ตอนที่ 2 กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง (2)
เหยียนจื่อม่อเฝ้ามองร่างนั้นค่อยๆ ลับตาไป ก่อนจะหยิบเข็มปักผ้าในมือขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด สักวันไม่ช้าก็เร็ว นางจะคืนสิ่งเหล่านี้ให้อีกฝ่ายทีละน้อย และวันนั้นที่ว่าก็อยู่ไม่ไกลแล้ว เมื่อนึกถึงมือน้อยๆ ที่ได้รับการประคบประหงมอย่างดีของจางซิ่ว มุมปากของเหยียนจื่อม่อยิ่งยกยิ้มเหี้ยมเกรียมดุจิญญาร้าย
ตระกูลเกาเป็ตระกูลใหญ่ในละแวกนี้ พิธีรับเ้าสาวย่อมเป็ไปอย่างเอิกเกริก พ่อบ้านเฒ่าบรรจงวางชุดแต่งงานสีแดงอ่อนลงบนเก้าอี้ไม้ซึ่งมีรอยสึกหรอประปราย ก่อนจะเบนสายตามาที่เหยียนจื่อม่อ
แม้สตรีผู้นี้จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อหยาบ แต่กลับไม่อาจซ่อนความงามสง่าของนางได้ คนหมู่บ้านโดยรอบล้วนพูดเป็เสียงเดียวกันว่าบุตรสาวคนโตของตระกูลจางมิใช่บุตรีแท้ๆ ของตระกูล ยามนี้ดูเหมือนจะมิได้ไร้มูลเสียทีเดียว
ท่านผู้เฒ่าตระกูลจางอาจหน้าตาไม่เลว แต่จางซื่อภรรยาปากเปราะผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือผู้นั้นให้กำเนิดหยกงามอย่างจางซิ่วได้ก็นับว่า์เมตตามากแล้ว นับประสาอะไรกับคนที่มีรูปโฉมอย่างเหยียนจื่อม่อ
“นายท่านเตรียมชุดแต่งงานนี้ไว้ให้ท่านด้วยตนเอง เขาจะแต่งท่านเข้าเรือนวันมะรืนขอรับ”
ไม่ว่าตอนนี้สถานะของแม่นางน้อยตรงหน้าจะเป็เช่นไร ภายหน้านางคือว่าที่ฮูหยินตระกูลเกา ในฐานะพ่อบ้านเขาย่อมรู้จักวางตัว ยามพูดจาจึงสุภาพนอบน้อม
เหยียนจื่อม่อมองชุดแต่งงานสีแดงอย่างเงียบงัน ในชีวิตก่อนยามที่นางกำลังจะกราบไหว้ฟ้าดิน ตระกูลเหยียนก็เร่งรุดมาถึงพอดี ส่วนตระกูลเกาที่ว่านั่นหลังถูกล้อมปราบย่อมไม่เหลือแม้แต่ซาก
ยามนี้เมื่อมองย้อนกลับไป ความจริงตระกูลเกาไม่ได้ทำเื่ผิดเกินอภัยถึงเพียงนั้น พวกเขาเพียง้าแต่งสะใภ้เข้าบ้าน ตระกูลจางจึงเสนอตัวเอง ดังนั้นตัวการของเื่ทั้งหมดย่อมมีเพียงตระกูลจาง
ในชีวิตก่อนเนื่องจากบุญคุณของตระกูลจางที่ชุบเลี้ยง นางจึงเห็นแก่ที่ตนไม่ได้ถูกย่ำยีเสียทีเดียว แค่เพียงเกือบเท่านั้น แล้วเปลี่ยนเื่ใหญ่ให้กลายเป็เื่เล็ก คนตระกูลจางจึงไม่ถูกตระกูลเหยียนล้างแค้น
แต่ชีวิตนี้นางอยากเหยียบย่ำตระกูลจางให้จมดินต่อหน้าเหยียนจื่อหลิงทีละน้อย คุณหนูผู้ถูกประคบประหงมอย่างดีของตระกูลเหยียนผู้นั้น...ต่อให้ไม่อยากยอมรับ แต่นางจะซ่อนสันดานทางสายเืได้หรือ
หลังจากส่งคนตระกูลเกากลับไป จางซิ่วก็สวมชุดแต่งงานให้ตัวเองทันที นางที่อายุเพียงสิบเอ็ดสิบสองปีย่อมไม่อาจใส่ชุดแต่งงานซึ่งเตรียมไว้ให้เหยียนจื่อม่อเป็พิเศษได้
แม้ตอนนี้เหยียนจื่อม่อจะมีอายุเพียงสิบสามปี แต่นางก็มีรูปร่างสูงเพรียวและมีทรวดทรงที่เจริญเติบโตก่อนวัย กระทั่งน้ำแกงใสผสมผักป่ายังไม่อาจส่งผลต่อการเติบโตของนางได้ คนหุ่นถั่วงอกอย่างจางซิ่วย่อมมิอาจเทียบเคียง
“ท่านแม่ ข้าอยากได้ชุดแต่งงานชุดนี้เ้าค่ะ”
จางซื่อมองท่าทางน่าเอ็นดูของนางแล้วปลอบโยนเสียงเบา “นี่เป็ของพี่หญิงเ้า เ้าใส่ไม่พอดีหรอก ไว้ถึงคราวเ้าออกเรือน แม่จะเตรียมชุดแต่งงานที่งดงามอลังการที่สุดให้เ้าเองนะ”
“แต่ข้าอยากได้ชุดนี้นี่”
จางซิ่วไม่ใช่คนโง่ ชุดนี้ดูมีราคายิ่งนัก ตระกูลจางจะมีปัญญาซื้อได้ที่ไหน เมื่อคิดว่าเหยียนจื่อม่อจะได้ใส่ชุดแต่งงานอันงดงามในงานแต่งเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกริษยายิ่ง มือข้างนั้นจึงขยุ้มอาภรณ์อย่างแรง
ไม่ง่ายเลยกว่าจางซื่อจะกล่อมให้บุตรสาวคนเล็กปล่อยมือได้ สุดท้ายนางส่งชุดให้เหยียนจื่อม่อด้วยใบหน้าบึ้งตึง เ้าตัวหัวเราะเบาๆ พลางรับชุดแต่งงานมา ใบหน้าไม่อาจปกปิดความปีติยินดีได้
ครั้นมองสีหน้ายับย่นของจางซิ่ว ใบหน้าของเหยียนจื่อม่อก็ประดับด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์บางเบา จางซื่อสบถเสียงขุ่นก่อนจะไล่นางออกไป
หลังกลับมาถึงห้องตัวเองแล้ว นางเก็บรอยยิ้มพลางวางชุดแต่งงานไว้ด้านข้างด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ในชีวิตก่อนมีสิ่งสวยงามใดบ้างที่นางไม่เคยเห็น นางย่อมไม่มีทางสนใจของไร้ค่านั่นจริงๆ สิ่งที่นาง้าคือทำให้จางซิ่วอิจฉาริษยา เพราะจางซิ่วให้เวลากับนางได้และนาง้ามัน
...ชาตินี้ ไม่ว่าอย่างไรนางจะเหยียบเข้าประตูตระกูลเกาไม่ได้เด็ดขาด หาไม่แล้ว เกรงว่าชื่อเสียงของนางคงฟอนเฟะไม่ต่างจากชาติที่แล้ว
เหยียนจื่อม่อยังจำได้ว่าหลังหวนสู่ตระกูลเหยียนก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว หากบอกว่าเื่ที่ตนเติบโตในป่าเขาเป็เื่เล็ก เช่นนั้นการเหยียบเข้าประตูเรือนตระกูลเกาก็เป็ความผิดพลาดใหญ่หลวง แม้ไร้การคำนับฟ้าดิน แต่การก้าวเข้าประตูเรือนตระกูลเกาก็เท่ากับกลายเป็คนตระกูลนั้นแล้ว
วันที่ยี่สิบเดือนสิบสอง หิมะยามเหมันตฤดูยังคงโปรยปราย ทว่าเรือนมุงกระเบื้องของตระกูลจางกลับถูกตกแต่งด้วยสีแดงทุกแห่งหน ขณะแม่สื่อกำลังจะแต่งตัวให้นางนั้นเอง เหยียนจื่อม่อพลันอุทานขึ้น “ชุดแต่งงานของข้าเล่า”