ชาสามแก้ว คือเวลาที่สวีหยางอี้จะอยู่ต้อนรับพวกเขาซึ่งผู้ที่มาเยือนก็ไม่ได้ติดขัดอะไรเพราะตบะของพวกเขาอยู่แค่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้น
ด้านหน้าสวีหยางอี้คือชายมีอายุสองคน คนหนึ่งใบหน้าทรงเหลี่ยมตัดผมสกินเฮด เสื้อผ้าสีพื้น รองเท้าผ้าใบสีดำ ส่วนอีกคนเป็นชายชาวนามีอายุคนหนึ่งหนวดเครายาวเฟื้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นราวกับผิวส้มตากลมมีปานดำบนหน้าผากด้านซ้าย มองผ่านๆ ดูไม่ต่างจากชาวนาทั่วไปเท่าไรนัก
ในตอนนี้ พวกเขาแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะการที่สวีหยางอี้ต้อนรับพวกเขาเข้ามาเดาว่าน่าจะเป็นกลุ่มสันติภาพ ถ้าคนที่มาที่แห่งนี้เป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางจากพวกพรรคปฏิวัติพวกเขาคงนั่งไม่สุขแบบนี้แน่นอน!
“คุณสวีครับ ผมชื่อหวางซานซาน อยู่ที่นี่ได้เจ็ดปีแล้ว”เขาประสานมือพลางมองสวีหยางอี้ที่ก้มหน้าจิบชา ก่อนยื่นกล่องหยกงามวิจิตรให้ด้วยความเคารพ“ขอแสดงความยินดีกับการบรรลุระดับกลางด้วยครับ นี่เป็นสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของผมหวังว่าคุณสวีจะรับมันเอาไว้”
เขาปฏิบัติอย่างนอบน้อม สวีหยางอี้ยังคงนิ่งเฉยจนหลี่จงหยวนเดินเข้ามารับไปก่อนใช้พลังจิตตรวจสอบพบว่าเป็นหินวิญญาณระดับต่ำประมาณยี่สิบก้อนก็คลี่ยิ้มออกมา “ขอบคุณครับสำหรับสินน้ำใจ”
หวางซานซานประสานมือขึ้นอีกครั้ง ก่อนพ่นลมหายใจเสียงแผ่วคลี่ยิ้มและนั่งลง
“ส่วนผมชื่อฉีหนาน อาศัยอยู่ที่นี่มาสิบห้าปีแล้วครับต้องขอแสดงความยินดีกับการบรรลุระดับของคุณสวีเช่นกัน ตัวผมเองมีสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆ มาฝากเช่นกัน หวังว่าคุณสวีจะรับมันไว้”
เป็นกล่องหยกเหมือนกันแต่เมื่อสวีหยางอี้ใช้พลังจิตตรวจสอบดูก็ตกตะลึงเล็กน้อย
เพลงพลังจิตของสวีหยางอี้ค่อยๆ แทรกทะลวงเข้าไปในกล่องนี้ เห็นได้ชัดว่ามันทำด้วยกรรมวิธีพิเศษโดยเฉพาะยิ่งได้รู้ว่าด้านในไม่ใช่หินวิญญาณแต่กลับเป็นกลีบดอกไม้ขนาดเท่าผ่ามือที่มีรอยไหม้
มองไม่ออกว่าเป็นดอกไม้อะไรแต่ว่าจากการตรวจสอบด้วยพลังจิตของเขาพบว่ากลีบดอกไม้นี้อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตที่กล้าแกร่งหากสกัดของเหลวออกมาจากกลีบดอกไม้นี้ได้ เกรงว่าน่าจะทรงพลังกว่ายาเหลวที่มีขายในท้องตลาดแน่นอน!
สำหรับขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางแล้ว แบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่าสินน้ำใจจนสวีหยางอี้แทบอยากจะควักมันออกมาดูเสียตรงนี้เลย
“น่าสนใจ” เขาปริปากพูดเป็นครั้งแรก “มันคือ...”
ดวงตาของฉีหนานเปล่งประกายขึ้นทันที แต่ก็ยังประสานมืออย่างเคารพไว้อยู่“ผมได้สิ่งนี้มาอย่างบังเอิญครับ และเกรงว่ายังบอกไม่ได้”
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่คิดจะพูด สวีหยางอี้ก็ไม่ได้บังคับฉีหนานพลันคลี่ยิ้มเอ่ย “คุณสวีคิดจะอยู่ที่นี่ตลอดเลยไหมครับ? ปกติแล้วผู้ฝึกตนจะเลือกสถานที่ที่ไกลจากตัวเมืองสำหรับการเข้าฌานเลื่อนขั้นยิ่งใกล้ชิดธรรมชาติเท่าไร อณูปราณก็ยังเข้มข้นมากเท่านั้น จริงๆแล้วห่างจากหมู่บ้านนี้ไปยี่สิบกิโลเมตร ก็ใกล้เข้าเขตอนุรักษ์ถ้ำมังกรที่อยู่บริเวณตีนเขาไป๋ซาแล้วแม้รัฐบาลจะบูรณะพื้นที่บริเวณนั้นล้มเหลว แต่ก็มีผู้ฝึกตนระดับกลางและระดับปลายแห่ไปเข้าฌานที่นั่นเป็นจำนวนมาก”
จริงๆ แล้ว ใจความของคำถามนี้ก็แค่ต้องการจะรู้ว่าสวีหยางอี้จะอยู่ประจำหรือเป็นขาจรหากบอกว่าต้องการอยู่ประจำ อีกฝ่ายคงมาหาเขาบ่อยขึ้น แต่หากบอกว่าเป็นขาจรพวกเขาอาจจะมาหาเขาแค่ครั้งเดียวก็เป็นได้
“เป็นแค่ขาจร” สวีหยางอี้จิบชาก่อนเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง“แต่อาจจอยู่ที่นี่สักแปดถึงสิบปี ยังไม่แน่ใจเท่าไร”
ทั้งสามพูดคุยกันสักพัก จากนั้นหวางซานซานกับฉีหนานก็ขอตัวกลับพวกเขามาเพื่อแสดงความยินดี ในเมื่อบรรลุจุดประสงค์ก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่รบกวนเวลาอีกฝ่าย
“คุณสวีครับ เดี๋ยวผมจะออกไปซื้อตั๋วรถเอาไว้นะครับหลังจากนี้หนึ่งอาทิตย์พวกเราจะได้ออกเดินทางไปที่บึงบงกชจตุทิศกันทันที”
“ได้” สวีหยางอี้พยักหน้ากลับในขณะที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม พร้อมกับรับกล่องหยกที่บรรจุกลีบดอกไม้พิศวงที่หลี่จงหยวนยื่นมาให้อย่างตื่นเต้นรำไร
“ว่าแต่... มีอะไรผิดปกติกับกลีบดอกไม้นี้ไหมครับ?” หลี่จงหยวนเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
ผ่านไปหลายวินาที สวีหยางอี้จึงคลี่ยิ้มขึ้น “นายลองเปิดกล่องนี้ดูซิ”
หลี่จงหยวนเปิดตามคำสั่ง แต่เมื่อเปิดออกมาหลี่จงหยวนก็ดวงตาคุวาวขึ้นทันที “นี่มัน...”
ภายในกล่องถูกแกะสลักไปด้วยลวดลายอักขระเต็มไปหมดตอนนี้อักขระด้านในกล่องได้สองแสงสว่างสีฟ้าอ่อนขึ้นเรืองรอง
“นี่เป็นตราเวทสกัดกั้นพลังจิต” ในที่สุดสวีหยางอี้ก็วางแก้วชาลงเขาเงียบขรึมลงพักหนึ่ง “ฉันรู้จักอักขระบางตัวในนั้นมันทำหน้าที่เป็นเกณฑ์วัดพลังหากมีพลังจิตเกินกว่าค่ามาตรฐานของมันก็จะมองเห็นสิ่งของภายในได้อย่างชัดเจนถ้าไม่ถึงเกณฑ์ก็ต้องเปิดมันออกมาดู”
“เขาทำแบบนี้เพื่ออะไร?” หลี่จงหยวนนึกสงสัย“กลีบดอกไม้เปี่ยมด้วยพลังชีวิตที่ค่อนข้างสูงเขากล้ามอบสินน้ำใจที่มีค่ามากขนาดนี้ให้ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกได้อย่างไรกัน?”
สวีหยางอี้มองไปที่ประตูด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งหุบ “ใช่ไหมล่ะ...กลีบดอกไม้มีค่าขนาดนี้ ทำไมเขาต้องทำแบบนี้ด้วยนะ?”
“นายคิดว่าอย่างไรล่ะ? สหายฉี”
หลี่จงหยวนตกใจสะดุ้งโหยง พลันเงยหน้าตาลีตาเหลือกมองไปรอบๆแต่ก็ไม่พบอะไร
“ช่างเก่งกาจอย่างที่คิดไว้... คุณรู้ได้อย่างไรว่าผมยังอยู่?”
เสียงถอนหายใจดังแผ่ว อีกาตัวหนึ่งบินลงมาจากคานห้อง หลังจากไอสีดำขุ่นมัวระเหยออกมาตามซอกขนของมันผ่านไปไม่ถึงสองวินาทีผู้เฒ่าชาวนาก็ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าสวีหยางอี้ในสภาพโค้งตัวคาราวะ
“ผมคือผู้นำตระกูลฉี เป็นตระกูลฝึกตนบำเพ็ญเพียรวิชาปีศาจขอกล่าวทักทายคุณสวีอีกครั้ง นับว่าคุณเป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางที่มีพลังจิตและพละกำลังเหนือกว่าระดับเดียวกันหลายเท่าตัวเลยทีเดียว”
ฉีหนานพูดขึ้นอย่างจริงใจกว่าปกติ พร้อมกับโค้งตัวคารวะอยู่นานกว่าจะยืดตัวขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่ว่า... ผมก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าคุณสวีรู้ตัวได้อย่างไร? ถึงแม้คนในตระกูลฉีของพวกเราจะมีตบะไม่สูงมากแต่นี่มันวิชายันต์อักขระเล็กๆ น้อยๆที่ท่านบรรพบุรุษประจำตระกูลถ่ายทอดมารุ่นสู่รุ่นเชียวนะตามหลักแล้วขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางน่าจะไม่รู้ตัว”
สวีหยางอี้มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งหุบ“การที่นายไม่รู้ว่าฉันมาจากไหนก็ไม่แปลก”
“สำหรับพวกเรา ผ่านการฝึกฝนผ่านระบบตรวจจับพลังมาแล้วเกือบทุกรูปแบบอย่างน้อยต้องทดสอบอะไรพวกนี้อาทิตย์ละสองสามครั้ง”สวีหยางอี้เลื่อนกล่องหยกเข้ามาใกล้ “การทดสอบของนาย มันเป็นแค่เรื่องจิ๊บๆสำหรับฉันเท่านั้น”
ฉีหนานหน้าแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย “ดูเหมือนผมจะประเมินคุณต่ำเกินไปสินะ”
บรรยากาศแน่นิ่งไปพักหนึ่ง ราวกับฉีหนานกำลังตัดสินใจบางอย่างอยู่สวีหยางอี้ไม่เร่งอะไรเขา และเมื่อเวลาผ่านไปอีกสิบนาที ฉีหนานก็เงยหน้าขึ้นมามองหน้าสวีหยางอี้อย่างจริงจัง
“คุณสวีครับ...” ฉีหนานขยับตัวขึ้นหน้าเล็กน้อยพลางพูดเสียงขรึม“ผมไม่มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด... ก่อนหน้านี้ผมใช้วิธีทดสอบผู้ฝึกตนระดับกลางมาแล้วหลายคน”
สวีหยางอี้พยักหน้าเป็นเชิงสั่งให้อีกฝ่ายพูดต่อ
“ไม่ทราบว่าคุณสวีรู้จักด้วงตัวนี้ไหมครับ?” ฉีหนานถอดหมวกงอบชาวนาออกจากนั้นก็จับด้วงตัวสีดำตัวหนึ่งมาจากข้างในหมวก มันมีขนาดตัวเท่ากับเล็บนิ้วก้อยเขากระแอมเสียงเอ่ย “ชื่อของมันก็คือด้วงพ้องเสียง มันตรวจจับพลังของเป้าหมายได้คร่าวๆและเสี้ยววินาทีแรกที่มันเห็นคุณ อยู่ๆ เจ้านี่... ก็เงียบกริบ”
เขามองสวีหยางอี้ด้วยแววตาหลากอารมณ์ “ผมไม่เคยเห็นมันเป็นแบบนี้มาก่อน!ตอนแรกผมก็คือว่าเจ้าด้วงพ้องเสียงนี่มีปัญหา แต่ภายหลังพบว่า... มันตายแล้ว”
“การตายของด้วงพ้องเสียงมีเพียงสาเหตุเดียวเท่านั้น...ก็คือการที่พลังจากอีกฝ่ายสูงกว่าเจ้าของมัน ผมฝึกตนมาหลายสิบปี นอกจากคุณแล้วผมก็ไม่เคยเห็นคนไหนทำให้เจ้าด้วงพ้องเสียงตายได้เลย” พูดถึงตรงนี้สีหน้าอันเคารพนอบน้อมของฉีหนานเริ่มฉายแววตื่นเต้นขึ้นมา “จริงๆ แล้ว กลีบดอกไม้กลีบนั้นผมเคยมอบให้ผู้ฝึกตนก่อนหน้านี้ไปแล้วห้ากลีบซึ่งเป็นคนในพื้นที่หรือไม่ก็คนที่เข้ามาอยู่ที่นี่เป็นเวลานานจนมีชื่อเสียง...”
ดูเหมือนเขาจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็กระอึกกระอักอยู่ในลำคอสวีหยางอี้จึงคลี่ยิ้มเอ่ย “นายกำลังจะบอกว่าตัวนายมีกลีบดอกไม้นี้อีกเยอะสินะ”
“ใช่ครับ” ฉีหนานสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเลียริมฝีปากตน“ทุกครั้งที่ผมมอบให้ใครสักคน” “แต่ก่อนที่ผมจะเล่าต่อนั้นคือว่า...”
เขาหรี่ตาลง “จนถึงทุกวันนี้ มีผู้ฝึกตนระดับกลางทั้งสองคนที่ได้เห็นมันและคุณสวีก็เป็นคนที่สาม ไม่ทราบว่า...” เขาหยุดพูดแล้วเหล่มองหลี่จงหยวน
“ไม่เป็นไร” สวีหยางอี้สะบัดมือทันในนั้นบานหน้าต่างบานประตูทุกบานก็ปิดลงทันที
ฉีหนานกัดฟันพลางสูดลมหายใจลงปอดลึกๆ อยู่หลายเฮือก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอย่างระวังตัวลูกระเดือกกระเพื่อมขึ้นลงก่อนเปล่งเสียงออกมา “ก่อนที่คุณสวีจะดูสิ่งนี้ผมอยากให้คุณกล่าวสัตย์สาบานปีศาจออกมาก่อน...”
“อย่าล้อเล่นเลยหน่า” ยังไม่ทันสิ้นสุดเสียงสวีหยางอี้ก็ยกแก้วขึ้นจิบชาเหมือนปกติ “นายเข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่า?”
ฉีหนานยืนอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้ามึนงง จะก้าวไปก็ไม่ใช่ จะถอยออกก็ไม่เชิง
“เสนอสิ่งนี้ให้ฉันดูเอง แล้วยังมาให้ฉันกล่าวสาบานตามอำเภอ.0เนี่ยนะ จริงๆ ก็มีคนที่ทำแบบนี้กับฉันได้ แต่...”สวีหยางอี้กวาดมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบนิ่ง “แต่ว่าไม่ใช่คนอย่างนาย”
การที่ผู้นำตระกูลที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นแวะมาหาเขาเช่นนี้ซ้ำยังใช้สิ่งล้ำค่ามาเป็นของล่อตาล่อใจความเป็นไปได้เดียวก็คือต้องการร่วมมือทำอะไรบางอย่างกับเขา จากคำพูดเมื่อครู่เหมือนว่าอีกฝ่ายต้องการสื่อเป็นนัยว่าเคยหยั่งเชิงผู้ฝึกตนระดับกลางอย่างเงียบๆมาแล้วมากมาย
จริงอยู่ที่ในยุคอารยธรรมการฝึกตนสมัยใหม่นี้มีกฎหมายห้ามผู้ฝึกตนไม่ให้ฆ่ากันเพื่อแย่งชิงสมบัติแต่ในถ้าเป็นที่ที่ห่างไกลสายตาผู้คน อย่างหมู่บ้านที่อยู่ตามหุบเขาลึก...การฆ่ากันในที่ลับตาหรือสร้างมิติลับขึ้นมาก็สามารถทำได้แล้ว... ดังนั้นสรุปได้เลยว่าตระกูลฉีของเขามีอาวุธสังหารที่ไม่กลัวผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางอยู่
พลังขvงระดับต้นกับระดับกลางต่างกันมากและสวีหยางอี้ที่เพิ่งทะลวงตบะได้ก็เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดีการที่อีกฝ่ายเดินมาหาสวีหยางอี้ด้วยตัวเอง ซ้ำยังมาบอกให้เขากล่าวคำสาบานอีกคือต้องกล้าดีขนาดไหนถึงทำแบบนี้ได้?
ดูจากรูปลักษณ์ภายนอก อีกฝ่ายคงจงใจนำเสนอตัวเองในภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนแอแต่กล้าเดินดุ่มๆ เข้ามาเสนอการร่วมมือและมาบอกให้สวีหยางอี้สาบาน แบบนี้ช่างให้ความรู้สึกเหมือนองค์กรบ้านนอกไร้ชื่อเสียงไปยืนต่อหน้าองค์กรการเงินของสหประชาชาติแล้วบอกว่า“พวกฉันมีโอกาสทำเงินนะ แต่พวกคุณต้องทำสัญญาก่อน” โดยไม่แสดงอะไรให้ดูทั้งนั้น
กล้าดีอย่างไร มาให้อีกฝ่ายกล่าวสาบานตามอำเภอใจ? สำหรับสวีหยางอี้แล้วไม่มีทาง เปิดโอกาสให้พูดแล้วไม่ยอมพูด ถ้าไม่พูดก็... ไสหัวไป!
พูดคำมากมายอัดแน่นอยู่เต็มอกฉีหนาน ผ่านไปพักใหญ่ เขาจึงลุกขึ้นใบหน้าเริ่มแดงเรื่อขึ้นมา ไม่รู้จากความหงุดหงิดรึเปล่า“เรื่องนี้เกี่ยวกับมิติลับเชียวนะ แต่ในเมื่อคุณสวีไม่กล่าวสาบานผมก็ไม่บังคับแล้วกัน”
สวีหยางอี้ ใช้หางตาเหลือบมองหลี่จงหยวนที่พยายามขยิบตาส่งซิกแต่สวีหยางอี้ไม่เข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อแม้แต่น้อยขณะเดียวกันก็พยักหน้าให้ฉีหนาน และพูดขึ้นอย่างเฉยชา “ก็ตามใจ” จากนั้นก็โบกมือเปิดประตูไล่เขาออกไป
ประโยคนี้ทำเอาฉีหนานอึ้งงันไปเลย!
เมื่อครู่เขาแค่พูดลองใจสวีหยางอี้เท่านั้นและคิดว่าอีกฝ่ายคงอยากรู้จนตัวสั่น!
ตอนนี้ ฉีหนานยืนเคว้งอยู่พักใหญ่ ก่อนเดินออกไปอย่างเงียบๆ
โดยที่สวีหยางอี้ไม่มองเขาเลยสักนิด
หลี่จงหยวนรีบตะบึงเข้ามาทันทีและมองสวีหยางอี้อย่างไม่อยากจะเชื่อกับการตัดสินใจของเขา
ไม่ใช่แค่ฉีหนานที่คาดไม่ถึงกับท่าทีของสวีหยางอี้แม้แต่หลี่จงหยวนเองก็เช่นกัน พวกเขาไม่คิดว่าสวีหยางอี้จะปฏิเสธไร้เยื่อใยในการต่อรองแบบนี้!
“นายท่าน!” เมื่อฉีหนานจากไป หลี่จงหยวนจึงพูดขึ้นอย่างร้อนรน “นะนี่มันอาจจะเกี่ยวข้องกับมิติลับก็ได้นะครับ! คุณปฏิเสธไปแบบนี้เลยเหรอ?”
สีหน้าของสวีหยางอี้เรียบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง
เขารู้เรื่องเกี่ยวกับ “มิติลับ” ดีหากบอกว่าข่าวสารเกี่ยวกับธุรกิจและองค์ความรู้ใหม่ๆเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับมนุษย์ธรรมาดาแล้ว ถ้างั้นมิติลับก็คือตำนานที่น่าตื่นเต้นสำหรับพวกผู้ฝึกตนเช่นกัน!
บางคนได้คัมภีร์วิชาเวทจากมิติลับ จนบรรลุขั้นจู้จี...บางคนได้อาวุธวิเศษชั้นเลิศจากมิติลับ จนติดอันดับรายชื่อผู้ฝึกตนผู้แข็งแกร่ง...บางคนสร้างตำนานวีรบุรุษช่วยเหลือสาวงามในมิติลับจนได้แต่งงานเป็นสามีภรรยากันอย่างหวานชื่น...ตำนานทุกเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนมาจากมิติลับทั้งนั้นเราไม่รู้เลยว่าเราจะได้ของขวัญแห่งวาสนาชิ้นใดในมิติลับ อารมณ์คล้ายๆกับเดินอยู่บนท้องถนน แล้วเก็บเงินได้หนึ่งล้าน
ตำนานอันน่าตื่นเต้นพวกนี้ได้จุดประกายความหวังเล็กๆ น้อยๆ ให้ผู้ฝึกตน
มิติลับ หรือโลกอีกใบหนึ่งที่ต่างออกไป หรือสถานที่โบราณขนาดใหญ่...ภูมิศาสตร์และแผนที่โลกที่เปลี่ยนไปตลอดหลายพันปีทำให้มิติลับพวกนี้มุดตัวซุกซ่อนอยู่ตามซอกมุมทั่วโลกมีเพียงผู้ที่มีวาสนาสูงส่งเท่านั้นที่อาจจะได้เจอมันและมิติลับส่วนมากมักจะมีสิ่งล้ำค่าล่อตาล่อใจซุกซ่อนอยู่
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็คลี่ยิ้มขึ้น
ตอนนี้ มีของขวัญแห่งวาสนาอะไรที่ดีกว่ากว่าคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์อีกเหรอ?