ความเงียบงันที่เข้าปกคลุมห้องรับรองพิเศษของร้านผ้าหรูอี้ในยามนี้ ราวกับมีก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ตกลงมากระทบพื้นจนแตกกระจาย บรรยากาศอึดอัดจนแม้แต่ชุนเถา สาวใช้คนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลัง ยังรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง นางลอบมองใบหน้าของคุณหนูใหญ่สลับกับสีหน้าบึ้งตึงของฮูหยินตระกูลเฟิงและเฟิงจวิ้นอวี้ด้วยความหวาดหวั่น
ในอดีต... คุณหนูของนางไม่เคยกล้าแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อหน้าผู้ใหญ่ฝั่งสามีเช่นนี้แม้แต่ครั้งเดียว แต่ในวันนี้ ไป๋ลี่เซียนกลับยืนสง่านิ่ง แววตาคมกริบราวกับพญาอินทรีที่มองทะลุปรุโปร่งถึงความคิดสกปรกโสมมเื้ัรอยยิ้มจอมปลอมของคนตระกูลเฟิง
"ลี่เซียน เ้าพูดจาเหลိုးไหลอันใดออกมา?" ฮูหยินตระกูลเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหลมสูง ใบหน้าอ้วนท้วนขึ้นสีแดงก่ำด้วยความโกรธเคืองที่ถูกเด็กสาวหักหน้าต่อหน้าผู้คน "อะไรคือการมานั่งเสียใจภายหลังเหมือนคนโง่? เ้าจงใจกล่าววาจาประชดประชันผู้ใดกัน!"
เฟิงจวิ้นอวี้ขมวดคิ้วแน่นจนแทบผูกกันเป็ปม เขาก้าวเข้าไปใกล้ลี่เซียนอีกก้าว พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูอ่อนโยนและนุ่มนวลที่สุด เพื่อกลบเกลื่อนความหงุดหงิดที่พุ่งพล่านในอก
"น้องลี่เซียน วันนี้เ้าคงจะเหนื่อยล้าจากการเลือกซื้อผ้าแพรจนสติเลอะเลือนกระมัง? แม่ทัพเฟิงผู้เฒ่าและข้าต่างก็ตั้งตารอคอยวันมงคลของเรา สัญญาหมั้นหมายนี้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเป็ผู้ตกลงกัน จะเอ่ยคำว่าเสียใจหรือยกเลิกได้อย่างไรกันเล่า มันจะทำให้ตระกูลไป๋และตระกูลเฟิงต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงนะ"
คำพูดของเฟิงจวิ้นอวี้ฟังดูเหมือนจะปกป้องชื่อเสียงของทั้งสองฝ่าย แต่แท้จริงแล้วแฝงไปด้วยการกดดันทางอ้อม โดยอ้างชื่อผู้ใหญ่และชื่อเสียงของตระกูลมาเป็เครื่องมือข่มขู่ ว่าหากนางกล้าถอนหมั้น นางจะต้องกลายเป็หญิงสาวไร้ยางอายที่ทำให้วงศ์สกุลเสื่อมเสีย
ในอดีตชาติ... กลอุบายตื้นๆ นี้เคยได้ผลอย่างชะงัด นางหวาดกลัวคำครหาของสังคม กลัวสายตาดูถูกเหยียดหยามของผู้คน จนต้องยอมก้มหน้าก้มตาแต่งเข้าตระกูลเฟิง ปล่อยให้พวกมันสูบเืสูบเนื้อและยักยอกสินเดิมไปจนหมดตัว
ทว่าในชาตินี้... คำขู่เหล่านี้เทียบไม่ได้เลยกับความตายอันหนาวเหน็บและโดดเดี่ยวในเรือนร้างแห่งนั้น!
ลี่เซียนหลุบตาลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนประกายความเหยียดหยาม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นงดงามจับใจ แต่กลับทำให้เฟิงจวิ้นอวี้รู้สึกหนาวะเืไปถึงกระดูกสันหลังอย่างไม่มีสาเหตุ
"คุณชายเฟิงกล่าวเกินไปแล้ว... ข้าไหนเลยจะกล้าทำให้ตระกูลเสื่อมเสียชื่อเสียงเล่า" ลี่เซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด "เพียงแต่... เมื่อครู่ที่ท่านแม่และคุณชายเอ่ยถึงวันมงคล จู่ๆ ข้าก็ฉุกคิดถึงเื่สำคัญเื่หนึ่งขึ้นมาได้"
"เื่สำคัญอันใด?" ฮูหยินตระกูลเฟิงถามเสียงห้วน
ลี่เซียนกวาดสายตามองคนทั้งสองด้วยแววตาครุ่นคิด แกล้งทำเป็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับมีความกังวลใจยิ่งใหญ่สุมอกอยู่ "เมื่อสองวันก่อน ข้าฝันร้ายถึงท่านมารดาที่ล่วงลับไปแล้ว... ในความฝัน ท่านแม่มาเตือนสติข้าด้วยน้ำตานองหน้า บอกว่าดวงชะตาของข้ากับคุณชายเฟิงนั้น 'ชงกันอย่างรุนแรง' หาใช่คู่บุญคู่บารมีไม่"
ทันทีที่คำว่า 'ดวงชะตาชงกัน' หลุดออกมาจากปากของลี่เซียน สีหน้าของฮูหยินตระกูลเฟิงและเฟิงจวิ้นอวี้ก็เปลี่ยนสีทันที ในยุคสมัยที่ผู้คนต่างยึดถือเื่ดวงชะตา ฮวงจุ้ย และฟ้าดินเป็เื่ใหญ่โต คำพูดเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เื่ที่จะนำมาล้อเล่นได้ง่ายๆ
"เหลวไหล!" ฮูหยินตระกูลเฟิงร้องเสียงหลง หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโมโห "เื่การแต่งงานหมั้นหมายของตระกูลใหญ่ เราเทียบดูวันเดือนปีเกิดและดวงชะตาอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว พระอาจารย์วัดหลิงอวิ๋นยังบอกเลยว่าเป็ดวงชะตา 'กิ่งทองใบหยก' เหตุใดเ้าจึงก섬อ้างเื่ความฝันลมๆ แล้งๆ มาพูดจาเพ้อเจ้อเช่นนี้!"
"ท่านแม่โปรดใจเย็นๆ ก่อนเ้าค่ะ" ลี่เซียนแย้มยิ้มอย่างใจเย็น นางไม่สะทกสะท้านต่อเสียงตวาดของว่าที่แม่ผัวแม้แต่น้อย "ความฝันอาจจะเป็เื่เลื่อนลอย... แต่ท่านแม่เ้า Karl ท่านจำอาจารย์พรต 'จางจื่อเซียน' ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในเื่การดูฮวงจุ้ยและดวงชะตาได้หรือไม่เ้าคะ?"
เฟิงจวิ้นอวี้ขมวดคิ้วมุ่น "เ้าหมายถึงนักพรตผู้เร้นกาย หลานชายของปรมาจารย์ฮวงจุ้ยหลวงผู้นั้นน่ะหรือ?"
"ถูกต้องแล้วเ้าค่ะ" ลี่เซียนพยักหน้ารับช้าๆ แววตาฉายแววเ้าเล่ห์ที่ถูกซ่อนไว้อย่างแเี "เมื่อวานนี้... บังเอิญว่าข้าได้มีโอกาสไปพบท่านนักพรตจางจื่อเซียนเป็การส่วนตัวโดยบังเอิญ ท่านนักพรตได้ตรวจดวงชะตาของข้าอย่างละเอียด และข้าก็ได้เอ่ยปากเื่การหมั้นหมายกับคุณชายเฟิงให้ท่านฟังด้วย"
บรรยากาศในห้องรับรองพิเศษพลันเงียบกริบลงอีกครั้ง ฮูหยินตระกูลเฟิงและเฟิงจวิ้นอวี้ต่างกะพริบตาปริบๆ ความรู้สึกตระหนกเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของคนทั้งสอง แม้พวกเขาจะรู้ว่าตระกูลไป๋ร่ำรวยและมีสินเดิมมากมายขนาดไหน แต่เื่ดวงชะตาและคำทำนายของนักพรตผู้มีชื่อเสียง เป็สิ่งที่ตระกูลขุนนางให้ความเคารพเกรงกลัวยิ่งนัก หากนักพรตผู้เลื่องชื่อทักท้วงขึ้นมาจริงๆ มันย่อมไม่ใช่เื่ที่จะมองข้ามได้
"ท่านนักพรต... ว่าอย่างไรล่ะ?" ฮูหยินตระกูลเฟิงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไปด้วยความร้อนรน แม้ปากจะบอกว่าไม่เชื่อ แต่ในใจกลับเริ่มหวาดหวั่น
ลี่เซียนถอนหายใจยาวเหยียด แสร้งทำท่าทีเศร้าโศกเสียอกเสียใจอย่างแเี ชนิดที่หากโรงละครใดเห็นนางในยามนี้คงต้องรีบคว้าตัวไปเป็นักแสดงเอกทันที
"ท่านนักพรตจางถึงกับสะดุ้งโหยงและส่ายหน้าด้วยความใเมื่อคำนวณดวงชะตาของเราสองคน..." ลี่เซียนลดเสียงลงกระซิบ ราวกับกำลังบอกความลับอันน่าสะพรึงกลัว "ท่านบอกว่า ดวงชะตาของข้าเป็ 'ดาวมรณะพิฆาตสามี' หากข้าแต่งเข้าตระกูลใด ภายในสามปีตระกูลนั้นจะต้องพบกับความวิบัติฉิบหาย ทรัพย์สินเงินทองละลายหายสิ้น และตัวของคุณชายเฟิงเอง... ก็อาจจะมีอันต้องอายุสั้น ถึงแก่ความตายอย่างกะทันหันอย่างไร้เหตุผล!"
เพล้ง!
เสียงถ้วยน้ำชาในมือของเฟิงจวิ้นอวี้หล่นร่วงลงกระแทกพื้นจนแตกกระจาย น้ำชาสีชาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนชายเสื้อหรูหราของเขา ใบหน้าของเฟิงจวิ้นอวี้ซีดเผือดลงจนไร้สีเื ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว ข่าวลือเื่ดวงชะตาพิฆาตสามี เป็สิ่งที่บุรุษทุกคนต่างหวาดกลัวยิ่งกว่าสิ่งใด
ส่วนฮูหยินตระกูลเฟิงถึงกับเซถอยหลังไปสองก้าว มืออ้วนท้วนสั่นเทาชี้หน้าลี่เซียน "เจ... เ้าพูดจาเหลวไหลอันใด! ดาวมรณะพิฆาตสามีอันใดกัน ก่อนหน้านี้ไม่เห็นจะมีหมอดูคนไหนเคยทักเช่นนี้เลย!"
"ท่านแม่โปรดอย่าได้กล่าวโทษข้าเลยเ้าค่ะ" ลี่เซียนตีหน้าเศร้าอย่างน่าสงสาร "เื่แบบนี้ใครจะกล้าเอามาล้อเล่นเล่าเ้าค่ะ? ท่านนักพรตจางยังบอกอีกว่า หากข้าดันทุรังฝืนแต่งงานกับคุณชายเฟิง ไม่เพียงแต่คุณชายจะเคราะห์ร้ายถึงชีวิต แต่ตระกูลเฟิงทั้งหมดจะต้องล่มสลายกลายเป็ขอทานข้างถนนภายในชั่วข้ามคืน... ข้ารักและหวังดีกับคุณชายเฟิงยิ่งนัก ไหนเลยจะกล้าเอาชีวิตและอนาคตของเขามาเสี่ยงกับดวงชะตาอันอัปมงคลนี้ได้?"
คำพูดของลี่เซียนฟังดูเผินๆ เหมือนความหวังดีและความห่วงใย แต่แท้จริงแล้วมันคือการสาปแช่งและการบีบคั้นทางจิตวิทยาที่แยบยลที่สุด! ในยุคที่คนเชื่อเื่โชคลาง คำทำนายของนักพรตชื่อดังประกอบกับท่าทีจริงจังของนาง ย่อมทำให้คนโลภและรักตัวกลัวตายอย่างตระกูลเฟิงเกิดความหวาดระแวงขึ้นมาทันที
เฟิงจวิ้นอวี้กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว แม้ในใจลึกๆ เขายังคงเสียดายสินเดิมและทรัพย์สินมหาศาลของตระกูลไป๋ แต่หากต้องแลกมาด้วยชีวิตของตนเองและความล่มสลายของตระกูลเฟิง ความโลภนั้นย่อมถูกความกลัวตายเข้าครอบงำทันที
"นี่... นี่มันเื่จริงหรือ?" เฟิงจวิ้นอวี้หันไปถามมารดาด้วยเสียงสั่นเครือ
ฮูหยินตระกูลเฟิงหน้าซีดเผือดไม่แพ้กัน สมองของนางกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว แม้พวกนางจะอยากได้เงินทองของตระกูลไป๋มาพยุงกิจการที่กำลังย่ำแย่ แต่ถ้าหากแต่งสะใภ้กาลกิณีเข้าบ้านแล้วทำให้ตระกูลพินาศจริงๆ มันก็ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย!
"ท่านนักพรตจางจื่อเซียนผู้นั้น... ตอนนี้อยู่ที่ไหน?" ฮูหยินตระกูลเฟิงถามเสียงสั่น พยายามหาทางพิสูจน์ความจริง
"ท่านนักพรตเป็ผู้ทรงศีล เร้นกายไปท่องเที่ยวเมฆาอย่างไร้ร่องรอยแล้วเ้าค่ะ" ลี่เซียนตอบอย่างรวดเร็วโดยไม่เปิดช่องว่างให้พวกมันตามหาตัวจริงเจอ "แต่ท่านได้ทิ้งคำแนะนำสุดท้ายไว้ให้ข้า เพื่อเป็การแก้เคล็ดและป้องกันไม่ให้ความหายนะตกถึงตระกูลเฟิงและตัวข้าเอง"
"แก้เคล็ดอย่างไร?" สองแม่ลูกตระกูลเฟิงโพล่งออกมาพร้อมกันด้วยความคาดหวัง
ลี่เซียนยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยือกเย็นฉายชัดในดวงตากลมโต นางก้าวถอยหลังออกห่างจากคนทั้งสองเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประกาศิตด้วยน้ำเสียงฉะฉานกังวาน
"ท่านนักพรตกล่าวไว้ว่า... วิธีเดียวที่จะสะเดาะเคราะห์และป้องกันหายนะไม่ให้เกิดขึ้น คือ 'การยกเลิกสัญญาหมั้นหมายระหว่างข้ากับคุณชายเฟิงเสียในทันที!' ตัดขาดวาสนาต่อกันอย่างสิ้นเชิง ไม่เช่นนั้น... ภัยพิบัติจะมาเยือนตระกูลเฟิงก่อนที่พิธีแต่งงานจะเริ่มต้นขึ้นเสียอีก!"
คำประกาศของลี่เซียนราวกระบี่คมกริบที่ปักลงกลางใจของฮูหยินตระกูลเฟิงและเฟิงจวิ้นอวี้ การยกเลิกสัญญาหมั้นหมายหมายความว่าพวกมันจะพลาดโอกาสในการฮุบสินเดิมและทรัพย์สินมหาศาลของตระกูลไป๋ แต่ในขณะเดียวกัน หากไม่ยกเลิก พวกมันก็ต้องหวาดกลัวว่าคำทำนายเื่ความตายและความล่มสลายจะเป็จริง
ความโลภและความกลัวกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดในจิตใจของสองแม่ลูกตระกูลเฟิง
ลี่เซียนยืนกอดอกมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกสะใจและสมเพชเวทนาในใจ พวกมันโลภมากอยากได้เงินของนางนักไม่ใช่หรือ? แต่วันนี้ ความโลภนั่นแหละที่จะย้อนกลับมากลืนกินพวกมันเอง!
"เอาล่ะเ้าค่ะ..." ลี่เซียนเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเด็ดขาดราวกับไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ "ในเมื่อท่านนักพรตชี้ทางสว่างให้แล้ว เพื่อความปลอดภัยของคุณชายเฟิง และเพื่ออนาคตอันรุ่งโรจน์ของตระกูลเฟิง... วันนี้ ข้า 'ไป๋ลี่เซียน' จึงขอประกาศ 'ยกเลิกสัญญาหมั้นหมาย' ระหว่างเราอย่างเป็ทางการ ณ ที่แห่งนี้!"
สิ้นเสียงคำประกาศอันเด็ดเดี่ยวของดรุณีวัยสิบห้าปี ฮูหยินตระกูลเฟิงและเฟิงจวิ้นอวี้ถึงกับยืนแข็งค้างราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางวันแสกๆ พวกเขาอ้าปากค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ทำได้เพียงยืนมองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนกและทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว