คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    ป้อมปราการใหม่

    ติ๊ง

    เสียงระฆังแก้วใสกังวานดังก้องในความมืด ปลุกสติสัมปชัญญะที่หลับใหลให้ตื่นฟื้นจากการหลับใหลอันยาวนาน

    เฮือก!

    อคินกระชากลมหายใจเข้าปอดอย่างรุนแรง หน้าอกกระเพื่อมไหวราวกับคนที่เพิ่งทะลึ่งพรวดพ้นผิวน้ำเพื่อไขว่คว้าหาอากาศ 

    ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านไปทั่วร่าง เหมือนวิญญาณเพิ่งถูกยัดกลับลงในภาชนะเนื้อหนังอย่างหยาบกระด้าง

    เขาลืมตาโพลง... ภาพแรกที่เห็นคือเพดานคอนกรีตที่มีคราบน้ำซึมเป็นวงกว้าง กลิ่นอับชื้นของราและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยแตะจมูก

    เขาอยู่ที่เดิม...

    อคินขยับตัวลุกขึ้นนั่ง พิงแผ่นหลังกับผนังห้องรับแขกที่เย็นเฉียบ 

    สายตากวาดไปมองมุมห้อง 

    ร่างไร้ลมหายใจของเจ้าของบ้านเก่ายังคงนอนสงบนิ่งอยู่ที่เดิม เป็นพยานปากเอกถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน

    เบื้องหน้าสายตาของเขา หน้าต่างโฮโลแกรมสีฟ้าอ่อนที่คุ้นเคยลอยเด่นอยู่กลางอากาศ 

    แสงนวลของมันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่มอบความอบอุ่นใจให้เขาในโลกที่พังทลายใบนี้

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:55]

    [ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์] 

     

    "ตรงเวลาเหมือนเคย ขอบคุณนะ... คุณระบบ"

    เขาพึมพำเสียงแหบพร่า แต่แฝงไปด้วยความจริงใจอย่างที่สุด 

    เขาไม่รู้ว่า 'สิ่งนี้' คืออะไร พระเจ้า? เอไออัจฉริยะ? หรือปาฏิหาริย์สุดท้ายของมนุษยชาติ? 

    แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร มันคือสิ่งเดียวที่ยังคง 'พูดคุย' กับเขา ใส่ใจเขา และมอบชีวิตใหม่ให้เขาในทุกค่ำคืน 

    ราวกับว่าเขาคือคนพิเศษที่ถูกเลือก

    ความอ่อนล้าเจียนตายเมื่อคืนหายไปเป็นปลิดทิ้ง 

    ร่างกายเบาสบายและเปี่ยมไปด้วยพลังงานอย่างน่าประหลาด ราวกับถูกเปลี่ยนอะไหล่ใหม่ยกชุด

    แฮ่ก... แฮ่ก...

    เสียงหอบหายใจคุ้นหูดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสเปียกชื้นที่ข้างแก้ม 'โบ้' สุนัขพันทางสีน้ำตาลคู่ใจเอามาจมูกดุนไหล่เขา 

    หางของมันกวาดพื้นไปมาจนเกิดเสียง พับ พับ พับ 

    ด้านหลังมี 'ด่าง' และ 'ขาว' ที่ลุกขึ้นบิดขี้เกียจเตรียมพร้อมสำหรับการผจญภัยคืนใหม่

    "ตื่นแล้วเหรอพวกแก" อคินลูบหัวโบ้เบาๆ ความอบอุ่นจากขนสัตว์ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ "วันนี้... เราต้องไปกันต่อแล้วนะ"

    หลังจากทำภารกิจสุดท้ายให้เจ้าของบ้านด้วยการลากศพไปฝังกลบอย่างง่ายๆ ที่สวนหลังบ้าน 

    อคินใช้เวลาไม่นานในการรวบรวมเสบียงที่เหลืออยู่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองสามห่อและน้ำดื่มขวดใหญ่ถูกยัดใส่เป้สะพายหลัง

    พวกเขาออกเดินทาง

    คืนนี้อากาศเย็นเยือกกว่าทุกวัน ลมกระโชกแรงพัดพากลิ่นไหม้และฝุ่นผงปลิวว่อน 

    อคินและฝูงหมาเดินลัดเลาะผ่านซากปรักหักพังของเมืองที่กำลังถูกธรรมชาติกลืนกิน 

    รากไม้ขนาดมหึมาชอนไชทะลุพื้นคอนกรีต เถาวัลย์พันเกี่ยวซากรถยนต์ราวกับงูยักษ์รัดเหยื่อ

    เสียง หรีดหริ่งเรไร ดังระงมประสานกับเสียงคำรามต่ำๆ ของสัตว์ร้ายที่อคินไม่รู้จักชื่อดังแว่วมาจากมุมมืดของตึกสูง

    พวกเขาเดินมาถึงตีนสะพานลอยคนข้ามที่ทอดตัวยาวข้ามถนนสุขุมวิท อคินหยุดฝีเท้า... ความรู้สึกบางอย่างเรียกร้องให้เขาเดินขึ้นไป

    ขาของเขาก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้น... ทีละขั้น... ราวกับต้องมนต์สะกด จนกระทั่งถึงจุดสูงสุด

    อคินหันหน้ากลับไปทางทิศเหนือ

    ทิศที่เขาจากมา... ทิศที่ตั้งของ "เมือง"

    ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้ลมหายใจของเขาสะดุด 

    แสงไฟนีออนที่เคยศิวิไลซ์บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยแสงสีส้มแดงที่เต้นเร่าอย่างบ้าคลั่ง 

    ท้องฟ้าทิศเหนือไม่ได้มืดสนิท แต่ถูกย้อมด้วยสีเลือดจากเปลวเพลิงที่ไม่มีวันมอดดับ 

    ควันดำทะมึนลอยอ้อยอิ่งเป็นรูปทรงบิดเบี้ยวคล้ายปีศาจ

    แม้จะอยู่ไกลสุดลูกหูลูกตา 

    แต่เขากลับรู้สึกเหมือนได้ยินเสียง... เสียงกรีดร้องโหยหวน เสียงระเบิด ตูม ที่สะเทือนเลือนลั่น และเสียงคำรามของสงคราม

    ภาพความทรงจำอันโหดร้ายฉายชัดในหัวราวกับม้วนฟิล์มที่ฉายซ้ำ

    ค่ายออร์คที่สร้างจากเศษเหล็กและโครงกระดูกมนุษย์...

    กองทัพ 'เมิร์ก' ผิวกายลื่นเมือกที่กระโจนเข้าใส่พวก 'ฟร็อกเกอร์' อย่างบ้าเลือด...

    ฝูงซอมบี้ที่เดินขวักไขว่ไร้จุดหมาย...

    นั่นคือนรก... นั่นคือดินแดนแห่งความตาย

    และที่นั่น... คือที่ที่อพาร์ตเมนต์ของเขาตั้งอยู่

    ที่ที่ 'แต้ม' เพื่อนรักเพียงตัวเดียวของเขาอาศัยอยู่

    ลมหนาวพัดปะทะใบหน้าจนชาหนึบ 

    แต่อคินกลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บนั้น ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านอยู่ในอกข้างซ้ายมันรุนแรงกว่ามาก

    "ฉัน..." 

    เสียงของเขาขาดห้วง 

    "ฉันกลับไปหาแกไม่ได้แล้ว... แต้ม"

    เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เลือดซิบออกมาเล็กน้อย 

    ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์ 

    เขาเป็นแค่คนธรรมดา... ไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ใช่ทหารกล้า เขาเป็นแค่อดีตพนักงานออฟฟิศที่มีเวลาชีวิตแค่ 8 ชั่วโมงต่อวัน

    "ฉันมันอ่อนแอเกินไป..." 

    น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ 

    "ขอโทษนะแต้ม... ฉันมันขี้ขลาด"

     

    [การมีชีวิตรอดคือสิ่งสำคัญที่สุด... เขาเองก็คงอยากให้คุณรอด]

     

    ข้อความสีฟ้าเด้งขึ้นมาตรงหน้า 

    อคินอ่านมันผ่านม่านน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอ ถ้อยคำนั้น... มันช่างเจาะจงและอ่อนโยนเหลือเกิน ราวกับระบบกำลังปลอบประโลมเขา

    อคินสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่คอ เขาหันไปมองโบ้ที่นั่งมองเขาตาแป๋ว

    "แกว่าไหมโบ้... ถ้าเป็นแต้ม..." 

    เขาพยายามเค้นเสียงให้ปกติที่สุด 

    "...ถ้าเป็นไอ้แมวเจ้าเล่ห์ตัวนั้น มันคงไม่โง่นั่งรอฉันกลับไปตายหรอก"

    ภาพของแมวสามสีจอมหยิ่งที่ชอบแอบขโมยปลาทูและหนีเที่ยวเก่งเป็นที่หนึ่งผุดขึ้นมาในความคิด

    ใช่... แต้มเอาตัวรอดเก่งจะตาย

    "แกคงหนีออกมาตั้งแต่วันแรกแล้วสินะ... คงหนีไปไกลแล้ว"

    อคินพยักหน้ากับตัวเองซ้ำๆ ราวกับต้องการตอกย้ำความคิดนั้นให้กลายเป็นความจริง 

    "แมวฉลาดๆ อย่างแก... คงมุ่งหน้าลงใต้เหมือนกัน"

    เขาโกหกตัวเองหรือเปล่า? เขาไม่รู้ และไม่อยากรู้

    ขอแค่มีความหวัง... แม้จะเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ ก็ยังดีกว่าความสิ้นหวังที่มืดมิด

    "หวังว่าแกจะปลอดภัยนะ... แต้ม"

    มันคือคำภาวนา... และคำอำลา

    อคินยืดตัวขึ้นเต็มความสูง หันหลังให้กับแสงไฟแห่งสงครามทางทิศเหนืออย่างเด็ดขาด 

    เขาปาดน้ำตาที่หางตาออก แล้วมองไปข้างหน้า... สู่ความมืดมิดของทิศใต้

    "ไปกันเถอะ... พวกเรา"

    ภารกิจของเขาเปลี่ยนไปแล้ว

    ไม่ใช่การ 'ตามหา' แต่เป็นการ 'มีชีวิตอยู่' เพื่อรอวันที่จะได้พบกัน... สักวันหนึ่ง

    พวกเขาออกเดินทางกันอีกครั้งที่เสาะแสวงหาที่ปลอดภัย

    พวกเขาเดินทางไปด้วย พร้อมกับรื้อค้นและหาเสบียงเพิ่มจากอาคารต่างๆ กำจัดซอมบี้ และหนูยักษ์ไปตามทาง

    จนกระทั่งได้ข้าวสาร อาหารกระเป๋า และน้ำดื่มเต็มกระเป๋า

    ขณะที่เวลาเดินหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง พวกเขายังเดินทางต่อไปเรื่อยๆ

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:45:12]

     

    ตัวเลขบนหน้าต่างระบบนับถอยหลังอย่างไม่ปรานี ย้ำเตือนถึงขีดจำกัดที่ใกล้เข้ามา

    ตึก... ตึก... ตึก...

    เสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำลงบนพื้นยางมะตอยที่แตกร้าว 

    อคินและสุนัขทั้งสามตัววิ่งเหยาะๆ มาตามไหล่ทาง 

    เหงื่อไหลอาบขมับของชายหนุ่มแม้ลมจะเย็นจัด ความมืดรอบกายเริ่มหนาแน่นขึ้นจนแทบมองไม่เห็นทาง

    "เรามาไกลกันพอสมควรแล้ว ได้เวลาต้องหาที่พัก... เดี๋ยวนี้" 

    อคินกัดฟันพูด ลมหายใจเริ่มหอบกระชั้น 

    "ถ้าหมดเวลาข้างนอกนี่... เราเสร็จแน่"

    เขารู้ดีว่าเมื่อเวลาหมดลง เขาจะ 'หลับ' ไปทันที 

    และการนอนหลับกลางแจ้งในโลกที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด เท่ากับเป็นการเสิร์ฟตัวเองเป็นบุฟเฟต์มื้อดึก

    สายตาของเขาสะดุดเข้ากับทาวน์เฮาส์สองชั้นหลังหนึ่งที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ริมทาง 

    รั้วเหล็กดัดหน้าบ้านถูกฉีกกระชากจนบิดเบี้ยว 

    ประตูไม้สักบานใหญ่พังหลุดจากบานพับเผยให้เห็นปากทางเข้าที่ดำมืดราวกับปากของสัตว์ร้าย

    "โบ้ ด่าง ขาว... เตรียมตัว"

    อคินกระชับมีดทำครัวในมือแน่น สัญชาตญาณบางอย่างในตัวเขาร้องเตือน... 

    ขนอ่อนที่ต้นคอลุกชัน ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความตื่นตัวที่พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน 

    กลิ่นสาบสางที่รุนแรงผิดปกติลอยโชยออกมาจากตัวบ้าน

    ทันทีที่เท้าของอคินก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป... ความมืดก็เคลื่อนไหว!

    จี๊ดดดดดด!

    เสียงร้องแหลมสูงบาดแก้วหูดังระงม เงาสีดำขนาดเท่าแมวบ้านนับสิบสายพุ่งทะยานออกมาจากซอกหลืบ 

    ใต้โซฟาที่พังยับเยิน และบนตู้โชว์ที่ล้มระเนระนาด 

    ดวงตาสีแดงก่ำของพวกมันวาวโรจน์สะท้อนแสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามา

    "หนูยักษ์! ระวัง!"

    หนูตัวแรกกระโจนเข้าใส่อคินจากมุมอับ เขี้ยวสีเหลืองสกปรกหมายจะขย้ำเข้าที่ลำคอ

    ฟึ่บ!

    ร่างของอคินขยับไปเองก่อนที่สมองจะสั่งการ 

    เขาย่อตัวหลบการโจมตีนั้นด้วยความยืดหยุ่นและว่องไวราวกับสัตว์ป่า ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของมนุษย์ทั่วไป 

    การมองเห็นของเขาชัดเจนขึ้นในความมืด

    ฉึก!

    เขาสวนมีดกลับไปในจังหวะเดียว คมมีดปักเข้ากลางลำตัวของมันอย่างแม่นยำ เลือดสีคล้ำสาดกระจาย

    โฮ่ง! กรรรร!

    โบ้กระโจนเข้ากัดคอหนูตัวหนึ่งที่พยายามจะอ้อมไปข้างหลังอคิน เสียงกระดูกหักดัง กร๊อบ พร้อมกับร่างของศัตรูที่แน่นิ่งไป

    ด่างและขาวไม่รอช้า พวกมันทำงานประสานกันอย่างรู้ใจ 

    ด่างเห่าล่อหลอกให้หนูอีกสองตัวชะงัก เปิดโอกาสให้ขาวพุ่งเข้าขย้ำขาหลังจนหนูยักษ์เสียหลักล้มลง

    การต่อสู้ในห้องรับแขกแคบๆ ดำเนินไปอย่างดุเดือด 

    อคินรู้สึกเหมือนตัวเองกำลัง 'เต้นรำ' อยู่ท่ามกลางคมเขี้ยว 

    เขากระโดดหลบ พลิกตัว และแทงสวนกลับไป ทุกการเคลื่อนไหวลื่นไหลและเงียบเชียบ

    "ตัวสุดท้าย!"

    อคินตะโกนก้อง เขาเห็นหนูตัวจ่าฝูงกำลังจะกระโจนใส่ด่างจากด้านบนตู้ 

    ชายหนุ่มดีดตัวขึ้นไปกลางอากาศ หมุนตัวตวัดมีดตัดผ่านลำคอของมันจนขาดสะบั้น

    ร่างของมันร่วงลงกระแทกพื้นดัง ตุบ

    ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง... 

    เหลือเพียงเสียงหอบหายใจหนักๆ ของอคินและเสียงลิ้นห้อยของเหล่าสุนัข กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วห้อง

    อคินปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตา เขาไม่รู้สึกขยะแขยง กลับกัน... เขารู้สึกถึงความ 'พึงพอใจ' ลึกๆ ที่ได้ล่า

    "อาหาร..." 

    เขายิ้มมุมปาก มองดูซากหนูยักษ์สิบตัวที่นอนเกลื่อนพื้น 

    "วันนี้เราไม่ต้องกินของแห้งๆกันแล้วนะพวกแก"

    หลังจากรวบรวมซากหนูมากองรวมกัน 

    อคินเริ่มเดินสำรวจบ้านเพื่อความปลอดภัย เขาเดินผ่านห้องรับแขกเข้าไปยังโถงทางเดิน... และฝีเท้าของเขาก็ต้องชะงัก

    กลิ่นเหม็นเน่าที่แตกต่างจากกลิ่นสาบหนูโชยแตะจมูก... กลิ่นของความตายที่หมักหมมมานาน

    ที่มุมห้องกินข้าว... บนพื้นกระเบื้องที่เต็มไปด้วยคราบแห้งกรัง มีโครงกระดูกมนุษย์ร่างหนึ่งนอนคดคู้อยู่ 

    เสื้อผ้าขาดวิ่นหลุดลุ่ย เนื้อหนังถูกกัดแทะจนเกลี้ยงเกลา 

    เหลือเพียงรอยฟันเล็กๆ นับพันรอยบนกระดูกสีขาวโพลนที่บอกเล่าถึงวาระสุดท้ายอันทรมาน

    อคินยืนนิ่ง แววตาแห่งนักล่าเมื่อครู่หายไป แทนที่ด้วยความเศร้าหมองของมนุษย์

    เขาค่อยๆ คุกเข่าลง ยกมือไหว้ศพนิรนามนั้น

    "ขอโทษที่มารบกวนนะครับ..."

    เขาพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะตัดสินใจรวบรวมชิ้นส่วนกระดูกเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง 

    นำไปวางเรียงไว้ในห้องเก็บของเล็กๆ ใต้บันได จัดท่าทางให้นอนสบายที่สุดเท่าที่จะทำได้ และปิดประตูให้มิดชิด

    "หลับให้สบายนะครับ... บ้านหลังนี้ผมจะดูแลต่อเอง... สักคืนหนึ่ง"

    โชคยังเข้าข้างพวกเขาอยู่บ้าง ชั้นล่างมีห้องนอนเล็กที่สภาพยังดีอยู่ หน้าต่างติดเหล็กดัดแน่นหนา และที่สำคัญที่สุดคือในครัว

    ฟู่...

    เสียงแก๊สจากถังปิกนิกดังขึ้นพร้อมกับเปลวไฟสีน้ำเงินที่ลุกพรึ่บ 

    อคินแทบจะน้ำตาไหลด้วยความดีใจ เขาเจอข้าวสารก้นถัง น้ำดื่มแพ็คใหญ่ และปลากระป๋องอีกสองสามกระป๋องในตู้กับข้าว

    กลิ่นหอมของข้าวต้มร้อนๆ เริ่มอบอวลไปทั่วห้องครัว ขับไล่กลิ่นแห่งความตายออกไปชั่วคราว

    อคินลงมือชำแหละหนูยักษ์อย่างคล่องแคล่วเกินกว่าจะเป็นครั้งแรก 

    เขาแล่หนัง เลาะกระดูก และแยกเนื้อส่วนที่ดีที่สุดออกมาอย่างประณีต ราวกับมือของเขาจดจำวิธีการจัดการกับเหยื่อได้เป็นอย่างดี

    เนื้อหนูถูกสับพอหยาบ ใส่ลงไปต้มในหม้อข้าวต้มที่เดือดปุดๆ ปรุงรสด้วยน้ำปลาที่เหลือติดก้นขวด

    "กินซะ... ฮีโร่ของฉัน"

    อคินเทข้าวต้มเนื้อหนูผสมปลากระป๋องใส่ชามพลาสติกเก่าๆ ให้โบ้ ด่าง และขาว 

    ส่วนตัวเขาเองนั่งพิงเคาน์เตอร์ครัว ซดข้าวต้มร้อนๆ จากหม้อโดยตรง

    รสชาติของเนื้อหนูเหนียวหนึบ เค็มปร่า และมีกลิ่นสาบเล็กน้อย แต่สำหรับเขาในเวลานี้... มันคืออาหารระดับภัตตาคารที่หล่อเลี้ยงชีวิต

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:10:00]

     

    เวลาใกล้หมดแล้ว...

    อคินรีบจัดการเนื้อหนูที่เหลือ เขาแล่พวกมันเป็นเส้นยาวๆ แล้วนำไปตากไว้ที่ราวตากผ้าหลังบ้าน 

    อาศัยลมหนาวช่วยถนอมอาหาร นี่จะเป็นเสบียงสำคัญสำหรับการเดินทางพรุ่งนี้

    จากนั้น เขาและฝูงหมาก็ถอยเข้าไปในห้องนอนเล็ก 

    อคินออกแรงดันตู้เสื้อผ้าใบเก่ามาขวางประตูห้องไว้ สร้างป้อมปราการขนาดย่อมที่อุ่นใจที่สุดเท่าที่จะทำได้

    เขาทิ้งตัวลงนอนบนฟูกเก่าๆ ที่ปูไว้บนพื้น ร่างกายเริ่มหนักอึ้งเมื่อระบบเริ่มเตรียมตัดการทำงาน

    โบ้ ด่าง และขาว เข้ามานอนเบียดรอบตัวเขา มอบความอบอุ่นท่ามกลางอากาศที่เริ่มเย็นลงจนติดลบ

    "ราตรีสวัสดิ์นะ... พวกแก"

    อคินลูบหัวโบ้เบาๆ สายตาจับจ้องไปที่หน้าต่างระบบ ตัวเลขวินาทีสุดท้ายกำลังนับถอยหลัง

     

    [ฝันดี อคิน... พรุ่งนี้เราจะสู้ไปด้วยกันใหม่]

     

    อคินยิ้มมุมปาก ตาปรือปรอยด้วยความง่วงงุน

    "ฝันดีครับ... คุณระบบ"

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:03]

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ:00:00:02]

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ:00:00:01]

    [สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]

     

    วูบ...

    สติของชายหนุ่มดับวูบลง ร่างกายผ่อนคลายเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างฉับพลันราวกับถูกดึงปลั๊ก

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน