันเป็นตอ คราบของน้ำทะเลและคราบเกลือติดทั่วทั้งสรรพางค์กาย เสื้อผ้าเก่า ๆ สกปรก ๆ ของเขายิ่งเสริมภาพลักษณ์ของโจรสลัดให้เขาอย่างสมบูรณ์แบบ

         

        ดวงตาสีเขียวเข้มนั้นทั้งเมามายและเกียจคร้าน แม้จะมีลูกเรือของตนเข้ามาในห้องแล้วแต่กัปตันไดฟ์ก็ยังกระดกเหล้าในมือของตนเช่นเดิม

         

        “อาลี? ใครวะ?” กัปตันไดฟ์ถามกลับด้วยน้ำเสียงเมามาย เขาไม่แม้แต่จะลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ตัวยาวของตน

         

        “กัปตันกลุ่มโจรสลัดม้าอัคคีในสังกัดของเราครับ คนที่กัปตันให้เรือม้าอัคคีไป” ชายแก่พูดตอบกลับ น้ำเสียงของเขาทั้งนุ่มนวลและเชื่องช้า ช่วยให้กัปตันไดฟ์ที่เมามายเข้าใจได้ง่ายขึ้น

         

        “อาลี… อ้อ! ไอ้โง่นั่นตายแล้วเหรอ” กัปตันไดฟ์หลุดหัวเราะออกมา

         

        “แล้วผลลัพธ์เป็นไงบ้างชาร์ล มันได้ไปถึงเกาะมหาสมบัติมั้ย?”

         

        “ไม่ถึงครับกัปตัน กัปตันอาลีตายที่ชุมเกาะแปดกะโหลก พื้นที่ที่ใกล้กับน่านน้ำของเผ่าใต้บาดาลครับ” ชายแก่ชื่อชาร์ลส่ายหน้าตอบ

         

        “ชุมเกาะแปดกะโหลก? ไม่รู้จักว่ะ แล้วมันตายได้ยังไงล่ะนั่น หรืออวดเรือสมบัติมากเกินไปจนโดนพวกอริยะฆ่าเอา?” กัปตันไดฟ์ขยี้ตาของตนเบา ๆ ก่อนจะเด้งตัวลุกขึ้นมานั่งพิง สายตายังคงงัวเงียอยู่ไม่น้อย

         

        “จากที่รายงาน เหมือนจะโดนพวกนักผจญภัยฆ่าเอาครับ เป็นนักผจญภัยระดับบุษราคัมสามคน”

         

        “ระดับบุษราคัม ก็แค่พวกนักสลักเอกโทนี่หว่า! ไอ้อาลีมันไปโง่ตายอีท่าไหนล่ะนั่น มีเรือสมบัติอยู่กับตัวแท้ ๆ โง่บัดซบ” กัปตันไดฟ์ระเบิดเสียงหัวเราะ อานุภาพของเรือสมบัตินั้นเขาย่อมรู้ดี เมื่อกัปตันโจรสลัดมีเรือสมบัติ เพียงแค่นั้นระดับของกลุ่มโจรสลัดนั้นก็จะถือว่าแข็งแกร่งกว่าโจรสลัดระดับเดียวกันโดยสิ้นเชิง

         

        โดยเฉพาะเรือสมบัติม้าอัคคีที่มีปืนใหญ่ชีววารีและสมอเงาคลื่น สองสมบัติติดเรือนั้นสามารถใช้งานได้แม้จะอยู่ห่างจากเรือ

         

        “มีความเป็นไปได้ที่จะโดนวางแผนลอบโจมตีครับ กัปตันอาลีจงใจเผยพวกทาสของตนเองให้โจรสลัดและนักผจญภัยบนเกาะเห็น ผมคิดว่าเขาคงกะจะสังหารพวกล่าค่าหัวระหว่างทางล่ะมั้งครับ” ชาร์ลเปิดนาฬิกาพกของตน อ่านเนื้อหาภายในเกี่ยวกับกัปตันอาลีที่ได้รับรายงานมา

         

        “เผยทาส? โอ้ จริงด้วย ไอ้โง่นั่นมันไม่กลัวธงจรสินะ คงคิดว่าข้าจะคอยปิดทุกข่าวให้” กัปตันไดฟ์เลิกคิ้วน้อย ๆ ก่อนจะละความสนใจไปโดยสิ้นเชิง โจรสลัดใต้อาณัติของเขาหลายคนก็เป็นเช่นนี้ หลงระเริงคิดว่าอยู่ภายใต้ร่มธงของเขาแล้วจะปลอดภัย

         

        “ช่างหัวมัน ชาร์ล เรื่องเกาะมหาสมบัติไปถึงไหนแล้ว” กัปตันไดฟ์หยิบองุ่นบนโต๊ะโยนเข้าปาก ปรายตาเหลือบมองรูปสลักปลายวิถีอย่างลุ่มหลง

         

        “มีกลุ่มโจรสลัดหลายกลุ่มและนักผจญภัยหลายคนที่สามารถไปถึงเกาะมหาสมบัติได้แล้วครับ แต่พวกเขาไม่อาจฝ่าเข้าไปได้เลย ไม่ว่าจะเดินเรือยังไงตัวเรือก็จะแล่นออกห่างจากตัวเกาะไปเอง” ข้อมูลที่ชาร์ลเอ่ยทำให้สองตางัวเงียของกัปตันไดฟ์สว่างจ้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

         

        “การดำน้ำหรือเหินนภาก็ไม่ได้ผลเลยครับ คลื่นยักษ์จะซัดกวาดทุกคนที่เข้าใกล้ให้ถอยห่างออกไปเอง”

         

        “แล้วข้อมูลด้านภูมิศาสตร์ของเกาะล่ะ?”

         

        “ไม่มีข้อมูลครับ หนึ่งในนักผจญภัยที่มีความรู้ของทางเราบอกว่า หลังจากดำลงไปสำรวจจากระยะไกลแล้ว เกาะนี้ไม่ได้มีร่องรอยของการกำเนิดอย่างเกาะอื่น ๆ เลยครับ แถมยังเป็นเกาะลอยน้ำอีกด้วย”

         

        กัปตันไดฟ์เงียบเสียงลง ประกายความตื่นเต้นและความกระหายฉายชัดในดวงตา

         

        “เรือแล่นไม่ถึง คลื่นยักษ์ซัดคนออกจากเกาะ เกาะลอยน้ำที่ไม่รู้ที่มา น่าสนุกนี่” กัปตันไดฟ์ลุกขึ้นยืน เศษอาหารและซากสิ่งสกปรกมากมายร่วงลงจากร่าง

         

        “ควบคุมกระแสน้ำ ครอบครองผืนสมุทร รังสรรค์เกาะขึ้นมาจากความว่างเปล่า ไม่ผิดแน่แล้วล่ะชาร์ล” กัปตันไดฟ์พูดอย่างตื่นเต้น พลังจิตวิญญาณระดับอริยะขั้นปลายระเบิดออกจากร่าง

         

        พลังจิตวิญญาณเหล่านั้นถูกรูปสลักปลายวิถีดูดซึมเข้าไปในพริบตา ครู่ต่อมาม่านอาคมสีน้ำเงินเข้มราวกับน้ำทะเลก็แผ่กระจายออก มันกลับไม่ใช่ม่านอาคมขนาดใหญ่ดังที่เคยสำแดงในงานประมูล แต่เป็นม่านอาคมเล็ก ๆ ขนาดเพียงไม่กี่เมตรที่ปกคลุมกัปตันไดฟ์และชาร์ลไว้ภายใน

         

        ความหนาแน่นของม่านอาคมนี้สูงส่งยิ่งกว่าสิ่งใด เป็นผนึกแห่งห้วงลึกที่กันมิให้สิ่งใดเข้ามาหรือออกไป เมื่อปกปิดจนมั่นใจแล้ว กัปตันไดฟ์คว้าหมวกของตนขึ้นมาสวม โยนมีดปักไปยังแผนที่

         

        จุดที่ปลายแผนที่ปักนั้นคือตำแหน่งหนึ่งทางตอนใต้ของอ่าวใต้บาดาล จุดที่ไม่ปรากฏชื่อของน่านน้ำ

         

        “เกาะมหาสมบัตินั่นเกี่ยวข้องกับราชาโจรสลัดอย่างแน่นอน!” กัปตันไดฟ์หัวเราะลั่น นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้ตื่นเต้นถึงเพียงนี้

         

        “จะไปเหรอครับกัปตัน?”

         

        “แหงสิวะ! ข้าติดแหง็กอยู่ที่ระดับนักสลักเบญจมาตั้งกี่ปีแล้ว! เกาะมหาสมบัติของราชาโจรสลัด หากจะมีสักที่ที่สามารถช่วยให้ข้าผสานคำทั้ง 5 ขึ้นเป็นผู้แสวงวิถีได้มันก็ต้องเป็นที่นั่น! ขอเพียงขึ้นเป็นผู้แสวงวิถี...ข้าก็มั่นใจว่าข้าสามารถค้นพบวิถีของข้าได้!” กัปตันไดฟ์สองตาลุกโชน ทั่วทั้งม่านอาคมสั่นสะท้านจากพลังจิตวิญญาณของกัปตันไดฟ์

         

        “ราชาโจรสลัดแห่งน่านน้ำใต้ ข้าไม่รู้หรอกนะว่าท่านคิดสิ่งใดจึงได้สร้างเกาะแห่งนั้นขึ้นมา แต่ในฐานะโจรสลัดเหมือนกันแล้ว นี่มันคือคำเชื้อเชิญชัด ๆ!”


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน