อี้เฉินที่สวมผ้าคลุมดำ ซ่อนเร้นกาย ตามกลุ่มคนสวมชุดคลุมดำร่วมๆ 10ชีวิต เข้าไปภายในเขตแดนศัตรู พร้อมกับปราณพลัง ที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างดี ครั้นเมื่ออี้เฉินเห็นรอยยิ้ม ภายใต้ผ้าคลุมดำนั้น เขาก็มั่นใจได้ในทันใดว่า ต้องเป็นกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง ที่ลอบกัดเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามติดพวกเขาเหล่านั้นไป ..เพียงเวลาไม่ถึงชั่วยาม อี้เฉินก็ต้องแปลกใจ กล่าวพูดพึมพำออกมา น้อยๆ ในทันใด เมื่อเห็นชายผู้หนึ่งสืบฝีเท้า เข้ามาหากลุ่มคนเหล่านั้น ด้วยตนเอง “หืม! ชายผู้นั้นเขาเป็นใครกัน ที่มารับหน้ากลุ่มคน สวมชุดคลุมดำ”
อี้เฉินที่มองปาดเดียว เขาดูออกในทันทีว่า ชายหนุ่มที่ปลดปล่อยเปลวเพลิง ลุกท่วมสารพางค์กาย ให้ความรู้สึกที่น่าคร้ามเกรง แฝงไว้ด้วยอันตรายอย่างเด่นชัด แววตาดุร้ายคู่นั้น ราวกับจะสะกดหัวใจ ให้ผู้คนหวาดกลัวได้ เขาจะต้องเป็นคนระดับสูง ของศัตรูต่างดินแดน อย่างไม่ต้องสงสัย แต่เหตุใดพวกเขามาพูดคุยกัน ในช่วงเวลาสงครามเช่นนี้ มันยิ่งทำให้อี้เฉิน เริ่มเกิดความสงสัยใคร่รู้เข้าไปใหญ่

อี้เฉินจึงอยากจะได้ยินบทสนทนา ของพวกเขาเหล่านั้นเป็นอย่างมาก ทว่ายามนี้เขาได้แค่บันทึกภาพ และเฝ้ามองอยู่ห่างๆ เท่านั้น ก่อนที่พวกเขาจะหยุดพูดคุยกัน แล้วสืบฝีเท้าเข้าไป ด้านในบริเวณส่วนลึก ของเขตทะเลมืด หยงหย่วน
มันจึงทำให้อี้เฉินที่เห็นอีกฟากหนึ่ง ของทะเลมืด สีดำสนิท ดุจหมึกของพู่กัน มันก็ทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้าน นึกถึงยามที่ หลินจี กล่าวเตือนเขาขึ้นมาในทันใด
ก่อนอี้เฉินจะสลัดความคิดฟุ้งซ่าน ออกไปจากหัวสมอง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเขา อี้เฉินจึงเร้นกาย ตามติดพวกเขาไปห่างๆ ด้วยเวลาที่ใกล้พกค่ำ ฟ้าเริ่มมืดเข้าไปทุกที แต่การต่อสู้ศึก ที่ยืดเยื้อยาวนาน เองก็ยังดังก้องออกมาไม่ขาด ส่งแรงกระเพื้อมไหวออกไปทั่วอาณา แม้แต่อี้เฉิน ที่ออกห่างจากเขตสู้รบ มานานยังรับรู้ถึงแรงสั่นไหว เขาจึงได้แต่ส่ายหัวออกมา น้อยๆ
หลังจากที่อี้เฉินตามกลุ่มคนสวมชุดคลุมดำ มาร่วมๆ 3วัน ผ่านค่ายศัตรูต่างดินแดน มาสองถึงสามแห่ง เขาถึงกลับต้องหน้ามืดทะมึน เมื่อระยะทาง ที่ตัวอี้เฉินเข้ามา ภายในเขตแดนศัตรู ลึกเป็นอย่างมาก จนเริ่มมองเห็นทะเลมืด ดำสนิทดุจหมึก อย่างแจ่มชัด ทำให้หัวใจของเขาที่มองทอดยาวออกไปไกล หัวใจเต้น ตึกตัก ขึ้นมาโดยพลัน
ก่อนน้ำเสียง ชายหนุ่มสายตาดุร้าย ที่ทำหน้าที่นำทางกลุ่มคนสวมชุดคลุมดำ จะหยุดฝีเท้ากะทันหัน แค่นเสียงกล่าวพูดขึ้นมา “พวกเจ้า ก่อนจะมายังจุดนัดหมาย พวกเจ้า ได้ตรวจดูถี่ถ้วนหรือเปล่า ว่าไม่มีใครตามพวกเจ้ามา”
ครั้นชายหนุ่มกล่าวพูดเสร็จสิ้น เขาหันกลับไปมองทิศทางด้านหลัง ที่พวกเขาจากมาในทันใด เมื่อสายตาอันแหลมคมกวาดออกไปรอบๆ ชั่วครู่
...น้ำเสียงชายชรา ภายในผ้าคลุมดำผู้หนึ่ง เขากล่าวพูดออกมาในทันใด “ท่านระแวง มากเกินไปหรือเปล่า เห็นๆ อยู่ไม่มีสิ่งใด อยู่รอบบริเวณที่พวกเราอยู่แม้แต่น้อย”
ก่อนน้ำเสียงชายหนุ่ม จะกล่าวพูด เหมือนชายผู้นี้ เขาจะเป็นหัวหน้ากลุ่มคนสวมชุดคลุมดำ “คนโปรดของจักรพรรดิสามตา ลู่ซือจ่าน ท่านนำทางเถอะ ข้าไม่อยากเสียเวลา”
ลู่ซือจ่าน ครั้นได้ยินเขาส่ายหัวออกมา ก่อนจะละสายตา จากทิศทางที่อี้เฉินอยู่ กล่าวพูดพึมพำออกมา “ช่างเถอะ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้า หากผู้คนดินแดนเทพ รู้ตัวตนของพวกเจ้า พวกข้าเองก็ไม่ได้ เดือดร้อนแต่อย่างใด” ก่อนเขาจะสืบฝีเท้านำทางออกไป ทิศทางเบื้องหน้า
อี้เฉินที่ซ่อนตัวอยู่ที่ไกลๆ เขาถึงกับผ่อนลมหายใจออกมาน้อยๆ นึกว่าตัวตนของเขา ถูกเปิดเผยขึ้นมาเสียแล้ว ไม่คิดว่า ไอ้ชายหนุ่มที่มีริ้วคลื่น เปลวเพลิงลุกท่วม จะมีจิตสัมผัสที่เฉียบคมเช่นนี้
อี้เฉินจึงต้องระวังการติดตาม พวกเขาเหล่านั้นให้มากขึ้น ยามนี้เขาไม่มีทางให้ถอยกลับไปมือเปล่าอีกแล้ว มีเพียงแต่ต้องรู้ตัวตน ของพวกเขาเหล่านั้น เป็นใครมาทำอะไร ภายในเขตแดนของศัตรูกันแน่
ทิศทาง ทะเลทราย ซินเจียง การต่อสู้เป็นไปด้วยความดุเดือด เลือดพล่าน กินเวลาไปถึง3วันเต็ม ส่งให้เกิดภาพสวรรค์ ร่ำไห้ร้องโหยหวน จากขั้นราชันสวรรค์ ที่ตายตกไปหลายคน จนรอบบริเวณเขตทะเลทราย ในยามนี้เต็มไปด้วย โลหิตที่หลั่งไหล สาดกระเซ็น อาบย้อมทะเลทรายสีทอง จนแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน
ชายชราอี้โหว ที่ต่อสู้ศึกกับบรรพบุรุษชรา ต้าหมิง เริ่มที่จะเสียเปรียบอย่างหนัก ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล คราบเลือด เปรอะเปื้อนไปทั่วชุดเกาะ กระบองทองที่เขาถือ ครั้นคิดจะต่อสู้จนตัวตาย แต่เมื่อหันไปมองภาพการสู้รบ รอบๆ พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของผู้คน เขาจึงจำใจ ต้องสั่งถอนกำลัง
“พวกเราถอยกลับไปตั้งมั่น ภายในปราการทมิฬ ก่อนเร็วเข้า”
มีผู้อาวุโสชรา หลายคนอยากจะกล่าวค้าน หากพวกเขายันศัตรูเบื้องหน้านี้ไม่ได้ ทะเลทราย ซินเจียง จะกลายเป็นปราการสุดท้าย ก่อนที่จะถึงประตูบ้านของพวกเขา
ทว่าเมื่อพวกเขากวาดสายตา มองไปรอบๆ เห็นผู้คนบาดเจ็บ พร้อมจะตายตกอีกในไม่ช้า คำพูดเหล่านั้นถูกพวกเขาเหล่าผู้อาวุโสชรา กลืนคำพูดลงคอไปจนสิ้น
ด้านหัวหน้าองครักษ์ หยุน ฟ่านซื่อ ที่จะฆ่าสังหารชายชรา คุมยอดเขาสวรรค์ ได้อยู่แล้วเขาไม่ยินยอม ที่จะปล่อยชายแก่ จากไปง่ายๆ ทว่าเมื่อคิดจะลงมือพุ่งออกไป ไล่ล่าฆ่าสังหาร น้ำเสียงที่ทรงพลัง ของชายชรา ต้าหมิงก็คำรามออกมาดังก้อง
“เจ้าถอยกลับมาเสีย หัวหน้าองครักษ์ หยุน ฟ่านซื่อ ไม่ช้าพวกเราก็จะไปเยือนหน้าบ้าน ของพวกเขาอยู่แล้ว จะรีบร้อนไปทำไม”
หยุน ฟ่านซื่อ เขามีท่าทางไม่พอใจเป็นอย่างมาก ทว่าคำสั่งของนายกองถือเป็นคำขาด แต่ในใจลึกๆ กลับไม่สบอารมณ์ จักรวรรดิหวงตี้ ไม่น้อย คราวก่อนก็ที ที่จักรพรรดิ ศาสตรา ไม่ช่วยเขาลงมือ ฆ่าสังหารอี้เฉิน คราวนี้ก็เป็นคนของเขาอีกเช่นกัน ที่ออกคำสั่งห้ามปราม
หากจักรพรรดิเพลิง อันหลาน ไม่สูญเสียอำนาจ ขั้นพลังตกหล่น จากขั้นจักรพรรดิ มีหรือพวกเขา จะกล้ากำเริบเสิบสานกับ จักรวรรดิซูถู ของพวกเรา
ด้านกลุ่มคนดินแดนเทพ ที่ถอยทัพออกไป ด้วยความน่าอดสู พร้อมกับใบหน้าที่ก้มลงพื้น ราวกับไม่กล้าสู้หน้าใคร จากไปด้วยบาดแผล พร้อมกับความหวาดกลัวครั้งใหญ่
ทว่าท่ามกลางความมืดหม่นนั้น กลับมีสายตาคู่งาม กวาดสายตาออกไปรอบๆ ตามหาอี้เฉิน ทว่าเมื่อองค์หญิงอี้ฟางหรง ไม่พบเห็นอี้เฉินอยู่ในกรอบสายตา มันก็ทำให้ห่างตา ของนางมีน้ำใสไหลซึม ออกมาน้อยๆ ไม่อาจเก็บซ่อนความเสียใจเอาไว้ได้ “ไอ้น้องเวร อย่าบอกนะว่าเจ้าตายตกไปแล้ว”
……
อี้เฉินที่ตามติดกลุ่มคนสวมชุดคลุมดำ ครั้นเขารับรู้ การต่อสู้ได้ยุติลง เขาจึงได้แค่ผ่อนลมหายใจออกมา ทว่าเมื่ออี้เฉินเห็น เขตที่ราบอันกว้างใหญ่ อยู่บริเวณเบื้องหน้า ติดกับเขตชายแดนของเขตศัตรู เต็มไปด้วยกระโจมหนังสัตว์ พร้อมกับนักรบ นับไม่ถ้วน อยู่ยังสถานที่แห่งนี้
อี้เฉินหน้ามืดทะมึนขึ้นมาในทันที ว่ากองกำลังที่พวกเขา ออกไปต่อสู้ เป็นเพียงกองกำลังส่วนหนึ่ง ของพวกเขาเหล่าคนทวีปมืด เท่านั้น แถมบริเวณแห่งนี้ ยังเต็มไปด้วยผู้อาวุโส พร้อมกับกลุ่มก้อนของ ปราณพลังที่หนาแน่น มันจึงทำให้อี้เฉินหัวใจสั่นสะท้านไม่น้อย
ทว่าก็ยังดีที่เป็นพื้นที่ ที่มีความชุลมุนวุ่นวาย พอที่จะให้อี้เฉินแฝงตัว หลบซ่อนเข้าไป ท่ามกลางหมู่ชนได้บ้าง ครั้นอี้เฉินเปิดผ้าคลุมดำ สลักแต้มสีดำกลางหว่างคิ้ว เฉกเช่น พวกศัตรูต่างดินแดน ลอบเร้น เข้าไปอย่างง่ายดาย ด้วยสายตาที่ดุร้ายของเขา มันจึงเข้ากับศัตรูเหล่านั้นไม่น้อย
ทว่าเมื่ออี้เฉินเห็นสายตาแปลกๆ จากพวกผู้อาวุโส เหล่านั้นมองมาที่ตัวเขาอย่างไม่วางตา ‘หรือว่า ข้าถูกพวกเขาจับได้แล้ว’
ผู้อาวุโสที่ปรายตามองอี้เฉินกล่าวพูดพึมพำ ออกมาเล็กน้อย ก่อนจะละสายตาจากอี้เฉิน “ไอ้หนุ่มนี้ กลิ่นอายช่างแปลกชอบกล แต่จิตสังหารช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก”
อี้เฉินยิ่งเดินตาม พวกกลุ่มคนสวมชุดคลุมดำเข้าไป เขายิ่งหัวใจเต้นตึกตักไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่เมื่อเห็นพวกผู้อาวุโส ที่จ้องมาหลายคน เก็บสายตากลับไป เขาจึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมา แล้วเร่งฝีเท้าตามกลุ่มคน สวมชุดคลุมดำไป
เมื่ออี้เฉินเหลือบไปเห็น กลุ่มคนสวมชุดคลุมดำ เข้าไปภายในกระโจมที่พักหลังใหญ่ เขาไม่รอช้า ลัดเลาะเส้นทางที่จะเข้าไป สืบเสาะในทันใด