เป่ยชางเป็นเมืองหน้าด่านที่เหลื่อมกันระหว่างเขตสองแคว้นแม้จะเป็นเรื่องจริงที่นอกเขตเป่ยชางแห้งแล้งกันดารจนมิน่าอยู่อาศัยทว่าเขตชุมชนเมืองกลับเจริญรุ่งเรืองมาตลอดยี่สิบกว่าปีนับตั้งแต่ทำสัญญาสงบศึกหรือหากกล่าวอีกนัยหนึ่งเมืองเป่ยชางก็คือสัญญาสงบศึกฉบับนั้นที่เป็นสัญลักษณ์ของการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสองแคว้นที่อาศัยร่วมกันอย่างปรองดอง
ทว่าเมืองเป่ยชางแม้เจริญรุ่งเรืองแต่กลับเป็นสถานที่ที่ประสบกับภัยพิบัติทุกปีมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลยี่สิบกว่าปีมานี้เพียงอาศัยแนวคิดและความรู้จากปราชญ์ของสองแคว้นช่วยกันวางโครงสร้างผังเมืองรับมือภัยพิบัติแต่แล้วความเฟื่องฟูนี้กลับทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างสองแคว้นกล่าวว่าเมืองเป่ยชางควรขึ้นตรงกับแคว้นใด ขณะที่แคว้นตู๋ฝางเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในศึกสงครามครั้งนั้น
ในระหว่างที่เขตเมืองเป่ยชางเจริญรุ่งเรืองมากด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารและกำลังทรัพย์มหาศาลต่อปีนอกเขตเมืองกลับมีกลุ่มโจรที่กลายเป็นปรปักษ์กับทางราชสำนักสร้างความเดือดร้อนต่อชาวเมืองและเหล่าพ่อค้าผู้ที่เดินทางมาเมืองเป่ยชางไม่ว่างเว้น
ด้วยเพราะเหตุนี้จึงทำให้เสวี่ยเฟิ่งระวังภัยรอบด้านระหว่างที่ตัวพวกเขายังอยู่นอกเขตเมือง...
"ดับไฟ!"
ติงเกาทำตามคำสั่งพร้อมกับที่หูได้ยินเสียงฝีเท้าม้าศึกหลายสิบตัวดังใกล้เข้ามาอย่างไม่ทราบทิศทาง"องค์ชาย..."
เสวี่ยเฟิ่งมองไปทางหญิงสาวสองคนที่กำลังนอนหลับก่อนตัดสินใจให้ติงเกาปลุกพวกนาง เขาเองก็ตรงไปหาหลินหลานหรูเช่นกันเขย่าปลุกนางเบาๆ
"เสี่ยวหลัน ต้องไปแล้วเด็กดีเจ้าอดทนอีกหน่อยนะ"เสวี่ยเฟิ่งไม่รอให้นางตื่นเต็มตาก็ช้อนร่างบอบบางขึ้นอุ้มแนบอก ก่อนตรงไปที่ม้าเมื่อมาถึงหลินหลานหรูก็ตื่นเต็มตาแล้ว
"อาลิ่ว ปล่อยข้าลงก่อน"หลินหลานหรูขยับตัวเล็กน้อย ในแววตาเจือความขัดเขินจางๆเขาจึงปล่อยนางลงให้ยืนบนพื้น "เกิดอะไรขึ้น?" ทว่าหลินหลานหรูได้ยินเสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากแล้วดังนั้นคำถามนี้จึงไม่จำเป็นต้องให้เขาตอบ
เสวี่ยเฟิ่งสะบัดเสื้อคลุมไหล่หนอนไหมปีศาจแล้วสวมคลุมไหล่ให้หลินหลานหรูผูกสายเชือกบนปกให้อย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็พลิกตัวขึ้นไปบนหลังม้า
ทางด้านติงเกากับจื่อเหวินก็พร้อมแล้วเช่นกัน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ผิดจากที่เสวี่ยเฟิ่งคาดไว้ระหว่างทางไปเป่ยชางอาจพบกลุ่มคนควบม้าลึกลับเหล่านี้ได้ทุกเมื่อเขาจึงให้สวีโม่กลับกว่างโจว และเดินทางด้วยม้าซึ่งจะทำให้ถึงเป่ยชางได้เร็วกว่าทั้งหมดก็เตรียมการไว้เผื่อต้องหนีและจากไปอย่างทันท่วงทีด้วย
หลินหลานหรูเงยหน้าขึ้นถามเสวี่ยเฟิ่งบนหลังม้า"ท่านมีธนูหรือไม่" เสียงฝีเท้าม้าดังสนั่นลั่นป่าเช่นนี้อย่างไรก็หนีไม่พ้นหากถึงคราวต่อสู้จะได้ไม่ลำบาก
"ที่ห่อสัมภาระบนหลังม้าของติงเกามีธนูไม้ประดิษฐ์อยู่คันหนึ่งแต่ลูกธนูมีไม่มาก"
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ยกให้ข้า"ติงเกาควบม้าเดินมาหา ก่อนหยิบธนูออกมาแล้วส่งให้หลินหลานหรูจากนั้นนางก็พลิกตัวขึ้นหลังม้า นั่งทางด้านหลังเสวี่ยเฟิ่งซึ่งจะช่วยให้ง่ายกว่าหากต้องง้างสายธนูยิง "ติงเกาฝากเจ้าดูแลคุณหนูแทนข้าด้วย"
ติงเกาได้ยินดังนั้นจึงหันมาที่เสวี่ยเฟิ่งหลังเจ้านายพยักหน้าอนุญาต เขาจึงควบม้านำหน้าออกไปตามด้วยเสวี่ยเฟิ่งที่ควบม้าไล่ตามไปข้างหลังไม่ว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องไปให้ถึงประตูเมืองเป่ยชางก่อนฟ้ามืด
"เป็นพวกใด"ในสถานการณ์คับขันอันตรายถึงชีวิต หลินหลานหรูลืมสนิทว่าตนเองกลัวม้านางจดจ่ออยู่กับเงาร่างนับสิบคนที่กำลังฝ่าความมืดตามมาข้างหลังซึ่งอีกเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยามฟ้าก็จะสว่างแล้ว ถึงตอนนั้นจะหลบก็ไม่มีทางหลบพ้นยามนี้ยังอาศัยความมืดซ่อนตัวได้ "หลบพวกเขาได้หรือไม่"
"พวกมันเห็นเราแล้วไม่ปล่อยไปอย่างแน่นอน" เสวี่ยเฟิ่งสะบัดแส้ม้าเร่งให้เร็วขึ้นเสียงลมตีปะทะทำให้แทบไม่ได้ยินเสียงพูด
"แล้วจะทำอย่างไรท่านสกัดจุดลมปราณข้าแล้ว หากคลายจุดเอาเวลานี้ก็ต้องฟื้นกำลังภายในไปอีกสักพักเช่นนั้นข้าคงช่วยท่านสู้ไม่ได้ กำลังคนต่างกันชัดเจน ยังไงก็สู้ไม่ไหว"แม้กระทั่งอาวุธลับของนางยังหายไป คนผู้นี้มือไวใช่ย่อย แค่เวลาสั้นๆก็รู้หมดแล้วว่านางซ่อนอาวุธไว้ที่ใด
"ข้ามีตะบันไฟในแถบรัดเอว"เสวี่ยเฟิ่งพูดสั่นๆ เพราะหากพูดประโยคยาวๆ คงฟังไม่ได้ศัพท์ที่เหลือก็กลืนหายไปกับลม อีกทั้งหลินหลานหรูเป็นคนฉลาดแค่ได้คุยกับนางไม่กี่ประโยคก็เห็นได้ชัดว่านางต่างจากสตรีอื่นความหมายนี้ของเขานางคงเข้าใจได้ไม่ยาก
หลินหลานหรูย่อมเข้าใจความหมายนั้นไฟคงใช้ก่อกวนได้ชั่วคราว แต่จะใช้แค่ก่อกวนจริงๆ หรือ? นั่นไม่สมเป็นอดีตฆาตกรต่อเนื่องอย่างนางสักนิด
หลินหลานหรูงอเข่าแล้วยกส้นเท้าขึ้นสูงก่อนเอนตัวไปข้างหลัง ล้วงแผ่นกระดาษเคลือบน้ำมันออกมาใต้พื้นรองเท้าซึ่งถูกตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเล็กๆในนั้นเคลือบพิษชนิดเข้มข้นที่ทำปฏิกิริยากับอากาศหลังถูกเผาพิษชนิดนี้นางได้แรงบันดาลใจมาจากพิษในบึงป่าอสรพิษที่เคลือบไว้ในอากาศเช่นกันแม้ฤทธิ์จะไม่ร้ายแรง แต่ก็ทำให้คนที่สูดดมเข้าไประคายเคืองจมูกขั้นเฉียบพลันจนเลือดกำเดาไหลและหลงคิดไปว่าพิษนี้อันตรายถึงชีวิต
ยิ่งกว่านั้นหลังถูกเผาจะทำปฏิกิริยากับธาตุในอากาศและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วเพียงเสี้ยวเวลาและคงอยู่ได้นานถึงครึ่งชั่วยาม
หลินหลานหรูถูแผ่นกระดาษเคลือบน้ำมันลงบนหัวลูกธนูไม้เพื่อให้ติดไฟได้ง่ายขึ้น จากนั้นก็เสียบแผ่นกระดาษเข้าไปหลายแผ่นรอก็แค่จุดไฟเท่านั้น
เสวี่ยเฟิ่งบอกนางแล้วว่าเขาเก็บตะบันไฟไว้ที่ใดนางจึงล้วงหยิบของโดยไม่บอกกล่าวเขาล่วงหน้า ดังนั้นจึงทำให้เขาตัวแข็งทื่อ หือ? นางเผลอแตะต้องของสงวนของบุรุษเข้าให้แล้วจึงหดมือกลับแล้วเอ่ย "ขออภัย ข้าจะไถ่โทษท่านวันหลัง"
...นางจะไถ่โทษเขาด้วยวิธีใดหรือ จะ 'รับผิดชอบ' เขาด้วยหรือไม่? เสวี่ยเฟิ่งกลับอมยิ้มรู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมา ตั้งตารอวันที่นางจะไถ่โทษ
หลินหลานหรูกล่าวขออภัยตามมารยาทแล้วจึงล้วงมือกลับไปใหม่ คราวนี้ระมัดระวังมากกว่าเดิม กระทั่งได้ตะบันไฟออกมาบอกให้เขาลดความเร็วม้าลงอีกสักหน่อย ให้ได้ระยะยิงพอเหมาะจากนั้นจุดไฟแล้วส่งลูกธนูออกไป
เสียงฟิ้วลอยมาพร้อมกับลูกไฟดวงเล็กๆเท่าหยิบมือ ก่อนแฉลบสีข้างม้าตัวหน้าสุด ปักฉึกลงบนพื้นจากนั้นทั่วทั้งอากาศก็คล้ายมีสิ่งผิดปกติม้าที่มีประสาทสัมผัสไวกว่าจึงหยุดวิ่งแล้วร้องขึ้นอย่างกะทันหัน
ไม่รู้สมุนคนใดในที่นั้นร้องขึ้น"ในอากาศมีพิษ!"
ต่อมาลูกไฟดวงเล็กๆราวดาวกะพริบก็พุ่งเข้ามาติดๆ สองดวง สามดวง และห้าดวงลูกธนูห้าหกดอกปักเรียงกันฉึกๆ เป็นแถบ
"ลูกพี่! เลือดกำเดาข้าไหลแล้วพวกเราจะตายหรือไม่!?" จบประโยคนี้ของลูกสมุนบุรุษฉกรรจ์บนหลังม้าสิบกว่าคนก็ตื่นตระหนก ต่างเลือดกำเดาไหลคนที่ปิดจมูกไว้ก็ไม่เว้น เพียงแต่ใช้เวลาสักพักถึงได้ไหลออกมา
แม้แต่ปิดจมูกไว้ก็เอาไม่อยู่เห็นทีจะเป็นพิษร้ายแรง
"ถอย!"
เสียง 'ถอย' ดังมาไกลถึงหูหลินหลานหรู นางหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจก่อนเก็บธนูในมือสอดไว้ในสายรัดเอวด้านหลังจากนั้นสวมกอดรอบเอวเสวี่ยเฟิ่งอย่างลืมตัว
นางยังไม่หยุดหัวเราะคิกคักพลางหันหลังไปมองเป็นพักๆ จนกระทั่งของเหลวอุ่นๆ หยดลงบนหลังมือ นางถึงได้สติ"อ๊ะ! เลือดเกาเดาท่านไหล"
ไม่รู้เป็นเพราะพิษของหลินหลานหรูหรือเพราะมือเล็กๆ ของนางที่กำลังวนเวียนอยู่รอบหน้าท้องของเขาแต่คาดว่าเป็นอย่างแรกมากกว่า
"อาลิ่ว ท่านบีบจมูกไว้อีกเดียวก็หยุดไหลแล้ว ให้ข้าควบม้าแทนเถอะ"ทักษะในการเรียนรู้ของนางรวดเร็วจนกลายเป็นเรื่องปกติ จังหวะที่เสวี่ยเฟิ่งปล่อยมือซ้ายจากเชือกบังเหียนเพื่อยกขึ้นบีบจมูกหลินหลานหรูก็เอี้ยวตัวย้ายไปนั่งด้านหน้าเขาแล้ว
ร่างเล็กตวัดขาข้ามมาการเคลื่อนไหวคล่องแคล่วจนเขาแทบไม่รู้สึกตัวพริบตาเดียวเชือกบังเหียนก็อยู่ในมือนางทั้งหมดริมฝีปากเล็กร้องสั่งม้าให้เร่งเคลื่อนที่ พร้อมกับเท้ากระทุ้งลงข้างลำตัวม้าวิ่งห้อทะยานไปข้างหน้าอย่างพลิ้วไหว
นางไม่เหมือนคนที่เพิ่งจะหัดจับบังเหียนไหนจะเรื่องสะเทือนใจที่นางได้รับในอดีตเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อสามปีก่อนนางก็ไม่คิดจะแตะต้องม้าอีกหากไม่จำเป็น
...หรือความหวาดกลัวในใจได้หายไปสิ้นแล้ว
หลินหลานหรูก็คิดเช่นนั้น
ติงเกากับจื่อเหวินหยุดม้ารอที่หน้าประตูเมืองเป่ยชางซึ่งไม่ใคร่จะเปิดให้ผู้ใดเข้าออกพร่ำเพรื่อนักมีเพียงสองเวลาที่ถูกกำหมดให้เปิดประตูเมืองนั่นคือเช้าและเย็นเวลาอื่นแม้นเกิดเรื่องคอขาดบาดตายหรือถ้าไม่ใช่ฮ่องเต้เสด็จมา จะไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเมืองอย่างเด็ดขาด
ดังนั้นหน้าประตูเมืองจะว่าเงียบเชียบก็เงียบเสียยิ่งกว่าป่าช้าแต่พอถึงช่วงเย็นกลับคึกคักครื้นเครงด้วยผู้คนมารอเข้าเมือง
ยามนี้ดวงอาทิตย์ตกดินไปเป็นครู่ใหญ่จวนจะถึงเวลาปิดประตูเมืองแต่กลับยังไม่เห็นเงาร่างของคนสองคนว่าจะปรากฏให้เห็นในระยะสายตา
ทว่าตั้งแต่ฟ้าสว่างจนจะมืดอีกครั้งแม้พวกนางรีบแล้วแต่ก็ยังช้า
ทหารเฝ้าประตูกำลังจะปิดประตูเมืองติงเกาย่อมไม่อาจเปิดเผยฐานะแสดงตราคำสั่งประจำตัวองครักษ์ลับเพื่อถ่วงเวลาได้ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกำหนดเวลา เขาจึงเข้าไปรอด้านหลังประตูเมืองก่อนทว่าจังหวะนั้นเองที่ประตูกำลังจะปิดเสียงฝีเท้าม้าวิ่งห้อมาด้วยความเร่งรีบก็ผ่านประตูเมืองเข้ามาได้อย่างทันท่วงที
"นายน้อย"ติงเการี่เข้ามาอย่างร้อนรน กลัวว่านายเหนือหัวจะได้รับบาดเจ็บแต่ใบหน้าเบื้องหลังผ้าโปร่งกลับดูเคร่งขรึมเช่นปกติจะผิดปกติก็แต่ท่าทางอ่อนโยนที่ปฏิบัติเฉพาะกับแม่นางเสี่ยวหลันเท่านั้นละ
"ไปกันเถอะ"เสวี่ยเฟิ่งแย่งเชือกบังเหียนมาจากมือของหลินหลานหรูก่อนจับถือไว้เสียเองพวกเขาค่อยๆ ควบม้าเดินบนท้องถนนในยามราตรีนี้อย่างเชื่องช้าต่อจากนั้นจึงหยุดลงที่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งแรกที่พบเห็น
"ฟ้ามืดแล้ว พักในโรงเตี๊ยมก่อนพรุ่งนี้เช้าข้าจะไปส่งพวกเจ้าที่จวนคหบดีซือ"หลินหลานหรูเคยบอกเขาว่าท่านลุงของจื่อเหวินแซ่ซือ เป็นตระกูลพ่อค้าเช่นกัน
เมื่อครั้งที่อยู่บนเกาะสายลับทุกคนต้องจดจำรายชื่อคหบดีที่ผันตัวมาเข้ากับพรรคมารเพื่อใช้ติดต่อข่าวสารและคอยให้พวกคนเหล่านั้นอำนวยความสะดวกหลายๆ อย่างให้ในเป่ยชางมีกลุ่มอำนาจของสายลับพรรคมารแทรกซึมทั้งเล็กและใหญ่แต่ที่ใหญ่สุดคือสกุลซือและเวลานั้นคนผู้นี้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่นางจะโกหกเขาจึงยกชื่อของซือหม่าตั๋วมากล่าวอ้าง
"จื่อเหวินขอบคุณคุณชายลิ่ว"หญิงงามย่อกายคารวะอย่างชดช้อย แต่เสวี่ยเฟิ่งกลับหันหลังให้แล้วเดินมาหาหลินหลานหรูอย่างหน้าตาเฉยหยิบผ้าโปร่งสีแดงที่ได้มาระหว่างทางมาถึงโรงเตี๊ยมขึ้นปกปิดใบหน้าให้นาง
จื่อเหวินหน้าเจื่อนถูกเมินจนรู้สึกอาย กะพริบตาม้วนหน้ายิ้มหัวเราะน้อยๆแล้วเปลี่ยนเรื่องไปพูดอีกอย่าง หวังจะเรียกร้องความสนใจให้ได้ "จริงสิหลายวันมานี้ลำบากคุณชายไม่น้อย หากพวกท่านยังไม่มีที่พักในเมืองให้จื่อเหวินได้ตอบแทนบุญคุณช่วยเหลือ เชิญไปพักด้วยกันที่คฤหาสน์สกุลซือคุณชายเห็นว่าเป็นอย่างไรเจ้าคะ"
หลินหลานหรูพลันขึงตามองจื่อเหวินหญิงงามเริ่มสร้างปัญหาอีกแล้ว นางจึงสูดลมหายใจเข้าลึกระงับอารมณ์ขุ่นมัวที่คล้ายกำลังจะปะทุเพราะหญิงงามก่อนดึงรอยยิ้มให้ขึ้นไปถึงดวงตาแล้วหันมากล่าวเบี่ยงเบนไปเรื่องอื่นกับเสวี่ยเฟิ่ง
แต่เขาดันเมินนาง!
"ได้"
หา? หลินหลานหรูอ้าปากค้าง
แต่คนพูด 'ได้' เมื่อครู่กลับเห็นโอกาสเหมาะในการใกล้ชิดหญิงสาวที่ตนพึงใจ
ติงเกาเห็นว่าเจ้านายพูดน้อยเกินไปจึงขยายความ "อ้อ... ขอบคุณคุณหนูจื่อ นายน้อยของข้าตอบรับน้ำใจของท่านจะเดินทางไปเป็นแขกที่จวนสกุลซือสักวันสองวันรบกวนคุณหนูช่วยเป็นธุระจัดการให้ด้วยแล้วขอรับ"
จื่อเหวินยิ้มกว้างแต่หลินหลานหรูหน้าหงิก คิดว่าอยู่กันตามลำพังกับจื่อเหวินเมื่อไรแล้วจะจิกหัวอีกฝ่ายลงกับโต๊ะแล้วถามชิดหน้าว่าเมื่อประโยชน์อันใดกันและนางก็ทำจริงอย่างที่พูด
"เจ้าเชิญพวกเขาไปจวนสกุลซือทั้งที่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะต้อนรับเจ้าเข้าไปหรือไม่นี่น่ะหรือ"ในบรรดาพ่อค้าที่ติดต่อซื้ออาวุธกับทางพรรคมาร ยอดผลิตและนำส่งไปเป่ยชางที่หลินหลานหรูเห็นในบัญชีรายการอาวุธซึ่งตลอดหนึ่งปีมานี้ ส่งเข้ามาถึงห้าครั้งในจำนวนที่มากมหาศาลเห็นได้ชัดว่าวางแผนจะเปิดสงครามมานานแล้ว
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเงินจะได้หลั่งไหลเข้าพรรคอย่างไรล่ะยังไม่นับรวมผลพลอยได้จากสงครามที่จะเกิดขึ้นอื่นๆ อีกแต่เสียอย่างเดียวคือซือหม่าตั๋วเป็นคนหัวแข็งหากไม่ใช่ทูตซ้ายทูตขวาของประมุขพรรคมาร คนอื่นก็อยากจะอยู่เหนือศีรษะคนผู้นี้ได้
ยิ่งสายลับกระจอกงอกง่อยอย่างพวกนางจะเข้าพบเขาแล้วขอความช่วยเหลือช่างเป็นเรื่องที่ต้องเคาะประตูหน้าจวนให้บ่าวเอ่ยถามว่า 'ผู้ใด' ให้ได้ก่อนกลัวแต่เคาะไปแล้วมีแต่แมลงวันบินออกมาต้อนรับเท่านั้นแหละ
"โอ๊ย! ข้าไม่ได้โง่ เหตุใดจะไม่รู้เสี่ยวหลันปล่อยข้านะ ข้าเจ็บ ฮือๆ" หญิงงามใบหน้าแนบโต๊ะจนนางทำอะไรไม่ได้ก็ร้องไห้เอาตัวรอด โรงเตี๊ยมแห่งนี้คนเยอะนักฆ่าป่าเถื่อนตนนี้คงไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามหรอก
"ไม่ได้โง่? แต่เรื่องที่เจ้าทำแต่ละอย่างสิ้นคิดทั้งนั้น!" อยู่กว่างโจวทำอะไร ระหว่างเดินทางทำอะไรยิ่งก่อนถึงเขตเป่ยชางในจุดพักม้าแห่งสุดท้ายอีกไหนจะเรื่องวันนี้ที่หน้าโรงเตี๊ยม ยังไม่นับรวมปัญหาเล็กๆ น้อยๆที่จื่อเหวินหว่านไปประหนึ่งตะปูเข็มแล้วรอให้คนเดินมาเหยียบ
มีหลายครั้งที่หลินหลานหรูเผลอเหยียบแล้วรู้สึกเจ็บแสบๆคันๆ จนอยากกุดศีรษะคนทิ้ง!
"เอาน่า เสี่ยวหลันเจ้าก็รู้ว่าข้าทำไปทั้งหมดนี้ก็เพื่อเจ้า หวังดีต่อเจ้าอยากให้เจ้าครองรักกับบุรุษที่มีใจตรงกันกับเจ้า หลังจากเขาเข้าไปในจวนสกุลซือแล้วเจ้าก็มัดมือชก ทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุก กระทั่งไม้กลายเป็นเรือ หึๆบุรุษจะหนีไปที่ใดได้... โอ๊ย!"
หลินหลานหรูดีดหน้าผากจื่อเหวินดังเป๊าะเจ็บถึงกะโหลก หวังดับความคิดเพ้อฝันในหัวเล็กๆ นี่ "เจ้าฟังข้าให้ชัดๆชื่อของเขาคือ ซือ-หม่า-ตั๋ว! พ่อค้าหน้าเลือดที่เห็นว่าตนเองใหญ่ที่สุดรองจากทูตซ้ายขวาของท่านประมุขต่อให้วันนี้เจ้าเรียกผู้คุมใหญ่ค่ายฝึกโฉมงามมายืนตรงหน้าเขายังต้องคิดหนักว่าจะเรียกแทนตัวเองว่าอย่างไร
ในหนึ่งปีซือหม่าตั๋วทำเงินให้พรรคมารมากตั้งเท่าไรมิแปลกที่คนหัวแข็งเช่นนั้นจะอวดดียกฐานะตนในพรรคมารเหนือกว่าเหล่าประมุขนิกายทั้งสิบแปดเจ้าทำตัวไร้สมองเช่นนี้ อยากถูกจับได้หรือไงห้ะ! ว่าเป็นสายลับ!"หลินหลานหรูกัดฟันกรอดๆนึกอยากตัดลิ้นปลิ้นปล้อนช่างพูดอะไรไม่เข้าท่าของหญิงงามออกมาแล้วทำต้มซุปเสียให้รู้แล้วรู้รอด คนอะไรลิ้นตวัดได้ถึงใบหู
จื่อเหวินหน้าถอดสียามนี้ชื่อของซือหม่าตั๋วเพิ่งลอยเข้ามาในหัว ตอนอยู่บนเกาะท่านอาจารย์เคยสอนและให้ข้อมูลเกี่ยวกับคนเหล่านี้มาไม่น้อยเช่นกันพวกที่ควบคุมยากที่สุดคือพวกที่เข้ากับพรรคมารเพราะผลประโยชน์ส่วนตัวหากบีบบังคับคนพวกนี้มากเกินไปก็จะหักหลังพรรคมารได้ง่าย แล้วสวมหน้ากากเป็นคนคุณธรรมสูงส่งไปจับมือกับสำนักฝ่ายธรรมะมาเล่นงานพรรคมารในภายหลัง
"ข้าผิดหรือ?" จื่อเหวินชะโงกหน้าขึ้นถามหลินหลานหรูชักมีดออกมาก่อนปักฉึก เฉือนนิ้วจื่อเหวินบนโต๊ะ ลึกถึงกระดูก
หญิงงามเจ็บแปลบแหกปากร้องพลางสะบัดมือเร่าๆ เลือดกระเซ็นเต็มพื้นโต๊ะ ร้องไห้น้ำหู น้ำมูกน้ำตาไหล สบถคำหยาบด่าทอหลินหลานหรูมาเป็นชุด
"แม่นางเสี่ยวหลัน..."เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้น ก่อนตามด้วยเสียงติงเกา
ทว่าไม่ทันที่ติงเกาจะถ่ายทอดข้อความจากนายน้อยแล้วเสร็จจื่อเหวินที่เจ็บหนัก เลือดไหลไม่หยุด ก็หยิบป่านชาบนโต๊ะเขวี้ยงไปที่ประตู"ออกไป! อย่ามายุ่งกลับข้า ออกไปให้พ้น!"
จื่อเหวินชี้ไปที่หน้าประตูเจตนาเอ่ยไล่หลินหลานหรูออกไป
หลินหลานหรูออกไปก็บ้าสิ หญิงงามเจ็บหนักขนาดนี้จะออกไปให้พ่ายแพ้ทำไม
จื่อเหวินยิ่งบันดาลโทสะที่ไม่อาจขูดได้แม้แต่ผิวหนังของหลินหลานหรูดังนั้นจึงเริ่มทำลายข้าวของ ไม่สนแล้วว่าเลือดบนนิ้วจะไหลเยอะแค่ไหนจะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าหรือไม่หวังจะทำให้หลินหลานหรูขายหน้าจนถูกมองเป็นตัวประหลาดอย่างเดียวให้ได้
"หยุดทำหลายข้าวของซะ!ไม่เช่นนั้นมีดเล่มนี้จะตัดศีรษะเจ้าแทนนิ้ว"
เงียบกริบ!
ติงเกาที่ตกใจคิดว่าคุณหนูจื่อไล่ตนจึงไม่กล้าเอ่ยอะไรขึ้นอีกลืมแม้กระทั่งเรื่องที่นายน้อยให้มาแจ้งกับแม่นางทั้งสองพอเห็นว่าข้างในกำลังวุ่นวายจึงคิดตื้นเขินขึ้นมาเหมือนคราวก่อน...คุณหนูจื่อคิดถึงบ้านส่วนแม่นางเสี่ยวหลันก็กำลังปลอบด้วยการขู่ว่าจะตัดคอ ซึ่งก็ได้ผลชะงัด
หนุ่มน้อยติงเกายิ้มเข้าใจในเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความใสซื่อเกี่ยวกับเรื่องสตรีจึงเดินจากมาและรายงานนายน้อยตามที่เขาได้รับรู้มา
แต่เหตุไฉน รุ่งเช้านิ้วมือของคุณหนูจื่อถึงมีผ้าพันแผล? ไม่ใช่แค่ขู่แต่ตัดจริงหรือ
เสวี่ยเฟิ่งเห็นผลงานนั้นแล้วก็อมยิ้มยืนรับฟังคำอธิบายจากปากหลินหลานหรูว่า "เป่ยชางขึ้นชื่อเรื่องเมืองค้าอาวุธคุณหนูเดินไม่ระวังจึงสะดุดล้มเอานิ้วไปจิ้มเข้าถึงได้แผลมาอย่างที่เห็นเจ้าค่ะ"
จริงไม่จริงก็ต้องก้มหน้ารับแล้วละจื่อเหวินขอบตาดำคล้ำเนื่องจากเมื่อคืนร้องไห้มาหนักหน่วงหญิงงามจึงมีสีหน้าบึ้งตึงเล็กน้อย
"ข้าให้ติงเกาไปตรวจสอบที่อยู่ของจวนสกุลซือมาแล้วรถม้าคันนี้จะไปส่งพวกเจ้าที่นั่น เสี่ยวหลัน..."เสวี่ยเฟิ่งเดินไปตรงหน้าหลินหลานหรู
จื่อเหวินรู้ได้ทันทีว่าตนเองเป็นส่วนเกินจึงก้าวเท้าขึ้นรถม้าที่มีติงเกาคอยเลิกม่านประตูให้ในใจก็ลอบคิดแผนการทำลายหลินหลานหรูไปด้วย
หลินหลานหรูมองตามจื่อเหวินขึ้นรถม้าด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกเสวี่ยเฟิ่งเองก็สังเกตมานานแล้วว่าสองคนนี้ไม่ใช่นายบ่าวกันอย่างแน่นอนกลับกันคนที่เล่นละครเป็นบ่าวแต่กลับมีอำนาจตัดสินใจสิ่งต่างๆได้มากกว่าผู้ที่เล่นละครเป็นนายเสียอีก
ทว่าเสียดายที่ละครฉากนี้เขาไม่สามารถอยู่ดูต่อจนจบยังมีงานใหญ่ที่เขาต้องทำให้สำเร็จในคืนนี้ จากนั้นแล้วค่อยกลับมาสะสางปัญหาหัวใจ"เสี่ยวหลัน เย็นเมื่อวานติงเกาไม่ทันได้บอกพวกเจ้าก็กลับมาก่อนจากนี้อีกห้าถึงหกวันข้าถึงจะไปเยี่ยมเยียนคหบดีซือสักครั้งดังนั้นวันนี้จึงไปเยือนจวนสกุลซือพร้อมพวกเจ้าไม่ได้"
หลินหลานหรูเผยยิ้มอ่อนหวานแต่วางตัวเหินห่างเล็กน้อยด้วยว่านับจากนี้ไม่จำเป็นต้องเล่นละครล่อลวงเขาอีกแล้ว "อาลิ่วข้ารู้ว่าท่านมีธุระต้องจัดการตั้งแต่พบกันที่เมืองกว่างโจวก็ลำบากให้ท่านช่วยเหลือมาตลอดใจข้าจึงรู้สึกละอายนักบุญคุณครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตอบแทนท่านเป็นอย่างดี...และสาสม"
ประโยคท้ายนางยิ้มเย็น...หึๆเสวี่ยเฟิ่ง ต่อให้เห็นเพียงเถ้ากระดูก ข้าก็รู้ว่าเป็นเจ้า
เบื้องลึกในใจหลินหลานหรูซ่อนเร้นประกายอำมหิตเอาไว้มิดชิดต่อให้เขาอ่านความคิดของนางออกได้เก่งแค่ไหน ก็ใช่ว่าจะรู้ไปเสียทุกเรื่อง
หลินหลานหรูขึ้นรถม้าจากไปแล้วทิ้งไว้เพียงลางสังหรณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ในใจเสวี่ยเฟิ่ง
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเคร่งขรึมด้วยความรู้สึกยุ่งยากภายในใจจนตอนนี้เขารู้แล้วว่านางไม่ใช่คนที่ใครจะเดินเข้าหาแล้วเปิดใจรับได้โดยง่าย
"องค์ชายกระหม่อมได้ติดต่อคนจำนวนหนึ่งไว้แล้วพวกเขาพร้อมรับคำสั่งจากองค์ชายทุกเมื่อพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ว่าเรื่องพิษ...องค์ชายตัดสินใจแน่แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะว่าจะลงมือด้วยตัวเองหากพิษเกิดกำเริบขึ้นมาระหว่างทาง เช่นนั้น..."
"ข้าจะฝืนไว้จนกว่างานจะสำเร็จยังไงก็ห้ามให้เกิดความผิดพลาดใดเป็นอันขาด" เสวี่ยเฟิ่งตั้งใจไว้แล้วหากงานใหญ่ในคืนนี้สำเร็จลุล่วง เขาจะเปิดเผยตัวตนกับเสี่ยวหลันอย่างจริงใจรวมถึงเรื่องในคุกใต้ดินเมื่อสามปีก่อนนั้นด้วย ไม่ว่าผลที่ออกมาจะเลวร้ายแค่ไหนทว่ายังดีกว่าการที่เขาต้องหลอกลวงนางไปตลอด
ต่อให้พูดไปแล้วเจ้าจะโกรธแค้นข้าข้าก็ไม่เสียใจ…