เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 149 ดาบที่ชโลมไปด้วยเลือด

            สายตาของฝูงชนฉายแววตกตะลึงเมื่อเห็นเมิ่งฉิงปรากฏตัวขึ้น

            ชายชุดดำหัวเราะอย่างเย็นชา ลมปราณที่ถูกปลดปล่อยจากร่างของเขาเพิ่มมากขึ้นจนเกิดประกายแสงเจิดจ้าไปทั่งร่าง

            “หยุดเดี๋ยวนี้!”

            ทันใดนั้นเสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดก็ดังขึ้นมา เสียงนั่นทำให้หัวใจของทุกคนพลันสั่นสะท้านราวกับว่าเสียงนี้ได้แทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณของทุกคน

            แม้แต่ชายชุดดำก็ยังต้องผงะ ร่างของเขานิ่งอยู่กับที่ก่อนจะหันไปมองเงาที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็วจนมาหยุดตรงหน้าเขา

            “รองเจ้าสำนัก”

            ดวงตาของทุกคนสั่นไหวขึ้นมา รองเจ้าสำนักถึงกับมาที่นี่ด้วยตัวเอง?!

            “ท่านรองเจ้าสำนักหลง” ชายชุดดำกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงนอบน้อมแล้วไม่กล้าแสดงกริยาหยาบคายออกมา

            “ถอยไป”

            รองเจ้าสำนักหลงตอบกลับด้วยเสียงเย็นชา ทำให้ชายชุดดำหน้าเสีย กระทั่งฝูงชนเองก็อดใจสั่นด้วยความตื่นตระหนกไม่ได้เมื่อเห็นรองเจ้าสำนักแสดงกริยาไม่พอใจใส่อาจารย์ บางทีข่าวลือที่หลินเฟิงได้รับคำเชิญจากรองเจ้าสำนักหลงและยังมอบป้ายอำนาจพิเศษให้อาจเป็นความจริง

            “ขอรับ” ชายชุดดำถอยหลังออกมาอย่างเร่งรีบ สีหน้าเหยเกของเขาบ่งบอกถึงความอับอายที่ได้รับเป็นอย่างมาก

            รองเจ้าสำนักหลงมองหลินเฟิงด้วยสายตาอบอุ่นและกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าจะเป็นคนจัดการเอง เจ้ากลับไปได้แล้ว”

            “กลับไป?”

            ทุกคนในบริเวณนั้นต่างแสดงสีหน้าโง่งมออกมา!เห็นได้ชัดว่ารองเจ้าสำนักให้ความสำคัญกับหลินเฟิงมาก ด้วยประโยคง่ายๆ นี้ก็สามารถดึงหลินเฟิงออกจากปัญหาได้อย่างง่ายดายถ้าหากรองเจ้าสำนักจัดการด้วยตัวเอง พวกเขามั่นใจว่าชายวัยกลางคนในชุดสีฟ้าคงไม่กล้าแตะต้องหลินเฟิงแน่นอน

            ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจรู้สึกสงสัยว่าเบื้องหลังของหลินเฟิงนั้นอาจเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่มิฉะนั้นแล้วรองเจ้าสำนักจะเกรงใจหลินเฟิงไปทำไม?! ถึงขนาดไม่ไว้หน้าเขาอีกด้วย!!! และถึงแม้ว่าเขาจะมีสถานะสูงส่งเทียบกับรองเจ้าสำนักไม่ได้ แต่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ควรพิจารณาถึงคนที่หนุนหลังเขาบ้าง!

            ไม่เพียงแค่คนอื่นๆ ที่ไม่เข้าใจกระทั่งตัวหลินเฟิงเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไม รองเจ้าสำนักถึงออกหน้าแทนเขา?!

            หลินเฟิงไม่รู้จักรองเจ้าสำนักเป็นการส่วนตัว และไม่รู้จักคนใหญ่คนโตที่มีสถานะสูงส่งในเมืองหลวงอีกด้วยเพราะมันเป็นเรื่องยากที่เขาจะสานสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นได้ในเมื่อตัวเขาเองก็สร้างความแค้นให้กับคนใหญ่คนโตในเมืองหลวงเป็นจำนวนมาก

             วันนั้นที่รองเจ้าสำนักมาเชิญเขาด้วยตัวเอง ก็ปฏิบัติต่อเขาด้วยท่าทางสุภาพและยังมอบป้ายอำนาจพิเศษให้กับเขา เพื่อให้เขาสามารถโต้แย้งกับเหล่าอาจารย์ในสำนักได้ซึ่งเรื่องนี้มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด กระทั่งตัวหลินเฟิงเองก็ยังไม่เข้าใจ

             แม้จะไม่เข้าใจ แต่หลินเฟิงก็ไม่คิดหาเหตุผลจากมันเขารู้ในสิ่งที่เขาควรรู้ก็พอแล้ว

            “ท่านรองเจ้าสำนัก ข้าต้องการกล่าวบางอย่าง แต่ข้าไม่รู้ว่ามันสมควรหรือไม่?”

            หลินเฟิงส่ายหน้าเล็กน้อย นอกจากจะไม่ฟังที่อีกฝ่ายพูดแล้วยังย้อนถามกลับไป

            “บอกมาได้เลย” รองเจ้าสำนักพยักหน้าตกลง

            “ในสำนักเทียนอี้มีทั้งคนดีและคนชั่วปะปนกันแต่คนประเภทที่ละทิ้งศักดิ์ศรีของสำนักและไม่สนใจถูกผิดคนประเภทนี้ไม่คู่ควรที่จะเป็นอาจารย์ของสำนัก”

            หลินเฟิงกล่าวอย่างไม่แยแส คำพูดของเขาช่างแหลมคมและทุกคำล้วนชี้ชัดไปที่เขาทำให้ฝูงชนหันไปมองชายชุดดำเป็นตาเดียว

            “ท่านรองเจ้าสำนัก ข้าจะรับผิดชอบการกระทำของข้าที่ลานประลองเชลยด้วยตัวเองไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นมาช่วย”หลินเฟิงกล่าวต่อไปว่า “เรื่องในวันนี้หากข้าไม่จัดการด้วยตัวเองวันข้างหน้าก็จะมีคนที่ไร้ยางอายแบบนี้มาหาเรื่องข้าไม่หยุดหย่อน ข้า หลินเฟิง จะทำอะไรจำเป็นต้องดูสีหน้าของรองประธานไห่หันด้วยหรือ?!”

            “ชายคนนี้ช่างก้าวร้าวยิ่งนัก!ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงกล้าพูดแบบนั้นกับอาจารย์”

            “จะเรียกว่ากล้าหาญหรือหยิ่งยโสดี?”

            ผู้คนเริ่มถกเถียงเกี่ยวกับพฤติกรรมของหลินเฟิง พวกเขารู้สึกว่าหลินเฟิงนั้นก้าวร้าวเกินไปแม้กระทั่งรองเจ้าสำนักก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกันการกระทำของหลินเฟิงนั้นยากที่จะคาดเดาได้!

            หลินเฟิงไม่สนใจว่าคนอื่นๆ จะคิดอย่างไร เขาหันไปมองชายวัยกลางคนในชุดสีฟ้าก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “พวกเจ้ามาหาข้าใช่ไหม?”

            “ใช่” ชายวัยกลางคนพยักหน้าขณะมองหลินเฟิงด้วยสายตาชั่วร้าย

            “ในเมื่อเจ้ามาหาข้า ข้าก็ยืนอยู่ตรงนี้แล้วไงรออะไรอยู่ล่ะ???”

            หลินเฟิงกล่าวอย่างเฉยชา ทำให้ฝูงชนพากันตกตะลึงนี่หลินเฟิงไปกินดีหมีหัวใจเสือที่ไหนมา!!!

            ชายวัยกลางคนในชุดสีฟ้าเห็นท่าทางมั่นใจของหลินเฟิงก็แสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายออกมา ดีมาก!!!ถ้าหากหลินเฟิงยอมจากไปตามที่รองเจ้าสำนักบอกแล้วล่ะก็พวกเขาคงไม่สามารถจับกุมหลินเฟิงได้และการที่หลินเฟิงปฏิเสธความหวังดีของรองเจ้าสำนักไปนั่นเท่ากับว่าหลินเฟิงกำลังรนหาที่ตาย

            “จับมัน”

            ชายวัยกลางคนกล่าว ทันใดนั้นชาย 2 คนก็พุ่งออกจากกลุ่มตรงไปหาหลินเฟิง

            เมื่อเห็นทั้ง 2 คนเข้ามาใกล้ หลินเฟิงก็ไม่ขยับไปไหน เขายังคงยืนนิ่งๆ ด้วยแววตาสงบ

            จากนั้นเมิ่งฉิงก็ก้าวออกมา ก่อนจะปลดปล่อยลมปราณที่เย็นเยือกพุ่งไปที่สองคนนั้นพวกเขารู้สึกได้ว่ากระดูกสันหลังของพวกเขาถูกแช่แข็ง

            เมิ่งฉิงยกมือขึ้นปลดปล่อยแรงกดดันที่น่ากลัวออกมา มือของพวกเขาถูกแช่แข็งในพริบตาน้ำแข็งเริ่มลุกลามไปทั่วจนในที่สุดร่างกายของพวกเขาก็ถูกแช่แข็งโดยสมบูรณ์

            “แข็งแกร่งยิ่งนัก!”

            ฝูงชนต่างตกตะลึง ไม่สงสัยเลยว่าทำไมนางถึงกล้ายืนหยัดอยู่ต่อหน้าหลินเฟิงนั่นเป็นเพราะนางแข็งแกร่งมาก

            “ขอบเขตลี้ลับ”

            รูม่านตาของรองเจ้าสำนักและชายวัยกลางคนพลันหดลง เด็กสาวที่งามพิสุทธิ์คนนี้แม้ว่าอายุไม่มากนัก ทว่าพลังของนางนั้นแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งจนน่าตกใจ!!!

            การโจมตีเมื่อครู่แสดงให้เห็นว่านางได้บรรลุขอบเขตลี้ลับไปแล้วไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถสังหารสองผู้แข็งแกร่งในพริบตาได้!!!

            แม้กระทั่งชายชุดดำก็ยังแสดงสีหน้าตกตะลึงออกมา หากเขาลงมือทำร้ายหลินเฟิงเมื่อกี้นี้เกรงว่า...

            ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลินเฟิงถึงได้ก้าวร้าวนักที่แท้เขาก็มีผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตลี้ลับอยู่ข้างกายนั่นเอง!!!น่ากลัวเกินไปแล้ว ตอนนี้ทุกคนต่างเดาได้ว่าภูมิหลังของหลินเฟิงจะต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆมิน่าเล่ารองเจ้าสำนักถึงได้ให้ความสำคัญกับหลินเฟิงนักเพราะข้างกายของหลินเฟิงมีสาวงามที่แข็งแกร่งแบบนี้อยู่นั่นเอง

            “นับตั้งแต่ที่ก้าวเข้าไปในลานประลองเชลยข้าได้สาบานกับตัวเองแล้วว่า หลังจากวันนี้เป็นต้นไปถ้าข้าพบเห็นสมาชิกของตระกูลไป๋คนใด พวกมันจะต้องตาย พบหนึ่ง สังหารหนึ่ง พบสองสังหารสอง!!!”

            หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา

            ทำให้สมาชิกตระกูลไป๋ทุกคนล้วนตกตะลึงกระทั่งเมิ่งฉิงเองก็เข้าใจความหมายที่หลินเฟิงพูดร่างอันบอบบางของนางกลายเป็นริ้วเงาสีขาวๆ พุ่งทะยานไปที่กลุ่มคนตระกูลไป๋ก่อนจะเริ่มโจมตีพวกเขาโดยไม่พูดไม่จา

            สมาชิกทั้งหมดของตระกูลไป๋รับรู้ได้ถึงความหนาวเย็นหิมะสีขาวได้เข้าปกคลุมร่างของพวกเขา

            เมิ่งฉิงสะบัดมือเพียงเล็กน้อยความหนาวเย็นก็แพร่กระจายไปทั่วร่างของพวกเขาอย่างต่อเนื่องทำให้พวกเขาตัวสั่นด้วยความหนาว

            ถ้าคนเหล่านี้อยู่ในขอบเขตนักรบลมปราณ พวกเขาคงตายไปนานแล้วแต่ถึงแม้ว่าจะอยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณพวกเขาก็ยังถูกความหนาวเย็นนี้กัดเซาะและแทรกซึมไปทั่วร่างทำให้ร่างของพวกเขาสั่นไม่หยุด

            ชายวัยกลางคนในชุดสีฟ้าไม่สามารถทนนิ่งเฉยได้อีกต่อไป ด้านหลังของเขาเกิดพายุที่รุนแรงขึ้นมาก่อนทะยานร่างเข้าโจมตีเมิ่งฉิง

            สีหน้าของเมิ่งฉิงยังคงสงบนิ่ง เพียงแค่สะบัดมือเบาๆ ผลึกน้ำแข็งก็ปรากฏขึ้นในอากาศก่อนจะหมุนเป็นวนจนเกิดเป็นพายุน้ำแข็งขึ้นเข้าปะทะกับพายุที่โหมกระหน่ำ

            “แกร๊ก แกร๊ก...!”

            เสียงคริสตัลน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้น ด้วยความรุนแรงของพายุทำให้คริสตัลน้ำแข็งแตกหักอย่างต่อเนื่อง

            เห็นดังนั้นแล้วเมิ่งฉิงจึงสะบัดมืออีกครั้งทันใดนั้นพายุน้ำแข็งถึงสองลูกที่รุนแรงกว่าเดิมก็ปรากฏขึ้นมา ก่อนจะพุ่งไปทำลายพายุลูกนั้น

            ในตอนนั้นเอง หลินเฟิงก็ชักดาบออกมา ดวงตาของเขาเป็นประกายเปล่งเยือกเย็นก่อนจะทะยานร่างเข้าไปในกลุ่มตระกูลไป๋ที่ยืนหนาวสั่นอยู่กับที่

            “ดาบปลิดวิญญาณ”

            หลินเฟิงตะโกนขึ้นมาก่อนจะฟันดาบออกไปทันที คมดาบพลันเปล่งประกายขึ้นมาพร้อมกับเลือดที่สาดกระเซ็นไปในอากาศ เพียงดาบเดียว คนตระกูลไป๋ก็ถูกสังหารไปหลายคน!!!

            หลินเฟิงทำตามที่ตัวเองพูด ถ้าเห็นคนตระกูลไป๋ พบหนึ่งคน สังหารหนึ่งพบสองคน สังหารสอง!!!

            ทุกคนล้วนตกตะลึงไปกับฉากสังหารโหดของหลินเฟิง พวกเขามาที่สำนักเทียนอี้เพื่อจับตัวหลินเฟิงและทาสอีกสองคนกลับไป แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่พวกเขาต้องการหลินเฟิงก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆขณะที่ตวัดดาบฟันสมาชิกตระกูลไป๋อย่างบ้าคลั่งพื้นดินเจิ่งนองไปด้วยเลือดของสมาชิกตระกูลไป๋และศพของพวกเขา

            ดาบที่ชโลมไปด้วยเลือด แสดงให้เห็นถึงความเกรี้ยวโกรธของหลินเฟิง!!!

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน