After apocalypse saga บทที่ 4 ตอนที่ 1
ผมยืนมองผู้คนด้วยสายตาเ็า จากการกระทำของพวกผมนั้นนับว่าโเี้อย่างมาก ถึงใจจริงผมไม่้าใช้กำลังกับพวกเขา แต่ถ้าไม่มีการเชือดไก่ให้ดู ลิงเหล่านี้มีหรือจะยอมเชื่อฟัง
“เอาล่ะครับ ผมมีเวลาให้พวกคุณ 3 วันว่าจะเลือกใครมาเป็เ้าเมืองคนใหม่ แล้วผมจะไปรอเ้าเมืองคนนั้นที่เมืองภูเพชร เพื่อตกลงและพูดคุยกันอีกครั้ง” จากนั้นพวกผมทั้งหมดจึงเดินออกจากเมืองธงชัยไปสมทบกับกองทหารที่อยู่หน้าเมืองเพื่อเดินทางกลับเมืองภูเพชร
หลังจากกลับมาถึงเมืองภูเพชรข่าวการสังหารโหดทัพเมืองธงชัยบนที่ราบทุ่งหญ้าได้กระจายไปทั่วทั้งเมือง โดยเฉพาะเรืองเกี่ยวกับการปลดปล่อยพลังพิเศษเหนือธรรมชาติที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นที่ถูกพวกผมเรียกว่าเวทมนต์ พอยิ่งทราบว่าพลังเหล่านี้เ้าเมืองและชนะวินเองก็สามารถใช้ได้ ทำให้หลายคนอยากจะเดินทางไปเมืองสยามเและนิวมูนเพื่อเติมเต็มความใฝ่ฝัน ซึ่งเื่นี้นั้นผมเคยบอกต่อเหล่าผู้าุโของเมืองไปแล้วว่าสามารถส่งคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งไปศึกษายังเมืองสยามหรือนิวมูนได้ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เวทมนต์ โดยเฉพาะที่เกาะนิวมูน ทำให้เด็ก ๆ หลายคนที่เมื่อก่อนไม่ค่อยตั้งใจเล่าเรียนในสิ่งที่ผมสอนสั่ง กลับมามีความกระตือรือร้นตั้งใจเล่าเรียนขึ้นมาทันที เพราะเ้าเมืองของพวกเขาประกาศออกไปว่า ผู้ที่มีความสามารถมากสุด 15 คนจะได้เดินทางไปเมืองหลวงของนิวมูน และอีก 15 คนถัดมาจะได้เดินทางไปเมืองหลวงของสยาม เพื่อศึกษาเล่าเรียนเกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ตลอดจนการใช้เวทมนต์
ส่วนเวทมนต์ที่ผมสอนชนะวินกับเ้าเมืองนั้นเป็เวทมนต์ที่ชนิดส่งผ่านตัวขยาย ซึ่งก็คือผลึกควอตซ์ที่บรรจุพลังเวทมนต์จากพวกผมเก็บไว้ให้พวกเขาได้ใช้นั่นเอง มันจึงมีข้อจำกัดในด้านพลังและรูปแบบการใช้งาน เพราะอย่างไรพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้มีพลังเวทมนต์โดยกำเนิด แต่เป็เพียงผู้ควบคุมเวทมนต์เท่านั้น ซึ่งจะมีเพียงลูกหลานรุ่นถัดไปของพวกเขาที่จะถือกำเนิดมาเป็ผู้มีพลังเวทมนต์
3 วันถัดมาเ้าเมืองคนใหม่เมืองธงชัยได้เดินทางมายังเมืองภูเพชร คนที่เป็เ้าเมืองคืออานนท์ รองเ้าเมืองธงชัยก่อนหน้านี้เอง แต่กว่าที่เขาจะได้มาเป็เ้าเมืองนั้นก็ยากลำบากอยู่พอสมควร เพราะในเมืองธงชัยได้แบ่งเป็ 2 ฝ่าย กลุ่มเกรงกลัวและกลุ่มต่อต้าน โชคดีที่ฝ่ายต่อต้านส่วนมากโดนกำจัดไปเกือบหมด โดยเฉพาะกำลังผลทหารที่พวกเขาสูญเสียไปบนที่ราบทุ่งหญ้า ทำให้ฝ่ายรองเ้าเมืองสามารถผลักดันกลุ่มของตนเองขึ้นมามีอำนาจได้ โดยเฉพาะลูกสาวของเขาที่ชื่อลูกจันทร์ ถึงเธอจะเป็ผู้หญิงแต่ก็มีความสามารถสูงเกินเพศชายหลายคน ส่วนฝ่ายต่อต้านที่แพ้นั้นพวกเขาได้หลบหนีออกจากเมืองธงชัยไปทางเหนือ ทำให้พวกผมได้ทราบว่าขึ้นไปทางเหนือประมาณ 6 เดือน จะมีเมืองเล็กอีกเมือง ซึ่งไม่ใช่ชาวไทย เพราะพวกเขามีภาษาที่แตกต่างจากชาวเมืองธงชัยที่ยากที่จะพูดคุยหลังจากหน่วยสำรวจกลับมาบอกข่าว อดีตเ้าเมืองธงชัยจึงได้ยกทัพไปตีเมืองนั้นและยึดเมืองนั้นเป็เมืองขึ้นมาได้ และพวกเขาจึงได้ส่งลูกชายอีกคนของเ้าเมืองธงชัยเข้าขึ้นไปปกครองและดูแลเมืองนั้น ซึ่งเื่นี้เป็สิ่งที่ชาวเมืองภูเพชรไม่ทราบมาก่อน หากยังเป็แบบนี้อีกไม่นานลูกชายของอดีตเ้าเมืองจะต้องยกทัพกลับมาบุกยึดเมืองธงชัยคืน ซึ่งจะก่อความสูญเสียโดยใช่เหตุ จากข้อมูลที่ผมได้ฟังมานั้นจึงตั้งข้อสันนิษฐานขึ้นมาได้ว่าพวกเขาจะไม่บุกกลับมาตีเมืองธงชัยทันที แต่จะต้องสะสมกองกำลังของตัวเองจำนวนหนึ่งก่อนเพื่อใช้ทำศึก พอถึงเวลานั้นธนชาติคงได้นำผู้คนกลับมาแล้ว พวกผมจะรีบออกเดินทางขึ้นเหนือไปจัดการกับพวกที่หลบหนีไป
การพูดคุยของผมกับเ้าเมืองทั้ง 2 คือการเสนอให้ทั้งสองเมืองทำสัญญาสงบศึกระหว่างกันเพื่อแลกเปลี่ยนกับความรู้และพลัง เพราะอย่างไรเมืองทั้งสองก็มาจากกลุ่มคนที่ช่วยกันก่อตั้งอารยธรรมมาใหม่ขึ้นมาด้วยกัน มันจึงทำให้ทั้งเมืองกลับมาเป็ดังเช่นครั้งก่อนได้ไม่ยาก และเมื่อตัวปัญหาได้ถูกกำจัดและหลบหนีไปแล้วนั้น ทำให้เมืองธงชัยกับเมืองภูเพชร เกิดปัญหาเช่นครั้งเก่าได้ยาก ยิ่งเมื่อลูกจันทร์ได้อาสามาอยู่อาศัยที่เมืองภูเพชรเพื่อศึกษาวิชาการต่าง ๆ ที่พวกผมสอนสั่ง มันยิ่งทำให้เมืองทั้งสองมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ไม่นานชนะวินและลูกจันทร์ทั้งสองคนก็ตกหลุมรักกันและกัน จึงทำให้เกิดการหมั่นหมายขึ้นมาของทั้งสองเมือง นั้นยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ไปในทางที่ดีกว่าเดิม
ปี A.A. 428…
เกือบ 3 ปีที่ผมและหน่วยสำรวจได้พักอาศัยในเมืองภูเพชรและเมืองธงชัย เพื่อช่วยเหลือทางด้านวิชาความรู้ให้กับเมืองทั้ง 2 ในที่สุดคณะของธนชาติได้เดินทางกลับมาจากเมืองหลวงสยามนคร โดยในคณะที่เดินทางมานั้นมี ชาวนิวมูนและชาวสยามอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกส่งตัวมาประจำที่เมืองภูเพชรแห่งนี้ โดยพวกเขาคือนักวิชาการและทหาร รวมถึงนักบวชของศาสนาทั้ง 2 เพื่อมาเผยแผ่ความเชื่อไว้เป็ศูนย์รวมจิตใจ เพราะอย่างไรเสียศาสนาทั้ง 2 นี้ต่างมุ่งเน้นสอนสั่งให้คนทำความดีทั้งสิ้นและไม่้าให้เกิดการเบียดเบียนต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ถึงศาสนาอีเด็นจะเกิดขึ้นมาได้ไม่นาน แต่มันก็เกิดจากการนำข้อดีของทุกศาสนาบนโลกเก่ามาผสมผสานจนเกิดขึ้นมา ส่วนทางศาสนาพุทธนั้นถึงจะเป็ศาสนาชาวไทยเก่า แต่ก็ไม่ได้เหมือนศาสนาพุทธเดิมที่โลกเช่นกัน เพราะพวกเขาไม่มีพระภิกษุสงฆ์เผยแผ่หลักธรรม จึงนับว่าเป็ศาสนาพุทธที่เกิดขึ้นโดยฆรวาสชาวพุทธเท่านั้น พวกเขาจึงเรียกศาสนาพุทธใหม่นี่ว่า “ฆรวาสธรรมพุทธ” โดยเน้นที่ศีล 5 เป็หลักยึดมั่น รวมถึงหลักธรรมของฆรวาสธรรม 4 มาใช้ด้วยที่กล่าวถึง สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ตลอดจนนำเอาอริยสัจสี่เป็หลักธรรมชี้นำ โชคยังดีที่บรรพบุรุษชาวไทยที่อพยพรุ่นแรกนั้นได้หอบเอาตู้พระไตรปิฎกมาด้วย หนังสือเ่าั้จึงเป็ส่วนสำคัญที่ไว้ใช้อ้างอิงในศาสนาพุทธใหม่บนดาว eDEN009876
น้ำพุแห่งความเยาวัยที่ธนชาติและนักบวชนำมานั้นนับว่ามากพอให้ทั้งกลุ่มผู้นำของทั้ง 2 เมืองได้ใช้ และเหลือเก็บไว้ให้นักบวชที่มาประจำโบสถ์อีเดนไว้ใช้ประกอบพิธีกรรม ตลอด 3 ปีที่รอคอยคณะของธนชาติ ผมได้ขอให้เ้าเมืองก่อสร้างโบสถ์ตามรูปแบบของอีเดนไว้แล้ว ถึงจะไม่ได้ใหญ่โต แต่ก็เป็ไปตามรูปแบบโบสถ์ใหญ่ ๆ ตามเมืองสำคัญ ๆ ถึงอย่างไรผมก็เคยเป็ถึงผู้นำสูงสุดของศาสนานี้ ก่อนจะลอบลดตำแหน่งตัวเองแล้วหนีออกมาสำรวจโลกเช่นในปัจจุบัน น้ำพุแห่งความเยาวัยในส่วนที่ธนชาตินำมานั้นผมได้ใช้ส่วนของผมที่เก็บเกี่ยวมาตลอดหลายปีเสริมจำนวนเข้าไป เพราะผมนึกถึงอนาคตที่อาจเกิดขึ้นกับเมืองแนวชายแดน ที่ไม่รู้ว่าต่อไปข้างหน้าจะเกิดาแผ่ขยายอำนาจหรือไม่ แต่ถ้าชาวเมืองภูเพชรและเมืองธงชัยมีกองกำลังที่เข้มแข็งและแข็งแกร่งไว้ ป้องกันอย่างน้อย ๆ พวกเขาก็ยังจะสามารถต่อต้านกองกำลังอื่นที่พยายามจะบุกรุกเข้ามาได้ในอนาคต ผมจึงคัดเลือก เด็กรุ่นใหม่ที่ผมสอนสั่งและสังเกตพฤติกรรมมาตลอดเป็ผู้รับพลังของน้ำพุเหล่านี้ไป
ก่อนที่ผมจะออกเดินทางต่อ เ้าเมืองทั้ง 2 ก็สามารถคัดเลือกคนที่จะเดินทางไปเมืองหลวงของทั้ง 2 อาณาจักรได้แล้ว ในจำนวนนั้นมีชนะวินและลูกจันทร์อยู่ด้วย โดยพวกเขาได้ออกเดินทางไปก่อนพวกผมทั้ง 31 คนก่อน 7 วัน ส่วนพวกผมนั้นมีจุดหมายปลายทางต่อไปที่เมืองซึ่งถูกลูกชายของอดีตเ้าเมืองธงชัยปกครองอยู่
การเดินทางขึ้นเหนือในครั้งนี้พวกเราได้รับแผ่นที่จากเ้าเมืองธงชัยมาแล้ว พวกเราเพียงเดินตามเส้นทางที่พวกเขาเคยบุกเบิกไว้ ถึงจะไม่ลำบากเช่นครั้งที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างนั้นตลอด 2 ปี เส้นทางเกวียนจากเมืองธงชัยไปเมืองถัดไป มันมีหญ้ารกทึบขึ้นมาอยู่ดี สัตว์ป่าท้องถิ่นก็มีมากนับว่าเป็อุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะเ้าเสือหมีแพนด้าที่พวกผมต้องพบเจอพวกมันตลอด 1 เดือนต่อ 1 ตัวเลยก็ว่าได้ จนผมอยากรู้แล้วว่าพวกที่หลบหนีออกจากเมืองธงชัยในครั้งนั้นพวกเขาจะเหลือกันกี่คนเมื่อตอนไปถึงเมืองถัดไป
ปี A.A. 429
ในที่สุดคณะสำรวจทวีปของผมก็เดินทางมาถึงแนวเขตเมืองใหม่ ที่ระบุไว้ตามแผ่นที่ จากคำบอกเล่าของเ้าเมืองธงชัย พวกเขาคล้ายจะเป็ชาวแขกอินเดียของโลกเก่าพวกเรา จากข้อมูลเบื้องต้นนั้นผมทราบแค่ว่าพวกเขามีการปกครองแบบวรรณะเช่นโลกเก่า และมีศาสนาฮินดูเป็ศาสนาประจำเมือง ผมเดินลัดเลาะไปตามลำแม่น้ำเส้นใหญ่ ไม่นานก็เห็นเขตกำแพงดินที่เป็แนวอาณาเขตของเมือง มันคงยากที่ผมไม่รู้จักภาษาของพวกเขา แต่ก็มีบางส่วนของคนในเมืองที่ได้เรียนรู้การพูดคุยภาษาไทย พวกเราเดินตามลำน้ำไม่นานก็พบเข้ากับคนจำนวนหนึ่งที่กำลังลงแช่น้ำคล้ายกำลังชำระร่างกาย หรือประกอบพิธีกรรมบางอย่าง ซึ่งผมไม่แน่ใจกับสิ่งที่พบเห็น จากความรู้โลกเดิมนั้นผมมีความรู้เกี่ยวกับประเทศนี้น้อยมาก ส่วนมากจะมาจากการเรียนในสมัยเป็เด็กในวิชาสังคมศึกษา ผมจดจำได้ว่าประเทศอินเดียนั้นประกอบด้วยหลายศาสนาและความเชื่อ แต่ศาสนาฮินดูนั้นมีมาก ในจำนวนสิ่งที่ผมจำได้คือเื่วรรณะ แต่ผมไม่แน่ใจว่าพวกเราจะยังใช้พวกมันอ้างอิงเช่นในโลกเก่าของพวกเราได้หรือไม่ เพราะจากความรู้เดิมนั้น วรรณะทั้ง 4 จากสูงไปต่ำได้ คือ พราหมณ์ กษัตริย์ ไวศยะหรือแพศย์ และศูทร นอกจากนี้ยังมีวรรณแยกย่อยอีกมากมาย แต่ผมรู้จักแค่วรรณะจัณฑาลที่บอกว่าต่ำจนถูกเหยียดหยาม ซึ่งผมหวังว่าจะไม่พบเจอวรรณะนี้ในโลกแห่งนี้
คนของผมเดินเข้าไปพูดคุยด้วยภาษากลางที่เรียนรู้มาจากมนุษย์ต่างดาว ภาษาอังกฤษ จนมาถึงภาษาไทย พวกเราก็ยังไม่สามารถสื่อสารกันได้ จนชายชราคนนั้นโบกมือโบกไม้ไปทางกำแพงดินของเมือง พอผมหันไปมองก็พบเห็นกลุ่มคนที่มองกลับมาทางพวกผมเช่นกัน พวกเราตัดสินใจเดินไปทางเมืองนั้นหายังกลุ่มคนที่ดูอย่างไรก็เป็ทหารหรือคนเฝ้าทางเข้าเมือง ธนชาติเป็คนที่เข้าไปพูดคุยด้วยภาษาต่าง ๆ จนถึงภาษไทยพวกนั้นจึงสามารถพูดตอบโต้ได้ แต่สำเนียงนั้นก็ไม่ชัดเจนนัก พวกผมรู้ตัวว่ามีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะพวกผมไม่รู้เลยว่าพวกที่หลบหนีมาก่อนหน้านี้ จะวางแผนรับมือเื่พวกผมหรือไม่
“ขอโทษครับ พวกเราเป็นักเดินทางมาจากดินแดนที่อยู่ทางใต้ เพื่อทำความรู้จักพวกท่านและหวังที่จะได้เป็มิตรต่อกัน” ธนชาติพูดไปตามบทที่เตรียมเอาไว้
“พวกท่านไม่ได้มาจากเมืองธงชัยหรือ” นายทหารคนที่พูดภาษาไทยได้ถาม
“ไม่ครับ พวกเราเดินทางมาจากเมืองสยามนคร ในพวกเราบางส่วนก็มาจากเมืองนิวมูน” ธนชาติตอบไป
“ไม่เคยได้ยิน คงอยู่ไกลจากเมืองธงชัยมาก หากพวกคุณจะเข้าเมือง จะต้องเสียเงินเป็ค่าเข้าเมือง” ทหารคนเดิมบอก
“น้องชายพวกเราไม่มีเงินของเมืองพวกคุณ พวกเราสามารถใช้อะไรแลกเปลี่ยนแทนเงินได้หรือไม่”
“อืม ถ้าเช่นนั้นพวกท่านมีสิ่งนี้หรือไม่”
นายทหารก็นำก้อนทองคำออกมาให้พวกเราดู พวกผมรู้ดีว่าทองคำในโลกนี้ยังเป็สิ่งหายากเช่นเดียวกับโลกใบเก่า และพวกมันคล้ายถูกปลูกฝั่งลึกลงในจิตใจมนุษย์ไปแล้วว่าพวกมันเป็สิ่งมีค่า จากนั้นธนชาติได้นำทองก้อนหนึ่งออกมา มันใหญ่กว่าของทหารเล็กน้อย พวกเรามีพวกมันพอควรจากเหมืองที่ได้จากเหมืองทองกาญจนบุรี แต่ถึงแบบนั้นธนชาติก็บอกกับนายทหารไปว่า
“พวกเราทั้งกลุ่มมีสิ่งนี้อยู่พอดี โชคดีได้มันมาจากเมืองก่อนหน้า ตอนแลกเปลี่ยนสิ่งของ จึงได้รับพวกมันมา 1 อัน ไม่รู้ว่าจะเพียงพอต่อพวกเราทั้ง 31 คนไหม” ธนชาติพูดด้วยสีหน้าชั่งใจ
“เพียงพอ พวกคุณเข้าเมืองได้ หากพวกคุณมองหาที่พัก ให้เดินไปตามทางเส้นนี้เมื่อเจอทางแยก ให้ไปทางซ้ายจะมีโรงพักแรมให้พวกเหล่าพ่อค้าอาศัยพัก แต่ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจว่า พวกเขายังจะรับพวกท่านเข้าพักหรือไม่ เพราะตอนนี้ที่นั่นเป็สถานให้บริการหญิงสาว พวกคุณลองไปติดต่อดู ผมช่วยได้เท่านี้” แล้วนายทหารก็เปิดทางให้พวกผมเดินผ่านเข้าไป
“น้องชายว่าแต่เมืองนี้มีชื่อว่าอะไร” ธนชาติที่ยังรั้งรออยู่ถามออกไป
“ยินดีตอนรับสู่เมือง สุรักชิต” ทหารคนนั้นเพียงยิ้มให้หลังพูดจบ