หลี่จิ้งบอกให้ทันย่ามาคุยกับตน ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร แต่ก่อนหน้านั้น เขาจำเป็นต้องพักผ่อนเพื่อรักษาบาดแผลของร่างกาย ชายชราเองก็ทราบถึงปัญหาข้อนี้ เขาเลยบอกให้ทันย่าหายดีก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน ขณะที่ชายชราก็ได้มอบคฤหาสน์หรูหลังใหญ่ให้เป็นที่พักอาศัย
โดยปกติ คฤหาสน์หรูพวกนี้จะถูกมอบให้เพียงแค่ผู้ที่มีตำแหน่งราชันสงครามขึ้นไป
ทว่าตอนนี้ทันย่าเป็นถึงจักรพรรดิสงคราม คุณสมบัติรวมถึงสถานะของเขาย่อมอยู่เหนือยิ่งกว่าคนอื่นๆ ทันย่าเลยไม่จำเป็นต้องเสียเครดิตในการซื้อที่พัก ได้รับพวกมันมาฟรีๆเลยก็ว่าได้
เพียงไม่นาน ข่าวการที่ทันย่าผ่านการทดสอบการทลายพันธะแห่งราชันสงคราม และได้รับตำแหน่งจักรพรรดิสงครามกระจายไปอย่างรวดเร็ว
ในทุกมุมของเมืองหรู่หมิงและอาณาเขตต่างๆ ของมนุษย์ ผู้คนต่างแสดงความตกตะลึง และไม่เชื่อสายตาของตนเอง เมื่อตระหนักว่าบุคคลผู้เพิ่งขึ้นมาอยู่บนยอดสุดนี้ เป็นคนที่พวกเขาแทบไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน การพูดคุยถึงความยิ่งใหญ่ของทันย่าล้นหลามในทุกที่
ไม่ว่าจะเป็นในตลาด บนถนน หรือแม้แต่ในองค์กรชั้นนำอื่นๆ ทุกหัวข้อต่างถูกเบียดบังด้วยเรื่องของเขา
“ทันย่าเป็นจักรพรรดิสงครามคนใหม่งั้นเหรอ? นี่มันเหลือเชื่อเกินไป!”
“ใช่ ข้าเคยได้ยินว่าเขาเป็นเพียงนักสู้แห่งตำนานระดับ 1 ดาว แล้วเขาทำอย่างไรถึงเอาชนะอัลเบี้ยนที่เป็นถึงนักสู้ตำนานระดับ 5 ดาวได้ล่ะ?”
เสียงพูดคุยของผู้คนเต็มไปด้วยคำถามที่ไร้คำตอบ
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมท่านหลี่จิ้งถึงยอมรับเขาในที่สุด!”
ชายชราคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในมุมนึงของร้านอาหารกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
บรรดานักสู้จากกลุ่มอื่นๆภายในอาณาเขตต่างรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนในอำนาจทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอนาคต
หัวหน้าองค์กรลับบางแห่งเริ่มประชุมหารือกันอย่างเร่งด่วน เกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของการที่ทันย่ากลายเป็นจักรพรรดิสงคราม และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในโลกที่พวกเขาเคยควบคุมได้อย่างมั่นคง
“มันเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้นก่อนที่เขาจะมาถึงจุดนี้ แต่สิ่งที่เราควรกังวลมากกว่าคือการเปลี่ยนแปลงที่เขาอาจนำมาสู่สมาพันธ์โลก”
“เขาไม่ใช่แค่จักรพรรดิสงครามคนใหม่ เขาอาจเป็นผู้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ทุกอย่าง”
ในขณะเดียวกัน กลุ่มนักสู้พันธุกรรมรุ่นเยาว์ที่ใฝ่ฝันถึงการเป็นนักสู้ ต่างมองทันย่าเป็นแรงบันดาลใจใหม่
“เขาเป็นเหมือนดาวที่พุ่งสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ข้าจะต้องไปถึงระดับนั้นเช่นกัน!”
“ใช่แล้ว สักวันนึงฉันจะต้องเข้าร่วมสมาพันธ์โลกและกลายเป็นราชันสงคราม!”
เสียงหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นดังไปทั่ว พวกเขาเริ่มฝึกฝนหนักขึ้น หวังว่าจะได้เป็นเฉกเช่นทันย่า
สำนักมังกรและสำนักดาบโบราณ ซึ่งเป็นสองสำนักเก่าแก่และทรงอิทธิพลในสมาพันธ์โลก ต่างก็เริ่มสั่นสะเทือนจากภายใน
ความยิ่งใหญ่ของทั้งสององค์กรไม่เคยมีใครกล้าท้าทาย แต่การปรากฏตัวของทันย่าทำให้เหมือนถูกผลักเข้าสู่วิกฤติครั้งใหญ่โดยไม่ทันตั้งตัว
สำนักมังกร เป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยผู้ฝึกวิชาศิลปะการต่อสู้แขนงต่างๆ เชื่อมั่นในพลังของร่างกายและการควบคุมจิตใจ
พวกเขามักจะเป็นผู้นำทางการทหารของสมาพันธ์ซึ่งอยู่ในแนวหน้าของโลก และเคยมีอิทธิพลอย่างสูงอย่างมากสำหรับการตัดสินใจ
ทว่าทันย่าซึ่งมาจากพื้นฐานที่ไม่มีสายสัมพันธ์กับองค์กรใดเลย กลับก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดของสมาพันธ์โลกได้อย่างง่ายดาย
“เรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผลเลย ทันย่าคือใครกันแน่? เขาไม่ได้ผ่านการฝึกฝนจากสำนักใดเลย”
“แล้วเขากลายมาเป็นจักรพรรดิสงครามได้อย่างไร?”
หนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักมังกรเอ่ยขึ้นด้วยความไม่พอใจในที่ประชุม
“ถ้าเราปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปแบบนี้ สำนักของเราจะสูญเสียอิทธิพลทั้งหมด!”
“เราจะต้องเริ่มหาทางรับมือกับเขา ก่อนที่เขาจะทำให้โครงสร้างของเราต้องพังทลาย!”
ขณะเดียวกัน สำนักดาบโบราณ ซึ่งเป็นองค์กรที่ยึดถือปรัชญาแห่งดาบเป็นแก่นแท้ในการฝึกฝน ความเชี่ยวชาญในศิลปะการต่อสู้ด้วยดาบและจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งทำให้พวกเขาเป็นคู่แข่งสำคัญของสำนักมังกร
แต่เมื่อเรื่องของทันย่าถูกเปิดเผย พวกเขากลับต้องเผชิญกับปัญหาในองค์กรของตนเอง
“ในอนาคตทันย่าไม่เพียงแต่จะทำลายสำนักมังกรและก้่าวข้ามท่านหยางจินเหิน”
“แต่เขายังอาจทำลายสมดุลอำนาจทั้งหมดในองค์กรชั้นนำต่างๆทั่วทั้งโลกแห่งนี้”
หนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักดาบโบราณกล่าวในที่ประชุมลับ
“ข้ารู้ดีว่าทันย่ามีอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้ แต่ถ้าเขายังคงก้าวต่อไปโดยไม่มีการควบคุม สำนักดาบโบราณก็จะสูญเสียตำแหน่งของเราไป!”
“เราต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป การเผชิญหน้าของสองสำนักใหญ่ในสมาพันธ์โลกครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันหรือการช่วงชิงตำแหน่ง แต่มันกลายเป็นการเผชิญกับวิกฤติที่ท้าทายความอยู่รอดของพวกเขา”
“ทันย่าที่ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งจักรพรรดิสงครามโดยไม่มีความสัมพันธ์กับสำนักใด เป็นเหมือนภัยคุกคามที่ไม่มีใครคาดคิด!”
ทั้งสององค์กรต่างเริ่มเคลื่อนไหวอย่างลับๆ เพื่อหาทางยับยั้งอำนาจของทันย่าในทุกวิถีทาง บางกลุ่มพยายามเจรจาหาพันธมิตร
ขณะที่บางกลุ่มเริ่มคิดถึงแผนการรุนแรงเพื่อจัดการกับจักรพรรดิสงครามคนใหม่ที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์ของโลก
อีกด้านบนยอดตึกของสำนักมังกร ซวนหยวนและหยางจินเหินนั่งอยู่ตรงข้ามกัน
รอบตัวพวกเขามีแผนที่และเอกสารสำคัญที่เต็มไปด้วยข้อมูลเกี่ยวกับนักสู้พันธุกรรมและการเคลื่อนไหวล่าสุดในสมาพันธ์โลก
บรรยากาศที่ปกติจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะจากหยางจินเหินกลับเงียบงันลงในครั้งนี้
หยางจินเหินจ้องมองเอกสารที่เขาถืออยู่ในมือ ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับทันย่า ซึ่งเพิ่งได้รับตำแหน่งจักรพรรดิสงคราม
เขาพยายามจะหาคำพูดที่เหมาะสม แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
“พี่ใหญ่กำลังบอกข้าว่า...ทันย่าที่เราเคยมองว่าเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง ตอนนี้เขากลายเป็นจักรพรรดิสงครามอย่างงั้นหรือ?”
หยางจินเหินพูดในที่สุด แต่เสียงของเขาแฝงไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ซวนหยวนที่นั่งเงียบมาตลอดเหลือบมองหยางจินเหิน ก่อนพยักหน้าเบาๆ
“ใช่ ข้าเองก็ยังไม่อยากเชื่อ! แต่มันคือความจริง ทันย่าผ่านการทดสอบทลายพันธะแห่งราชันสงคราม! และตอนนี้เขาถูกยกขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงสุดในสมาพันธ์โลก ไม่มีใครสามารถสั่งการเขาได้อีกต่อไป ไม่เว้นแม้แต่คุณหลี่จิ้ง!!”
หยางจินเหินได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจหนักหน่วง ก่อนจะโยนเอกสารลงบนโต๊ะ
“ฉันไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ฉันไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มที่ฉันไม่เคยสนใจเมื่อคราวก่อน จะกลายเป็นคนที่ทุกคนต้องเกรงกลัวในวันนี้”
เขาพูดพลางขมวดคิ้วอย่างเคร่งขรึม ตอนแรกเขาก็ได้ยินชื่อเสียงของทันย่าในช่วงเวลาที่ตรวจสอบค่าดัชนีพลัง เขาไม่สนใจมันเลยซักนิด
“บางที...มันเป็นข้อผิดพลาดที่พวกเราเองมองข้าม ทันย่าไม่ใช่แค่คนธรรมดา! เขามีบางอย่างที่เรายังไม่เข้าใจ และนั่นคือเหตุผลที่เขาสามารถทะยานขึ้นสู่จุดนี้ได้ในเวลาอันสั้น!”
หยางจินเหินที่ปกติเป็นคนอารมณ์ขัน ขณะนี้กลับเต็มไปด้วยความขบคิด เขานั่งเงียบลงพลางมองไปยังหน้าต่างที่เปิดออก
“ฉันล้อเล่นกับทุกอย่างเสมอ เพราะคิดว่าชีวิตนี้มันก็แค่เกม แต่ทันย่าพิสูจน์ให้ฉันเห็นว่า...บางครั้งเกมนี้มันจริงจังเกินกว่าจะหัวเราะใส่”
ซวนหยวนมองเพื่อนเก่าของเขา ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“เจ้าควรหยุดล้อเล่นกับชีวิตสักครั้ง หยางจินเหิน เพราะสิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้อาจจะเปลี่ยนทุกสิ่งที่พวกเราเคยรู้จักไป”
“ทันย่าอาจเป็นมากกว่าแค่จักรพรรดิสงคราม ข้าคิดว่าเขากำลังจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญของอนาคตมนุษย์เช่นพวกเรา!!”
หยางจินเหินพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่รอยยิ้มจะกลับมาปรากฏบนใบหน้าของเขา
“นั่นซินะ คิดว่าฉันควรจะจริงจังกับชีวิตได้บ้างแล้ว อย่างน้อยก็จนกว่าพี่ใหญ่จะผิดหวังในตัวของฉัน พี่ซวนหยวน”
เมื่อพูดกันจบ ทั้งสองก็หัวเราะออกมาเบาๆ แต่บรรยากาศรอบตัวพวกเขายังคงหนักหน่วง ความเงียบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง ขณะที่พวกเขาต่างรู้ดีว่าช่วงเวลาของความสงบสุขกำลังจะสิ้นสุดลง