ตอนที่ 49
ชะตากรรมขององครักษ์โลหิต
ย่ำค่ำที่ดวงตะวันพึ่งจะลาลับ ริ้วแสงสีเหลือส้มเส้นสุดท้ายพึ่งจะจางหายไปได้ไม่นาน หมู่บ้านที่ก่อนยังคงครึกครื่นจึงกลายเป็นสงบเงียบ เมื่อฟ้ามืด ผู้คนก็พากันกลับเข้าบ้านของตน
แต่แล้ว ในความสงบเงียบของช่วงหัวค่ำ พลันต้องปั่นป่วนวุ่นวายด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้อง
“ ตูมมมม!!!!...”
เป็นใจกลางหมู่บ้าน แรงระเบิดทำให้อาคารขนาดใหญ่หลังหนึ่งพังเป็นแถบ ผู้คนต่างพากันแตกตื่นตกใจ รีบวิ่งออกจากบ้านมาชมดู ก่อนจะพบว่า โรงหมอถูกแรงระเบิดทุบทำลายไปครึ่งหลัง
ท่ามกลางฝุ่นควันและเปลวไฟ มองเห็นเงาร่างสง่างามในชุดสีดำ เงาร่างนั้นจับจ้องมองไปยังกลางท้องถนน ท้องถนนที่ปรากฏคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ในท่าชันเข่า ใช้กระบี่หนักในมือค้ำยันมิให้ตัวเองล้มลง
“ จิ่วโม่ เจ้าเป็นบ้าอะไรของเจ้า ไฉนเจ้าต้องลงมือจู่โจมพี่ใหญ่”
เป็นเสียงแหลมเล็กที่มิได้ดังมาก กล่าวออกมาจากเรือนอาคารอีกครึ่งของโรงหมอที่ยังคงสภาพ ผู้กล่าวย่อมเป็นซวงเอ๋อร์ ที่บัดนี้พยายามชันกายขึ้นนั่ง หากถูกหานเฟิงประคองร่างให้นอนกลับลงไป
ภาพเหตุการณ์ที่เห็น เป็นเมื่อครู่ หลังจากที่ซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้นว่า หานเฟิงคือทาญาติรุ่นหลังของตระกูลเซี่ย จิ่วโม่ที่ตอนแรกแตกตื่นตกใจ ก็กลับกลายเป็นดุร้าย มันชักกระบี่ออกโถมเข้าใส่หานเฟิงอย่างสุดกำลัง หากสุดท้ายถูกหานเฟิงใช้พลังที่เพียงไม่ถึงครึ่ง ซัดจนกระเด็น
จิ่วโม่ ที่ยามนี้สภาพร่างสะบักสบอม พยายามชันกายลุกขึ้นยืนด้วยสองขาที่สั่นสะท้าน เป็นมันพ่ายต่อหานเฟิงที่ระดับความสำเร็จต่ำกว่าอย่างหมดรูป แต่ถึงแม้จะพ่ายแพ้ หากแววตาคมกล้าของมันหาได้ปรากฏซึ่งความหวาดเกรงแต่อย่างใด กระทั่งยังลุกโชนด้วยเปลวไฟแห่งการต่อสู้ อีกยังแฝงไว้ด้วยความโกรธเกลียดและชิงชัง
“ ปลุกปราณโลหิต!!!...”
จิ่วโม่คำรามกร้าว พลันให้กระแสปราณที่ทะลักทะลายกลายเป็นแดงฉาน กลิ่นอายโลหิตคาวคลุ้งฟุ้งตะลบอบอวล
“ จิ่วโม่ ไอ้เจ้าบ้า” กลับเป็นเสียงของซวงเอ๋อร์ ที่กลับกลายเป็นแตกตื่นร้อนรน
หานเฟิงชมดูจิ่วโม่ที่บัดนี้สองตาแดงฉาน กระแสปราณคลุ้มคลั่ง กลิ่นคาวโลหิตทะลักทลาย สัมผัสได้ว่า ระดับพลังของมันได้ไต่ทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด ก่อนจะได้ยินเสียงกล่าวของซวงเอ๋อร์ดังขึ้นอีกครา
“ พี่ใหญ่ จิ่วโม่มันใช้ปลุกปราณโลหิต ทางที่ดีท่านรีบหนีไป”
“ ปลุกปราณโลหิต?” หานเฟิงทวนคำอย่างครุ่นคิด มันไม่เคยได้ยินนามของทักษะวิชานี้มาก่อน
“ ถูกแล้ว นี่จึงเป็นเคล็ดวิชาลับของตระกูลเซี่ย ที่ได้ถ่ายทอดต่อสิบสามองครักษ์โลหิตในตอนนั้น ทว่า เคล็ดวิชานี้อันตรายยิ่ง แม้จะเพิ่มพูนศักยภาพในการต่อสู้อย่างก้าวกระโดด แต่จะทำให้ผู้ใช้สูญเสียสัมปชัญญะไป”
หานเฟิงได้ยินคำก็พลันเบิกตากว้าง กล่าวขึ้นว่า
“ นั่นเหมือนกับเคล็ดโทสะแห่งมังกรที่ข้ารู้จัก” (** ตอน วิกฤตตำหนักอัคคี (9) หานเฟิงเคยพยายามใช้เคล็ด โทสะแห่งมังกร แต่ไม่สำเร็จ เพราะถูกเสวี่ยเอ๋อร์หยุดยั้งขัดขวาง)
“ ท่านจึงสมควรรีบหลบหนีไปโดยไว จิ่วโม่ยามนี้แข็งแกร่งยิ่ง” ซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้นอย่างเป็นกังวน
หานเฟิงส่ายหน้า “ ยังอยู่ในขอบเขตที่ข้าสามารถเอาชัยได้ไม่ยาก”
“ เอ๋ะ!!!...” ซวงเอ๋อร์ที่เห็นท่าทางมั่นใจของหานเฟิง ก็อดไม่ได้ที่จะต้องกลืนน้ำลาย ก่อนจะรีบกล่าวขึ้นว่า
“ เช่นนั้นขอร้องท่าน อย่าได้สังหารมัน”
คำกล่าวของซวงเอ๋อร์พลันให้หานเฟิงต้องหันหน้ามองนางอย่างไม่เข้าใจ
“ มันก็เหมือนกันกับข้า ทั้งเผ่าของมัน เหลือมันเพียงแค่ผู้เดียว...”
“ จึงขอร้องท่าน อย่าได้สังหารมัน มันที่ทำเช่นนี้ย่อมมีเหตุผล ข้า ข้า…”
“ เข้าใจแล้ว” หานเฟิงกล่าวพร้อมกับถอนใจ ก่อนจะก้าวเท้าร่ายใช้ดาราวาบวับออกไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้น ก็บังเกิดเป็นเสียงระเบิดของการต่อสู้สัปยุทธ์ดังกึกก้อง ชาวบ้านพากันแตกตื่นหนีตาย ยิ่งมา การต่อสู้ก็ยิ่งรุนแรง อาคารบ้านเรือนหลังแล้วหลังเล่าถูกทุบทำลายจนกลับกลายเป็นธุลี
กระทั่งผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม เสียงและแรงสั่นสะเทือนจากการต่อสู้จึงได้สงบ หากกว่าครึ่งชั่วยามที่ผ่านมา เพลิงแห่งการต่อสู้ ได้ทุบทำลายอาคารบ้านเรือนไปกว่าครึ่งหมู่บ้าน ยามนี้ จึงมองเห็นหานเฟิงที่หน้าอกหอบสะท้อน ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ใต้ฝ่าเท้าของมัน คือจิ่วโม่ ที่สภาพร่างสบักสบอมนอนไม่ได้สติ ทั้งยังกลับกลายเป็นลักษ์ปีศาจ ที่ปรากฏหูและหางสุนัขป่าสีดำ
หานเฟิงที่ยามนี้เหน็ดเหนื่อยยิ่ง การต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่กำลังคลุ้มคลั่ง ทั้งตนต้องไม่พลั้งมือสังหาร เป็นอะไรที่ยากเย็น หากมิต้องคำนึงถึงคำร้องขอของซวงเอ๋อร์ มันก็สามารถส่งจิ่วโม่ลงสู่ปรภพได้ตั้งแต่การต่อสู้เริ่มขึ้นได้ไม่ถึงสองลมหายใจ
หานเฟิงที่ยืนหอบหายใจ เก็บกระบี่หนักที่สภาพราวกับเศษเหล็กของจิ่วโม่เข้าไปในแหวนมิติ ก่อนจะใช้มือเดียวคว้าจิ่วโม่ขึ้นมา จากนั้นลำแสงก็กระพริบวาบ คนทั้งสองหายวับไป…
ไกลห่างจากพื้นที่การต่อสู้ของหานเฟิง เป็นมหานครที่ศิวิไล ผู้คนยังคงเดินอย่างพลุกพล่าน แม้ฟ้าจะมืด หากแสงไฟจากโคมและตะเกียงที่ส่องสว่าง ได้พาให้ค่ำคืนมิเงียบงัน
ที่ใจกลางของมหนคร มองเห็นเป็นแนวรั้วกำแพงสูงใหญ่ แนวรั้วกว้างไกลล้วนเป็นสีดำราวกับรัตติกาลที่มืดมิด ด้านในของแนวรั้ว มีตำหนักอาคารใหญ่น้อยหลายร้อยหลัง หากทั้งมวลล้วนเป็นแต่สีดำ จึงแลดูลึกลับและอึมครึม
เป็นวังหลวงแห่งอาณาจักรนภาทมิฬ...
ด้านในตำหนักอาคารหลังหนึ่ง บนเตียงบรรทม นั่งไว้ด้วยชายหนุ่มที่แลอายุวัยประมานยี่สิบห้าในชุดผ้าสีขาวโปร่งบาง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา สายตาทอดมองฝ้าเพดานตำหนัก คล้ายกำลังเหม่อคิดเรื่องราวบางประการ ส่วนเบื้องล่าง หน้าแท่นบรรทม นั่งชันเข่าไว้ด้วยเงาร่างหนึ่ง
เป็นเงาร่างของมนุษย์ หากแปลกที่เส้นขนกลับเป็นสีน้ำตาลยาว ทั้งตรงก้นยังเห็นเป็นหางที่ยาวเหยียด กระทั่งเท้าที่เปลือยเปล่า ยังดูคล้ายกับมือ ใบหน้าของมันยังแลคล้ายมนุษย์ เป็นมนุษย์บุรุษที่ช่วงอายุวัยประมาณสี่สิบต้นๆ ส่วนที่แก้มขวา มองเห็นเป็นตัวเลข หนึ่ง ที่ชัดเจน
“ โทษทีๆ เมื่อกี้ข้ากำลังคิดอะไรเพลินๆ จึงไม่ได้ฟังคำกล่าวของเจ้าแม้แต่น้อย อสูรวานร...” ผู้กล่าวคือชายหนุ่มบนแท่นบรรทม
“ ไหนเจ้าลองกล่าวให้ข้าฟังดูใหม่อีกครา”
อสูรวานรที่เบื้องล่างยิ้มแหยก่อนจะกล่าว “ เรียนองค์รัชทายาท เป็นเหมืองทองทางตะวันตกถูกคนผู้หนึ่งเข้าก่อกวน...”
“ เป็นเจ้าจิ่วโม่นั่นอีกแล้ว? ที่นั่นมีอสูรเสือดำประจำการอยู่ มันคงทำอะไรมากไม่ได้” บุรุษบนแท่นบรรทมที่ถูกเรียกหาว่า รัชทายาท กล่าวแทรกขึ้น
“ ม มิใช่จิ่วโม่”
“ หืม?... มิใช่จิ่วโม่ แล้วเป็นผู้ใด อสูรเสือดำก็เฝ้ารักษาการอยู่ มันไม่มีปัญญาจัดการเลยรึ?”
“ ค คือ อสูรเสือดำตายแล้ว”
“ ตาย!!!...” รัชทายาทลุกพลวดขึ้นมา “ เจ้าบอกว่ามันตาย ตกตายเช่นไร”
“ เป็นถูกคนผู้นั้นสังหาร”
“ แล้วทองคำของข้าเล่า?”
อสูรวานรได้ยินคำของชายหนุ่มเบื้องหน้า ก็ชะงักงัน จึงพลันเข้าใจว่า ไอ้ท่าทีแตกตื่นที่แสดงออกมาอยู่นี้ เป็นเพราะห่วงกังวนต่อทรัพย์สินของตัวเอง
“ ถ ถูกคนผู้นั้นปล้นชิงไปจนสิ้นเลยขอรับ”
“ บัดซบ!!! มันเป็นใคร จึงกล้ามาปล้นชิงของ ของข้า...”
“ ไม่ทราบขอรับ”
“ เจ้าไม่ทราบ เช่นนั้นจึงไม่ต้องลากตัวมันออกมาให้ข้างั้นรึ?”
“ ม ไม่ใช่ขอรับ ยามนี้ข้าได้จัดทำประกาศจับใบหน้าของมันออกไปแล้ว รับรองว่า ในไม่ช้า ต้องได้ตัวมันมาอย่างแน่นอน”
“ เช่นนั้นก็ดี... อ่อ แล้วอีกอย่าง ข้าต้องการตัวมันมาอย่างเป็นๆ ข้าจักให้มันได้รู้ว่า คน ที่แตะต้องของ ของข้า มันจะต้องมีชะตากรรมเช่นไร”
“ ขอรับ”
รับคำเสร็จก็ถอยกายเตรียมออกจากห้องไป หากกลับปรากฏคำกล่าวของรัชทายาทดังไล่หลังมาอีกครั้ง
“ หัวหน้าเจ้า ยามนี้ไปอยู่ที่ใด?... ไฉนจึงให้เจ้าออกมารับหน้าแทน”
“ เป็นท่านหัวหน้าปิดด่านบำเพ็ญ เตรียมฝ่าเข้าสู่ขอบเขตดาราจักรขอรับ”
“ งั้นรึ เช่นนั้นเจ้าก็ไปเถอะ จัดการเรื่องราวของเจ้าให้เรียบร้อย ช่วงนี้หากไม่มีเรื่องสำคัญ ก็อย่าได้มารบกวนข้า...” กล่าวถึงตรงนี้ ก็เห็นว่าองค์รัชทายาทผู้นั้นเหม่อมองฝ้าเพดานอีกครา ก่อนที่ริมฝีปากจะเป็นขึ้นเป็นคำกล่าวออกมา ด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา จนมีเพียงแค่ตนที่ได้ยิน
“ เพราะข้า กำลังคิดหาแผนการ ที่จะทอดกายลงบนเรือนร่างของน้องสาว ต่างมารดา ที่พึ่งจะหวนคืนกลับสู่บ้านมา ผู้นี้...”
รุ่งเช้า กลางป่าเขาที่มีเพียงเสียงวิหกดังเจื้อยแจ้ว ใต้ต้นไม้ใหญ่ ปรากฏมีสามเงาร่าง เป็นสองนั่ง หนึ่งนอน หากมีเพียงแค่หนึ่ง ที่ยังคงสติ
สามคนที่ว่า คือหานเฟิง จิ่วโม่ และซวงเอ๋อร์ โดยที่นอนอยู่ย่อมต้องเป็นซวงเอ๋อร์ ส่วนจิ่วโม่ถูกพันธนาการไว้ด้วยทัณฑ์สายบัวแดงของหานเฟิง แต่ก็คงหลับไหลไม่ได้สติ กระทั่งที่เวลาล่วงผ่านไปอีกครู่ ความสงบเงียบก็พลันต้องถูกทำลายลง
“ เจ็บ!! เจ็บ!! เจ็บ!! เจ็บ!!…”
คำ “ เจ็บ” ดังขึ้นรวดเดียวสี่ครา จากปากของจิ่วโม่ มันที่ยังมิทันได้ลืมตามอง ก็แหกปากดังลั่นป่าขึ้นมาเสียแล้ว
ซึ่งเสียงของมันก็มิเพียงแค่เหล่าสกุณาที่ตกใจ กระทั่งซวงเอ๋อร์ที่ยังคงพักผ่อนหลับไหล ยังถึงกับต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา
“ ไอ้เจ้าหมาดำ ยังพึ่งจะเช้า ไฉนเจ้าจึงได้แหกปากโวยวายเสียงดังนัก”
จิ่วโม่ที่ได้ยินคำของซวงเอ๋อร์ก็ลืมตาขึ้นมอง
“ บัดซบ ก็ข้าเจ็บนิ… หืม!! แล้วนี่อะไรรัดพันข้า แล้วไฉนข้าจึงขยับไม่ได้ บัดซบ!!!... ลมปราณก็ปล่อยออกไปไม่ได้...”
“ เจ้า เงียบเสียงเป็นบ้างหรือไม่?” คำกล่าวนี้เป็นของหานเฟิง มันกล่าวขึ้นเสียงเรียบอย่างนึกรำคาญ
“ หืม!!! เจ้า… ไอ้ทายาทรุ่นหลังตระกูลเซี่ย นี่เจ้ายังไม่ตายอีก?”
จิ่วโม่แผดเสียงกล่าวอย่างแตกตื่น เมื่อเห็นว่า หานเฟิงจับจ้องมองมันอย่างมิรู้สึกทุกข์ร้อน
“ ที่จะตายก่อนยังคงเป็นเจ้า หากมิใช่ข้าขอร้องพี่ใหญ่ให้ออมมือ ไว้ชีวิตเจ้า”
คำกล่าวของซวงเอ๋อร์พลันให้จิ่วโม่ต้องกรอกตากลับไปมองนาง
“ ขอร้องอันใด? ออมมืออันใด?...”
“ นี่เป็นเจ้าโง่หรือเจ้าโง่กันแน่ ย่อมเป็นข้าขอร้องพี่ใหญ่ให้ไว้ชีวิตเจ้า”
“ เพ่ย เจ้าสิโง่ นังจิ้งจอกน้อย ก็เห็นๆอยู่ว่า มันมีความสำเร็จเพียงปราณปฐพีขั้นกลาง ส่วนตัวข้าที่อยู่ในสภาวะปลุกปราณโลหิต กำลังต่อสู้เทียบได้กับปราณนภาขั้นกลาง ไม่มีทางที่คนเช่นมัน…”
จิ่วโม่กล่าวได้เพียงแค่เท่านั้น ก็ถูกเสียงของหานเฟินก็กล่าวแทรกขึ้น “ กำลังต่อสู้เทียบได้กับปราณนภาขั้นกลาง แต่สติปัญญาเป็นศูนย์ ยามนั้น หากข้าคิดสังหารเจ้า กลับง่ายเพียงพลิกฝ่ามือ”
“ จ เจ้า…” จิ่วโม่กัดฟันกรอดจ้องมองหานเฟิงอย่างขุ่นแค้น
หานเฟิงมิกล่าวสิ่งใดต่อ เพียงเอนหลังพิงต้นไม้หลับตาลงอย่างสงบ
“ ทำไมเจ้าต้องลงมือจู่โจมพี่ใหญ่”
ผู้กล่าวย่อมเป็นซวงเอ๋อร์ นางที่บัดนี้ยังคงนอนอยู่ จับจ้องมองจิ่วโม่ด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ
จิ่วโม่ได้ยินคำ ก็หลับตาลง เนื่องเพราะมันยังคงถูกทัณฑ์สายบัวแดงของหานเฟิงผนึกการเคลื่อนไหว จึงทำได้เพียงเปิดปากพูด ลืมตาหลับตา และกรอกลูกตาไปมา กระทั่งผ่านไปอีกชั่วครู่ ปากของมันก็เปิดขึ้น เป็นน้ำคำที่สงบนิ่ง ไร้อารมณ์
“ เพราะตระกูลเซี่ยในครานั้น พี่น้องของข้า จึงต้องตกตาย...”
“ เจ้าพึ่งอายุเพียงแค่สองพันปี ส่วนราชวงศ์เซี่ยก็ล่มสลายไปแล้วกว่าห้าพันปี แล้วเจ้าไปลากเอาราชวงศ์เซี่ยมาข้องเกี่ยวกับเผ่าของเจ้า ที่พึ่งจะถูกฆ่าล้างไปเมื่อห้าร้อยปีมานี้ได้อย่างไร?”
“ ทำไม่จะไม่เกี่ยว!!!...” จิ่วโม่ตวาดเสียงดัง “ เพราะตระกูลเซี่ย ทุกตระกูลมนุษย์และทุกเผ่าพันธ์ปีศาจ ที่ต่างก็เคยเป็นองครักษ์โลหิตในครั้งนั้น จึงได้ล่มสลายลง”
ได้ยินคำของจิ่วโม่ จึงพลันให้หานเฟิงลืมตาขึ้นมองอย่างรู้สึกสนใจ
“ จ เจ้าว่ากระไร?” ซวงเอ๋อร์กล่าวอย่างไม่เชื่อหู “ เจ้าว่าเป็นทุกตระกูลองครักษ์โลหิตที่ล่มสลายลง?”
“ มิใช่ทุกตระกูล จะเหลือก็แต่ตระกูลเยี่ย ที่เข้าแทนที่ตระกูลเซี่ยในครั้งนั้น ตอนนี้พวกมันจึงกลายเป็นราชวงศ์ผู้ปกครอง ของอาณาจักรแห่งนี้ไป”
“ ข้าไม่เข้าใจ นั่นเกี่ยวอันใดกับการล่มสลายของทุกตระกูลองครักษ์โลหิตที่เหลือ?”
“ พวกเจ้าเผ่าจิ้งจอกมายาหลบหนีไปอยู่ในหุบเขาที่ตัดขาดจากโลกภายนอก ก็ย่อมไม่ทราบ ว่าทั้งตระกูลของข้า และอีกสิบตระกูลที่เหลือ ต่างก็ต้องเผชิญกับชะตากรรมเดียวกัน คือถูกตระกูลเยี่ยส่งคนเข้ากวาดล้าง”
“ ไม่มีทาง เรื่องราวเมื่อห้าพันปีก่อน เป็นเจ็ดตระกูลองครักษ์โลหิตที่ทรยศต่อตระกูลเซี่ย ไม่มีทางที่ตระกูลเยี่ยจะ…”
ซวงเอ๋อร์กล่าวได้เพียงแค่เท่านั้น ก็ถูกจิ่วโม่กล่าวแทรกขึ้นทันควัน “ กระทั่งตระกูลเซี่ยพวกมันยังกล้ารวมหัวกันทรยศหักหลัง แล้วจะนับประสาอะไรกับตระกูลเยี่ยที่เข้าแทนที่ ดังนั้น เจ้าลองคิดดู ว่าตระกูลเยี่ย จะยอมให้ภาพเหตุการณ์เช่นเดิม ฉายซ้ำขึ้นมาอีกหรือไม่?”
ซวงเอ๋อร์ได้ยินคำก็ลอบกลืนน้ำลาย “ ไม่เห็นเจ้าเคยบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ต่อมารดาข้า”
“ เพราะข้าเห็นว่า พวกเจ้าจิ้งจอกมายา ต่างก็ใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข ข้าจึงมิต้องการสร้างความไม่สบายใจต่อพวกเจ้า เลยมิได้บอกกล่าวสิ่งใด”
“ กลับเป็นเช่นนั้น…” แววตาของซวงเอ๋อร์หม่นลงเมื่อคิดถึงคนในเผ่า
“ กว่าห้าร้อยปีมานี้ ข้าตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ เฟ้นหาทายาทที่เหลือรอดขององครักษ์โลหิต ทว่า นอกจากพวกเจ้าเผ่าจิ้งจอกมายา ที่ก่อนนี้ยังคงสุขสบายแล้วในหุบเขาที่ตัดขาดจากโลกภายนอกแล้ว... ”
“ ข้ากลับไม่พบเจอผู้ใด...”