หลังจากทุกคนออกไปจัดการสิ่งที่เอ่ยอาสากันนั้น หนูนิลก็ย้ายไปนั่งซบอกแม่นวลอีกครั้งอย่างน่าเอ็นดู และอยากซึมซับไออุ่นของแม่แบบนี้ไปนานๆ ถ้าท้องเ้ากรรมไม่กำลังร้องประท้วงขึ้นมาซะก่อนน่ะนะ
แม่นวลถึงกับต้องยิ้มเอ็นดูเ้าตัวเล็กที่ถึงแม้ท้องจะร้อง 2-3 ครั้งแล้วก็ยังไม่ยอมผละจากอกแม่
“หิวใช่หรือไม่ลูก เดี๋ยวแม่ไปอุ่นข้าวต้มให้กินดีหรือไม่” แม่นวลเอ่ยบอกด้วยเสียงนุ่ม และเตรียมปลดมือลูกน้อยออกจากตัว แต่เ้าตัวกลับผวามากอดแน่นกว่าเดิม
“นินด้วย!” หนูนิลกอดแม่ไม่ยอมปล่อย จนแม่นวลต้องกระเตงลูกออกมายังนอกห้อง เพื่อจะไปยังครัวเพื่อทำกับข้าว หนูนิลเลยมีเวลาสำรวจเรือนตนเองอีกครั้ง
เรือนหลังนี้ไม่ได้ใหญ่มาก มีห้องเพียง 3 ห้อง คือห้องพ่อโชค แม่นวล โดยมีตัวแถมแบบหนูนิลและแม่ทับทิมบ้างในบางคราว เนื่องจากทั้งคู่ บางครั้งก็ไม่อยากนอนห้องนอนที่พ่อแม่แยกให้ ส่วนอีกห้องเป็ห้องของเด็กชายทั้ง 3 ของบ้านที่ยังคงนอนรวมกัน ซึ่งพวกเด็กๆ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แถมชอบเสียด้วยซ้ำที่ได้นอนได้เล่นด้วยกันตลอดเวลา ด้านหลังใช้เป็โซนครัว ด้านหน้าเป็บริเวณที่นั่งเล่น มีตั่งตั้งอยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็ที่นั่งเล่นประจำของเด็กๆ ซึ่งทุกอย่างล้วนอยู่้าบ้าน เรียกว่าเป็บ้านไม้ยกใต้ถุนสูงตามแบบฉบับเรือนไทยสมัยโบราณโดยแท้ ไม่เหมือนสมัยที่นรินทร์จากมา ที่นั่นนิยมอยู่คอนโดตึกสูงระฟ้า หรือไม่ก็บ้านเดี่ยวที่ทำจากอิฐ ปูนที่มีความคงทนแข็งแรง บางบ้านก็ชั้นเดียว บางบ้านสอง หรือสามชั้นแล้วแต่ฐานะและหน้าตาทางสังคม
เมื่อแม่นวลเดินมาถึงครัวก็วางลูกน้อยกับเก้าอี้เตี้ยๆ ในครัวที่ใช้นั่งทำกับข้าว คราวนี้เ้าตัวน้อยยอมปล่อย เพราะรู้ว่าแม่ต้องหุงหาอาหารให้ตนเอง แม่นวลทำเพียงตักข้าวต้มใส่ถ้วยสังกะสีใบขนาดกลาง และพาเ้าตัวน้อยไปนั่งกินที่ตั่งกลางบ้านซึ่งเป็บริเวณที่ใช้งานได้หลากหลาย ทั้งที่นั่งเล่น ที่กินข้าว ที่อ่าน เขียนของเด็กๆ
แม่นวลตักข้าวต้มคำเล็กๆ เพื่อป้อนหนูนิล คำแรกที่ัั คือจืดสนิท หรือจะเป็เพราะพึ่งหายป่วยกันนะ ลิ้นถึงไม่รับรู้รสชาติแบบนี้ เมื่อไม่แน่ใจ คำที่สอง สาม สี่ ตามมา คราวนี้ชัวร์จืดสนิทเหมือนเดิม จึงเงยหน้ามองแม่แล้วข้าวต้มในชาม ที่เห็นเพียงแค่เศษข้าวหักๆ น้ำใสแจ๋ว
ก่อนคำที่ห้าจะเข้าปาก หนูนิลก็เบือนหน้าหนี
“ม่ายหย่อย แมะแมะ” หนูนิลเอ่ยบอกแม่ พลางชี้ๆ ข้าวในชามไปด้วย
คนเป็แม่เมื่อได้ยินก็หน้าเจื่อน เนื่องด้วยในเรือนตอนนี้ไม่มีเครื่องปรุงรสใด ข้าวต้มจึงมีเพียงข้าวกับน้ำที่ใช้ต้มเท่านั้น อย่าว่าแต่เครื่องปรุงเลย ข้าวที่เหลืออยู่ก็เพียงแค่พอประทังไปอีกแค่ 3-4 เพลาเท่านั้นกับข้าวก็เป็พวกผักริมรั้ว ซึ่งยังถือว่าดีหน่อยที่่นี้ฝนตก จึงงอกเงยให้ได้เก็บมาทำอาหาร เพราะเงินเดือนคุณพี่ยังไม่ออก เพราะนี่พึ่งจะย่างเข้าวันที่ 10 เท่านั้นอีกตั้งกว่า 20 วัน นางก็อดที่จะกลุ้มอกกลุ้มใจไม่ได้เมื่อตระหนักถึงเื่นี้
เนื่องด้วยเงินทองที่สะสมไว้ซื้อข้าวปลาเลี้ยงคนในบ้านที่มีเพียงเล็กน้อยอยู่แล้ว ต้องนำออกมาจ่ายค่าหมอรักษาลูกคนเล็กในรอบ 7 วันนี้ ถึง 2-3 ครั้ง ดังนั้นตอนนี้เงินส่วนที่ต้องเก็บไว้ใช้จ่ายจึงหมดลงเหลือในมือไม่ถึงบาทดีด้วยซ้ำ
เดิมพี่โชคก็ได้เงินเดือนน้อยอยู่แล้วเมื่อเทียบกับงานที่ต้องทำ ทั้งเรือนมีคนหาเบี้ยได้เพียงพี่โชคเดือนละ 5 บาทกับอีก 2 สลึง เดือนๆ หนึ่งพอจ่ายค่าข้าวสารที่กระบุงละ 1 สลึง กระบุงหนึ่งหากออมกินออมใช้ ก็อยู่กันได้สัก 5 วัน เนื่องด้วยบ้านนี้คนเยอะ ทั้งเ้านายและบ่าว หากว่าจะเลี้ยงบ่าว ทั้งนางและพี่โชคก็อดสงสารคนไม่ได้เช่นกัน เพราะทั้งป้าอิ่มและตาล้วนนั้น ล้วนอยู่ด้วยกันมาก็นานนม
ฉะนั้นเดือนๆ หนึ่งต้องมีค่าข้าวสาร 1 บาทกับ 2 สลึง ค่าเนื้อหมูขีดละ 5 เบี้ย ซื้อครั้งหนึ่งอย่างน้อยต้องมี 2 สลึง จึงจะพอให้คนในบ้านได้กินอิ่มหน่อย หากเป็พวกไก่ หรือไข่ก็จักถูกลงกว่านี้ แต่มื้อที่เป็เนื้อนั้นจักมีเดือนละ 3-4 ครั้งเท่านั้น ฉะนั้นเงินที่เหลือในเรือนตอนนี้อย่างไรเสียก็ไม่สามารถพาทุกคนรอดไปถึงวันที่เงินเดือนพี่โชคออกได้ ไว้นางค่อยหารือกับสามีอีกครั้ง
“อดทนเอาหน่อยนะลูก ตอนนี้เกลือในบ้านเราหมด แม่เลยไม่ได้ใส่ให้ ไว้วันพรุ่งดีหรือไม่ แม่จักทำข้าวอร่อยๆ ให้กินหนา” แม่นวลต้องเอ่ยปลอบลูกด้วยความสงสาร
“เ้าก่ะ นินนิน เจื่อฟาง” หนูนิลน้อยเมื่อเห็นแม่เหม่อลอยไปนาน จึงยอมเชื่อฟังแม่นวล และพยายามค้นหาเสี้ยวความทรงจำในหัวน้อยๆ ของตัวเองว่าบ้านนี้อยู่ดีกินดีกันหรือไม่ หรือมีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ระดับใด เผื่อเขาจะนั่งๆ นอนๆ กินไปอีกสักหลายวัน
แต่ความทรงจำน้อยนิดก็ตีกลางแสกหน้า จนผมหน้าม้าหนูนิลคงแหวกเป็ทางกว้างแน่ ๆ ถ้าแสกหน้าได้จริงๆ เพราะบ้านนี้อย่างที่บอกว่าลูกมากจะยากจนจริงๆ คนทำงานหาเบี้ยหาเงินได้เพียงคนเดียวคือพ่อโชค ส่วนคนอื่นๆ ที่พยายามช่วยและประหยัดอดออมกันก็ช่วยได้ไม่มาก
เดอะแบกของบ้านคือพ่อโชคโดยแท้ หนูนิลถึงกับแอบถอนหายใจ ‘ต้องแอบเดี๋ยวแม่นวลจะเข้าใจว่านินนินไม่โอเคกับข้าวต้มของแม่นวล’ อุตส่าห์ปลดภาระเดอะแบกได้จากโลกก่อนได้แล้ว พ่อตื่นขึ้นมาโลกนี้สงสัยจะยังต้องหาเงินช่วยพ่อโชคที่ตกอยู่ในสถานการณ์นั้นอยู่อีกครั้งแล้ว
แต่ครั้งนี้หนูนิลจะให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ไม่ให้ใครได้ลำบากอยู่เพียงลำพัง อย่างที่คนโลกก่อนชอบทำกันแน่นอน โลกก่อนนรินทร์ที่เป็เดอะแบกของบ้านนั้น เป็ด้วยความเต็มใจเนื่องจาก ตา ยายแก่มากแล้วจริงๆ พ่อมีโรคประจำตัว ส่วนแม่นั้นทำงานเย็บปัก ถักร้อยช่วยนรินทร์หารายได้ และดูแลทุกคนในบ้าน ดังนั้นนรินทร์จึงเต็มใจแบกทุกคนไว้ และโชคดีที่หน้าที่การงานที่ทำก็ได้เงินเดือนมากตามปริมาณงานจึงสามารถเลี้ยงคนทั้งบ้านโดยไม่ลำบากได้
ส่วนถามว่าตอนนี้ที่นรินทร์จากมาใครจะเลี้ยงดูทุกคน ก็บอกเลยว่าที่บ้านอยู่ได้สบาย เพราะกรมธรรม์ประกันชีวิตที่นรินทร์ทำไว้ เงินกองทุน เงินชดเชยจากบริษัท คนในบ้านจะมีเงินเพื่อดำรงชีวิตแบบไม่อดอยากแน่นอนถึงจะไม่มีนรินทร์คนนี้อยู่ แต่ก็อาจจะมีแค่ด้านจิตใจ ที่ทุกคนต้องพยายามผ่านพ้นมันไปให้ได้ เพราะจากกันครั้งนี้ไม่อาจจะกลับไปเจอกันได้อีก ไม่เหมือนที่นรินทร์ไปกลับต่างจังหวัดกับกรุงเทพฯ ที่ไปหาได้บ่อยๆ เหมือนอยู่ปากซอยแบบนั้นได้อีกแล้ว
“เฮ้อ” หนูนิลที่คิดเื่โลกก่อนเพลินๆ ถึงกับเผลอถอนหายใจ จนแม่นวลมองจนได้ จนต้องยิ้มหวานกลบเกลื่อน พลางอ้าปากกว้างเหมือนลูกนก เพื่อรอแม่ป้อนอาหาร แม่นวลจึงเลิกมองและตักข้าวป้อนจนหมดชาม
ศาลาท่าน้ำยามบ่ายเช่นนี้ ปกติจะร้อนมาก เพราะริมคลองฝั่งเรือนออกพันโชค ‘ตำแหน่งทางราชการของพ่อโชคแหละ’ เป็ด้านทิศตะวันตก บ่ายๆ แก่ๆ เช่นนี้เป็จุดที่ได้รับแดดเต็มๆ
ตำแหน่ง ‘ออกพัน’ ของพ่อโชคในกรมพระคลังสินค้า เทียบเท่าตำแหน่งผู้ช่วยของผู้ช่วยอีกทีนั่นแหละ จึงไม่ได้มีทำเลที่ตั้งหรือที่ทางที่ดีนัก ที่ได้ที่ตรงนี้ติดคลองก็ดีหนักหนาแล้วจึงมีท่าน้ำให้เทียบเรือ เพราะส่วนใหญ่ผู้คนสัญจรกันทางแม่น้ำ ลำคลองกันมากกว่าแต่นั่นก็แลกมากับที่ทั้งแปลงแทบใช้สอยไม่ได้ ดินทั้งไม่ดี ทั้งแห้งและแข็ง บางจุดก็ปนไปด้วยก้อนกรวดก้อนหินทั้งเล็กใหญ่ จึงเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้เพียงสองส่วนจากสิบส่วน เป็เยี่ยงนี้พ่อโชคจึงมิมีสินค้าเพื่อเสียภาษีเข้าพระคลัง ยังดีที่ได้รับการผ่อนผันให้ส่งเงินเข้าพระคลังทดแทน พ่อโชคจึงต้องเจียดจากเงินเดือนอันน้อยนิดทุกเดือนเพื่อเก็บหอมรอมริบไว้จ่าย
ฉะนั้นจากที่ดินทั้งหมด 10 ไร่ จากศักดินาแลดูมากเมื่อเทียบกับที่โลกเดิมของนรินทร์ที่ถือว่ามากโขเลยหล่ะ แต่ถ้าที่ทำกินจริงๆ ได้ 2 ไร่ จาก 10 ไร่ก็ถือเป็สัดส่วนที่น้อยเกิน ถึงจะมีส่วนที่เป็ตัวเรือนรวมอยู่ในนี้ก็ถือว่าใช้พื้นที่ยังไม่คุ้มค่าจริงๆ
ส่วนบริเวณบ้านนั้นมีเพียงตัวเรือนหลังเก่าที่ได้มาพร้อมกัน ยังไม่ได้มีปลูกเรือนอื่นเพิ่ม นอกเหนือจากเรือนที่ได้รับมาพร้อมที่ดินแต่ต้น เนื่องด้วยเงินน้อยเบี้ยน้อย จึงไม่สามารถสร้างเรือนใหม่ให้มั่นคงแข็งแรงมากกว่านี้ได้ตอนนี้ ทำได้เพียงซ่อมแซมส่วนไหนที่ชำรุดทรุดโทรม จนเกรงว่าเด็กๆ จะเป็อันตรายเท่านั้น
หนูนิลที่นั่งคิดและนึกย้อนจากความทรงจำของหนูนิลคนเก่า ข้างๆ กันมีแม่นวล คอยนั่งดูแลลูกน้อยที่ไม่ยอมอยู่บนเรือนรอพ่อและพี่ๆ ร้องจักลงมาด้านล่างให้ได้ แม่นวลจึงไม่อาจปล่อยให้คลาดสายตา พลางใช้พัดในมือพัดวีคอยไล่แมลงหรือยุงที่อาจมากัดลูกได้อีกให้เ้าตัวเล็ก
พอหนูนิลรวบรวมข้อมูลต่างๆ แล้ว สรุป! ครอบครัวหนูนิลน่ะ ยากจน! ยากจนทั้ง ๆ ที่พ่อโชครับราชการนั่นแหละ ‘เฮ้อ’ คงต้องเริ่มจากการทำให้ทุกคนในเรือนอิ่มท้องมากกว่านี้ก่อนอันดับแรก ถ้าท้องอิ่มก็จะมีแรง มีสมองมาแก้ปัญหาอื่นๆ ไปได้ คิดเสร็จก็ทอดสายตามองท้องน้ำเพื่อพักสมอง