ขบวนม้าของกองปราบเมืองตงหยางเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านลู่จินอย่างเป็ทางการ เสียงกีบเท้านับร้อยที่ย่ำลงบนพื้นดินแห้งกรังส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวประดุจกองทัพขนาดย่อม ฝุ่นละอองตลบอบอวลเป็ม่านหนาไปตามเส้นทางสายหลักที่มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องกระทบชุดเกราะเหล็กของเหล่ามือปราบจนเกิดเงาวับวาวดูเกรียงไกรยิ่งนักทว่าท่ามกลางความสง่างามของเหล่านักรบ กลับมีร่างหนึ่งที่ดู "ผิดที่ผิดทาง" อย่างรุนแรง
ลู่ชิง นั่งอยู่บนหลังม้าตัวใหญ่ด้วยท่าทางที่ดูสะโหลสะเหล ใบหน้าของเขาซีดเผือดขาวโพลนประดุจกระดาษ มือสองข้างคว้าเกาะอานม้าไว้แน่นจนเส้นเืปูดโปน เขาพยายามกัดฟันรักษามาดบัณฑิตผู้สุขุม แต่เพียงแค่ม้าขยับตัวก้าวเดิน ลำไส้ของเขาก็ดูเหมือนจะขดรวมกันจนอยากจะขย้อนมื้อเช้าออกมาเสียให้ได้ ทุกครั้งที่ม้าลงน้ำหนักเท้า ร่างกายอันบอบบางของเขาก็สั่นคลอนไปตามแรงกระแทกจนหัวแทบจะหลุดจากบ่า
และคนที่ดูจะ "กระตือรือร้น" เกินเหตุในครั้งนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ หูเถียน มือปราบหนุ่มที่เคยตราหน้าลู่ชิงว่าเป็บัณฑิตไส้แห้งนั่นเอง บัดนี้เขาไม่มีเค้าความโอหังหลงเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว หูเถียนลงมาเดินเท้าเคียงข้างม้าของลู่ชิง พลางเงยหน้าส่งยิ้มประจบประแจงที่ดูแล้วชวนให้ขนลุกมากกว่าซึ้งใจ
"ท่านลู่... ขยับขาอีกนิดนะขอรับ อย่าเกร็งเกินไปนัก ม้าตัวนี้มันเป็ม้าคัดเกรดจากทางเหนือ ค่อนข้างพยศเล็กน้อย แต่ถ้ามีข้าหูเถียนเป็คนจูงบังเหียนให้ รับรองว่าท่านจะรู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนปุยเมฆที่ลอยละล่องเลยทีเดียว!" หูเถียนเอ่ยพลางใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อที่หน้าผากตัวเอง ทั้งที่อากาศรอบข้างกำลังเริ่มเย็นลง เขาดูแลลู่ชิงประดุจข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ที่ถวายหัวให้เ้านาย
ลู่ชิงมองดูท่าทางของหูเถียนแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่าย
“ท่านมือปราบหู... ท่านไปขี่ม้าของท่านเถิด เดินจูงม้าให้ข้าเช่นนี้คนอื่นจะมองไม่ดี อีกอย่างข้าบอกแล้วว่าไม่ได้โกรธเคืองเื่วันนั้นจริงๆ”
“โอ้! ไม่ได้เด็ดขาดขอรับ!” หูเถียนร้องเสียงหลงพลางทำหน้าเหมือนจะขาดใจตาย
“วันนั้นข้ามันตาไม่มีแวว ปากไม่รักดี ไปล่วงเกินยอดยุทธซ่อนคมเช่นท่าน ข้าแทบอยากจะย้อนเวลาไปตบปากตัวเองเสียพันครั้ง ที่ข้าว่าท่านเป็บัณฑิตไส้แห้ง... ข้าหมายถึงท่านเป็คนมีกายละเอียดประดุจกิ่งไผ่ลู่ลมต่างหากขอรับ! ช่างดูอ่อนช้อยและสง่างามเหนืุ์ยิ่งนัก!”
ลู่ชิงทำหน้าปูเลี่ยนๆ 'แถจนสีข้างถลอกหมดแล้วท่านมือปราบ' เขาตัดสินใจเลิกต่อความยาวสาวความยืด แล้วล้วงเอา ตำรานักปราชญ์ เล่มเก่าที่หน้ากระดาษเริ่มเหลืองออกมาจากห่อผ้า เพื่อใช้ทบทวนความรู้ระหว่างเดินทางหวังจะดับความตระหนกจากการขี่ม้าเมื่อเห็นลู่ชิงเปิดตำราอ่าน หูเถียนที่เดินจูงม้าอยู่ก็หูผึ่งทันที เขาพยายามชะเง้อมองดูตัวอักษรข้างในด้วยความเลื่อมใสประหนึ่งเห็นคัมภีร์์
“ดูสิ! ขนาดอยู่บนหลังม้าท่านลู่ยังศึกษาเคล็ดวิชาซ่อนเร้น! อักษรพวกนั้นดูซับซ้อนยิ่งนัก ต้องเป็วิชาเรียกพายุหรือหมัดทะลวงอากาศที่รุนแรงกว่าเดิมแน่ๆ เลยใช่ไหมขอรับ?”
ลู่ชิงชะงัก พลิกหน้าตำราที่มีรูปวาดคนกราบไหว้บรรพบุรุษให้หูเถียนดูตรงๆ
“นี่คือ ‘บทว่าด้วยความกตัญญูและมารยาททางสังคม’ ขอรับท่านหูเถียน... ไม่ใช่เคล็ดวิชาฆ่าคนอะไรทั้งนั้น ข้าแค่จะเอาไปอ่านเตรียมสอบขุนนาง!”
“อา... ช่างลึกซึ้งเกินพรรณนา!” หูเถียนพยักหน้าหงึกๆ อย่างเอาเป็เอาตาย
“ที่ท่านอ่านวิชาคุณธรรม เพราะ้าระงับพลังวัตรอันมหาศาลไม่ให้รั่วไหลออกมาทำลายสรรพสัตว์รอบข้างใช่ไหมขอรับ? ยอดเยี่ยม! ท่านช่างมีเมตตาธรรมสูงส่งดั่งพระโพธิสัตว์มาจุติ!”
ลู่ชิงปิดตำราดัง ‘ฉับ’ แล้วเอาหน้าฟุบลงกับแผงคอม้าอย่างยอมแพ้ต่อโชคชะตา ยิ่งเขาอธิบายความเป็จริงมากเท่าไหร่ จินตนาการของหูเถียนก็ดูจะพุ่งทะยานออกนอกโลกไปไกลกว่าเดิมทุกที
ยามวิกาล ณ ริมลำธารกลางป่าลึกขบวนเดินทางหยุดพักแรมริมป่าใกล้ลำธารสายใหญ่ที่น้ำใสจนเห็นกรวดทราย แสงจากกองไฟหลายกองสั่นไหวท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าดิบชื้น เหล่ามือปราบที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางมาทั้งวันต่างพากันหลับสนิทจนเสียงกรนดังประสานกันเป็จังหวะ แต่สำหรับลู่ชิง คืนนี้กลับเป็ค่ำคืนที่เขาทรมานที่สุดในชีวิต
เขานอนพลิกกระสับกระส่ายอยู่บนผ้าห่มเก่าๆ ร่างกายอันบอบบางของเขาร้อนผ่าวราวกับมีเปลวไฟแผดเผาอยู่ภายในเส้นเื ทุกรูขุมขนขยายตัวกว้างประดุจเตาหลอม ความรู้สึกประหลาดที่เหมือนมีหนอนร้อนๆ นับล้านตัวชอนไชไปตามเส้นเอ็น ไขกระดูก และข้อต่อต่างๆ ทำให้เขาต้องกัดฟันจนกรามแทบแตกเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้องออกมา ลู่ชิงไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญคือ การสร้างรากฐาน ของปราณกำเนิดเซียนที่กำลังเข้าขจัดสิ่งสกปรกและปรับโครงสร้างร่างกายของมนุษย์เดินดินให้กลายเป็ "กายาเซียน" อย่างสมบูรณ์ลู่ชิงทนความร้อนรุ่มไม่ไหวอีกต่อไป เขาค่อยๆ พยุงร่างที่สั่นเทาลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เหงื่อไหลโชกจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม เขาเดินโซเซหลบฉากออกมาจากแคมป์พักแรมเพียงลำพัง มุ่งหน้าไปยังลำธารที่ส่งเสียงไหลเอื่อยๆ หวังจะเอาน้ำเย็นๆ ล้างหน้าเพื่อดับความร้อนในร่างกาย
ทว่าในขณะที่เขากำลังวักน้ำขึ้นมานั้นเอง...
"อุแว้... ฮือออ... "
เสียงเด็กร้องไห้สะอื้นไห้แว่วมาตามลมหนาว! ลู่ชิงชะงักกึก ปราณกำเนิดเซียนในร่างที่กำลังพลุ่งพล่านได้ขยายประสาทััทั้งห้าของเขาจนทะลุขีดจำกัดมนุษย์ปุถุชน เสียงที่ควรจะเบาบางอยู่ไกลลิบกลับดังชัดเจนก้องอยู่ในหูของเขา และมันมาจากอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ ลึกเข้าไปในป่าที่รกทึบและมืดมิด
ลู่ชิงไม่ได้ใช้เวลาคิดไตร่ตรองตามวิสัยบัณฑิตเลยแม้แต่น้อย เพราะในจิติญญาของเขาถูกปลูกฝังด้วย ตำราปราชญ์ และคำสอนของมารดาที่ให้ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากเสมอ ยิ่งเป็เสียงเด็กหลงทางที่ดูไร้เดียงสาร้องไห้อยู่กลางป่าอาถรรพ์เช่นนี้ หัวใจของเขาก็สั่งให้พุ่งตัวไปทันที แม้ว่าลึกๆ แล้วเขาจะเป็คนขี้ขลาดและกลัวผีจนขึ้นสมองก็ตาม
เขาข้ามลำธารแล้วก้าวเท้าฉับๆ ตามเสียงนั้นไป ยิ่งเดินลึกเข้าไป บรรยากาศรอบตัวก็เริ่มเปลี่ยนเป็หนาวเย็นะเืจนมองเห็นลมหายใจเป็ไอสีขาว
แสงจันทร์เสี้ยวส่องลงมาไม่ถึงพื้นดินเนื่องจากกิ่งก้านของต้นไม้โบราณที่ปกคลุมหนาแน่น เสียงนกเค้าแมวและเสียงสัตว์ป่าร้องระงมทำให้ลู่ชิงต้องพึมพำปลอบใจตัวเองด้วยเสียงสั่นเครือ
"ยะ...อย่ามาหลอกกันเลยนะ ข้าชื่อลู่ชิง ข้ามาดี ข้ามาช่วยเด็กจริงๆ นะขอรับท่านเ้าที่เ้าทาง..."
เขาเดินฝ่าพุ่มหนามจนมาหยุดอยู่ที่หน้าปากถ้ำขนาดใหญ่มหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่อย่างน่าเกรงขาม ปากถ้ำนั้นดูดำมืดและวังเวงประดุจปากของอสูรกายจากขุมนรก เสียงเด็กร้องนั้นดังมาจากส่วนลึกของถ้ำแห่งนี้ และราวกับมีแรงดึงดูดประหลาดจากปราณเซียนในร่างที่ััได้ถึงบางอย่างที่ "พิเศษ" มันดึงดูดให้เขาก้าวเท้าเข้าไปข้างในราวกับถูกมนต์สะกด
น่าแปลกที่ยิ่งเดินลึกเข้าไปในถ้ำที่ควรจะมืดมิดสนิท ลู่ชิงกลับพบว่าดวงตาของเขาสามารถมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนอย่างน่าอัศจรรย์ ผนังถ้ำที่มีแร่ธาตุระยิบระยับ หินงอกหินย้อยที่ดูคมกริบ ทุกรายละเอียดปรากฏสู่สายตาเขาราวกับเดินอยู่ท่ามกลางแสงตะวัน จนกระทั่งเขาเดินมาถึงโถงกว้างใจกลางถ้ำ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ลู่ชิงแทบจะหยุดหายใจ!ใจกลางโถงถ้ำนั้นมีบึงน้ำมรกตขนาดใหญ่ที่สงบนิ่งประดุจกระจก และตรงกลางบึงนั้นเองมีต้นไม้ประหลาดต้นหนึ่งกิ่งก้านของมันเปล่งประกายแสงสีระยับระยับประดุจดวงดาวในความฝัน กลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยออกมาทำให้ร่างกายที่เคยร้อนรุ่มของเขาสงบลงอย่างน่าประหลาด และเสียงเด็กร้องนั้นก็มาจากทิศทางของต้นไม้นี้ไม่ผิดแน่
แต่ก่อนที่ลู่ชิงจะทันได้ก้าวเท้าลงน้ำ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเงาขนาดมหึมาที่ขดอยู่เบื้องล่างโคนต้นไม้
"แม่เ้าโว้ยยย!"
ลู่ชิงอุทานในใจจนแทบกระอัก งูั์ที่มีขนาดมหึมาอย่างที่ไม่ควรมีอยู่จริงบนโลก ลำตัวของมันหนาเท่าถังใส่น้ำและยาวไม่ต่ำกว่าสิบจั้ง (ประมาณ 30 เมตร) นอนขดตัวนิ่งอยู่อย่างสง่างาม เกล็ดของมันมีสีขาวบริสุทธิ์ประดุจหิมะทั่วทั้งตัว ทั่วร่างเปล่งออร่าสีฟ้าจางๆ ที่มีความเย็นจัดออกมาจนผิวน้ำรอบๆ บึงและโขดหินกลายเป็เกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน
นี่มันไม่ใช่สัตว์ธรรมดา แต่มันคือสัตว์อสูราชัดๆ!
พละกำลังและความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาทำให้ลู่ชิงได้สติกลับคืนมาทันควัน ความเป็ปราชญ์ ความกตัญญู หรือเสียงเด็กหลงทางอะไรนั่น เขาโยนทิ้งไปนอกถ้ำหมดแล้ว! วินาทีนี้สัญชาตญาณเอาตัวรอดสั่งการคำเดียวคือ "หนี!" เขารีบหมุนตัวกลับเตรียมจะโกยแนบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่ด้วยความตระหนกจนลนลาน เท้าเ้ากรรมของเขากลับไปเตะเข้ากับก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่งที่วางอยู่อย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จนมันกลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้นถ้ำที่ปูด้วยหินเรียบ
"กึก... กึก... ก้องงง..."
เสียงหินกระทบพื้นสะท้อนก้องกังวานไปทั่วโถงถ้ำที่เคยเงียบสงัด ลู่ชิงตัวแข็งทื่อราวกับถูกคำสาปหยุดเวลา หัวใจของเขาเต้นระรัวประดุจเสียงกลองศึกที่พร้อมจะะเิออกมาจากอก เขาค่อยๆ เอียงคอหันหน้ากลับไปมองช้าๆ อย่างช้าที่สุด...
และเขาก็พบว่า... ดวงตาสีฟ้าครามสดใสขนาดมหึมาประดุจดวงไฟของงูั์ขาวตัวนั้น ได้ลืมขึ้นมาจ้องมองตรงมาที่เขาด้วยความเยือกเย็นเสียแล้ว!
"ซู่ววววววว!"
เสียงขู่ฟ่อที่ทรงพลังจนบรรยากาศในถ้ำสั่นะเืทำเอาลู่ชิงถึงกับเข่าอ่อนจนแทบจะลงไปกองกับพื้น!