มองเห็นน้ำตาของบุตรชายที่จู่ ๆ ก็ไหลหลั่ง ผู้เป็นบิดามารดาอย่างเย่ชิงหยางและสวีหนิงพลันตื่นตระหนกสุดขีด รีบพุ่งพรวดเข้าไปปลอบประโลมโดยไม่รอช้า ในใจเต็มไปด้วยความว้าวุ่นเพราะไม่ได้พบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มานานมาก เนื่องจากนับตั้งแต่ผ่านพิธีการปลุกจิตอสูรตอนอายุ 12 ปี เย่หยุนซีก็ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้พวกเขาเห็นเลยสักครั้ง ดังนั้นนี่จึงถือเป็นน้ำตาแรกของเขาในรอบ 4 ปีเลยก็ว่าได้
“ซีเอ่อร์ลูกรักได้โปรดอย่าร้องไห้ พ่อกับแม่ขอโทษที่รื้อฟื้นความทรงจำอันเลวร้ายของลูกขึ้นมาในวันนี้” เย่ชิงหยางและสวีหนิงยอมรับความผิดแต่โดยดี
เย่หยุนซียกมือขึ้นเช็ดน้ำตาพลางส่ายศีรษะ จากนั้นเก็บปิ่นปักผมและผ้าสีขาวลวดลายหงสาเข้ามิติเก็บของ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ไม่ต้องขอโทษหรอกขอรับ พวกท่านไม่ผิดเลยสักนิด เป็นลูกเองที่จิตใจอ่อนไหวกับเรื่องนี้มากเกินไป ทั้งๆที่ไม่ควรจะมีความรู้สึกอะไรให้กับผู้หญิงและผู้ชายสองคนนั้น”
สวีหนิงเมื่อได้สดับรับฟังก็พลันยิ้มอย่างขมขื่นออกมา ในอดีตตัวนางเองก็เคยเป็นเด็กกำพร้า แน่นอนว่าย่อมเข้าใจในความรู้สึกเจ็บปวดของการถูกทิ้งเป็นอย่างดี แต่เหตุผลที่ทำให้นางเลือกที่จะบอกกล่าวเรื่องนี้กับเย่หยุนซีก็เพราะนางและสามีคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สมควรทำ ส่วนเย่หยุนซีจะออกตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงหรือไม่นั้นก็สุดแล้วแต่เขาจะตัดสินใจในอนาคต
“ลูกแม่ อย่าพึ่งปิดโอกาสตนเอง บางทีทุกสิ่งทุกอย่างก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้”
เย่หยุนซีส่ายศีรษะอย่างเหนื่อยใจ “ถึงอย่างไรความจริงที่พวกเขาทิ้งลูกก็ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ดี.......ท่านพ่อท่านแม่บอกตามตรงนะขอรับ ในใจลึกๆลูกเองก็อยากจะพบเจอพวกเขาอยู่เหมือนกัน แต่มันไม่ใช่การอยากพบเจอด้วยความคิดถึงหรือโหยหา ลูกแค่เพียงอยากรู้ว่าพวกเขาเป็นใครมาจากไหนแล้วเหตุใดถึงทิ้งลูกที่เป็นเพียงทารกตาดำๆได้ลงคอมันก็เท่านั้น”
“เห้อ ตามใจลูกแล้วกัน เรื่องนี้สมควรเป็นลูกที่ต้องตัดสินใจ” เย่ชิงหยางและสวีหนิงไม่คิดก้าวก่าย
“ในเมื่อไม่มีอะไรแล้ว ลูกขอไปหาท่านอาจารย์ก่อนนะขอรับ” เย่หยุนซีคาราวะ จากนั้นหมุนกายสาวเท้าออกจากกระโจมไปหาผู้เป็นอาจารย์ตามที่เขาว่า
เย่ชิงหยางและสวีหนิงผู้เป็นบิดามารดาเมื่อเห็นภาพนี้ก็ถอนหายใจพลางส่ายศีรษะ จากนั้นเบนสายตามองสองลูกสะใภ้คนงามซึ่งกำลังนั่งเป็นผู้ฟังที่ดียังมิได้ลุกไปไหน
“เห้อ ต่อไปเรื่องของซีเอ่อร์คงต้องลำบากพวกลูกแล้ว” สวีหนิงกล่าว
ทั้งสองสาวเมื่อได้ยินพลันรีบลุกขึ้นโค้งศีรษะ “ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ พวกเราพร้อมส่งเสริมและให้กำลังใจสามี”
“อืม ดีๆ ได้ภรรยาที่ดีเช่นนี้ นับเป็นวาสนาของซีเอ่อร์จริงๆ” เย่ชิงหยางกล่าวยิ้มๆ หลังจากสิ้นสุดบทสนทนา พวกเขาก็แยกย้ายกันออกไปพักผ่อนตามอัธยาศัย
หยุนฉางเยว่และหลิงจีจึงได้ใช้โอกาสนี้เดินตามหาผู้เป็นสามีของพวกนาง จนกระทั่งพบเจอเขานั่งตกปลาอยู่กับผู้เป็นอาจารย์ที่บริเวณริมทะเลสาบ
“น้องหญิง พี่ว่าอย่าพึ่งไปรบกวนพวกเขาเลยจะดีกว่า” หยุนฉางเยว่อ่านบรรยากาศ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปากกล่าวออกมา
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกันเจ้าค่ะ” หลิงจีเห็นด้วยกับคำพูดนั้น สองยอดสตรียกยิ้มบางพลางพยักหน้าให้กัน ก่อนจะหมุนกายเดินกลับไปยังกระโจมที่พักในทันที
ส่วนทางฝั่งของเย่หยุนซีนอกจากเขาจะนั่งตกปลาแล้ว ในเวลานี้เขายังพูดคุยปรับทุกข์กับผู้เป็นอาจารย์อย่างไม่คิดปิดบัง
“ท่านอาจารย์ ข้าควรจะทำอย่างไรต่อไปดีขอรับ?” เขาเอ่ยถาม หลังจากระบายทุกอย่างจนหมดสิ้น
เซียนกระบี่เมามายเผยรอยยิ้ม “เจ้าหนู สิ่งที่อาจารย์แนะนำอาจจะทำให้เจ้าในตอนนี้รู้สึกไม่พอใจก็ได้นะ”
เย่หยุนซีส่ายศีรษะ”ไม่เป็นไรขอรับ ข้าพร้อมรับฟัง”
หลี่ไป่เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็เริ่มกล่าวอธิบายโดยไม่รอช้า “เจ้าหนู ถึงแม้ปากเจ้าจะบอกว่าไม่สนใจพวกเขา แต่ความโกรธเคือง น้อยใจ และสับสนของเจ้าเป็นตัวบ่งบอกชั้นดีว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่ปากกล่าวออกมา”
“ท่านกำลังจะบอกว่าข้าปากไม่ตรงกับใจงั้นหรือขอรับ?”
ผู้เป็นอาจารย์พยักหน้า “ใช่! เป็นเช่นนั้น.........เด็กน้อย การไม่สนใจใยดีคือการที่เจ้าไม่มีความรู้สึกอะไรให้อีกฝั่ง การที่เจ้ายังโกรธเคือง น้อยใจ และสับสนนั่นก็หมายความว่าลึกๆในใจเจ้าเองก็ยังมีความโหยหาปล่อยวางไม่ได้”
“ดังนั้น อาจารย์ขอแนะนำให้เจ้าออกตามหาพวกเขาและทำทุกอย่างให้มันกระจ่าง หากพวกเขาทอดทิ้งเจ้าเพราะไม่ต้องการ เจ้าจะได้ตัดขาดความสัมพันธ์ง่ายขึ้น แต่ถ้าพวกเขามีความจำเป็นอย่างอื่น เจ้าอาจจะได้คนที่รักเจ้าเพิ่มมาอีกสองคนก็เป็นได้”
หลังสิ้นสุดคำแนะนำของเซียนกระบี่เมามาย ดวงตาของเย่หยุนซีก็พลันฉายแววเลื่อมใสอย่างเห็นได้ชัด
“มันก็จริงอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวมานะขอรับ ทำทุกอย่างให้มันจบๆจะได้ไม่รู้สึกค้างคา”
พูดจบ! เด็กหนุ่มก็พลันดึงปิ่นปักผมคริสตัลและผ้าสีขาวลวดลายหงสาออกมา จากนั้นยื่นให้กับผู้เป็นอาจารย์ในทันที
“ผ้าและปิ่นปักผมสองชิ้นนี้คือสิ่งที่ติดตัวข้ามาตั้งแต่เกิด.......ข้าพบว่ามันมีไอปราณประหลาดแฝงอยู่ก็เลยอยากให้ท่านช่วยตรวจสอบพวกมัน”
หลี่ไป่เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็ยื่นมือไปรับสมบัติทั้งสองชิ้นเอาไว้ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตรวจสอบอะไร ดวงตาที่เมื่อครู่คล้ายจะปิดก็พลันเบิกกว้าง
“หือ......นี่มัน สมบัติระดับกึ่งสวรรค์!!” หลี่ไป่อุทานด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้เย่หยุนซีถึงกับคิ้วขมวดเผยสีหน้าจริงจังออกมา
“ท่านอาจารย์ ท่านรู้จักของสองชิ้นนี้งั้นหรือขอรับ?”
เซียนกระบี่เมามายส่ายศีรษะ “ไม่! ข้าไม่รู้จัก แต่ข้าพอเคยพบเห็นสมบัติระดับกึ่งสวรรค์มาบ้าง ออร่าคลุมเคลือเหมือนกับสมบัติสองชิ้นนี้ไม่มีผิด”
“เห้อ เจ้าหนู เห็นทีเรื่องนี้คงไม่ง่ายอย่างที่คิดซะแล้ว เพราะแม้แต่ดินแดนเซียนก็ยังแทบไม่มีสมบัติระดับกึ่งสวรรค์ แต่บิดาและมารดาที่แท้จริงของเจ้ากลับมีมันถึง 2 ชิ้น เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนธรรมดา และเป็นไปได้มากว่า พวกเขาจะมาจากพิภพหรือดินแดนที่สูงกว่าดินแดนเซียนของพวกเรา”