การปฏิเสธผู้หญิงที่วิเศษเช่นกู่เซี่ยนจวิน ช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นเหลือเกิน
หาใช่เพียงเพราะรูปโฉมงดงามของนางเท่านั้น แต่อีกเหตุผล เป็นเพราะนางเคยทำเพื่อเขามามากเหลือเกิน
ทว่าท้ายที่สุดซูฉางอันก็ยังปฏิเสธออกไปอยู่ดี
“ข้ายังกลับไปไม่ได้”
“ยังมีเรื่องมากมายในเมืองฉางอันที่รอให้ข้าไปสะสาง”
เขาไม่ได้ระบุว่าเป็นเรื่องอะไร แต่กู่เซี่ยนจวินก็พอจะรู้แล้ว
อย่างน้อย ลำพังแค่อวี้เหิงก็นับเป็นเหตุผลที่มากพอจะรั้งให้ซูฉางอันอยู่ในเมืองฉางอันต่อไป
“แต่เจ้าอาจตายได้นะ” ทว่ากู่เซี่ยนจวินก็ยังพูดออกมาอย่างอดไม่ได้
นั่นไม่ใช่เรื่องโกหก...
ตำแหน่งสำนักอันดับหนึ่งของสำนักเทียนหลาน...
หอเชื่อมดาราที่สร้างยอดฝีมือมานับไม่ถ้วน...
ดาบและโลหิตเทพในร่างของซูฉางอัน...
สถานการณ์อันน่าตึงเครียดของการถูกดึงเข้าไปร่วมในศึกชิงบัลลังก์...
เรื่องทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเพียงพอให้เขากลายเป็นเป้าของเหล่าสัตว์ร้ายในเมืองได้ทั้งสิ้น
แต่เพราะตอนนี้ พญาราชสีห์ยังหลับใหลอยู่ในสำนักเทียนหลาน ราชสีห์จึงยังข่มหมาป่าเจ้าเล่ห์ในเมืองและเป็นโล่กันฝนให้ซูฉางอันได้
แต่บัดนี้ ปัจฉิมบทของช่วงชีวิตอันแสนยาวนานของพญาราชสีห์กำลังจะมาถึงแล้ว
ทุกคนในแผ่นดินต้าเว่ยต่างรู้ดี ว่าดาวดวงนั้นกำลังจะมอดลงแล้ว
เมื่อถึงเวลานั้น ซูฉางอันก็จำต้องเผชิญหน้ากับโลกทั้งใบด้วยตัวเอง...
และก็เป็นเหมือนที่นางเคยบอก ซูฉางอันที่เป็นแบบนี้ไม่มีทางใช้ชีวิตอยู่ในเมืองฉางอันได้อย่างแน่นอน
ทว่าเพิ่งพูดจนจบประโยค สายตาของกู่เซี่ยนจวินก็มาประสานเข้ากับดวงตาที่ใสสะอาดของซูฉางอัน...
ทันใดนั้น จู่ๆ นางก็รู้สึกเสียใจในการกระทำของตนขึ้นมา...
นางรู้สึกเสียใจที่พูดออกไปแบบนั้น
บนเขาโยวหยุน นางเคยเห็นซูฉางอันเหวี่ยงดาบเข้าใส่ครึ่งเทพคนนั้นด้วยตาของตัวเอง
ในงานหลอมดาว นางเคยเห็นซูฉางอันเผชิญหน้ากับยอดอัจฉริยะที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ทั้งหลายด้วยใบหน้าเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและเย็นชา
ที่เมืองหลานหลิง เขาเคยต่อสู้จนร่างอาบเลือดเพื่อช่วยนางกลับมา
นางไม่รู้หรอก ว่าซูฉางอันรู้สึกกลัวความตายหรือเปล่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจ...
นั่นก็คือ... นางชอบชายหนุ่มคนนี้ ชายที่หากคิดสิ่งใดในใจก็จะทำมันจนสำเร็จโดยไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดๆ คนนี้...
และนี่ก็คือสิ่งที่ชายผู้ที่นางแอบชอบควรจะเป็น...
ใจดีจนใกล้เคียงกับคำว่าใสซื่อ
มุ่งมั่นจนใกล้เคียงกับคำว่าดื้อรั้น
ดังนั้น ในที่สุดนางก็เผยประกายรอยยิ้มออกมา
“คุณชายซู ท่านต้องรอดชีวิตกลับไปให้ได้นะแล้วข้าจะรอท่านที่ดินแดนทางเหนือ”
“ข้าจะรอท่านเสมอ”
หลังพูดจบ หญิงสาวก็เขย่งเท้า ประทับจูบลงบนริมฝีปากของคนตรงหน้าเบาๆภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของอีกฝ่าย และใบหน้าที่แดงก่ำของตัวนางเอง
ซูฉางอันไม่รู้ตัวเลยว่าตนกลับมาที่สำนักเทียนหลานได้เช่นไร
หลังจากถูกกู่เซี่ยนจวินจูบ เขาก็รู้สึกสติหลุดลอยไปหมด
เขาไม่รู้เหมือนกันว่าตนชอบนางหรือเปล่า แต่เขารู้สึกว่าตนติดค้างสัญญากับนางนับแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา...
แม้กายจะยืนอยู่หน้าสำนักเทียนหลานแล้ว เขาก็ยังดึงสติกลับมาไม่ได้อยู่ดี
เขายืนมองหิมะที่ร่วงโรยลงมาจากฟากฟ้าอย่างเหม่อลอยไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรกันแน่
กระทั่งมือของใครคนหนึ่งประทับลงบนบ่าของเขา
“ทำอะไรน่ะ?” เสียงที่เต็มไปด้วยความมึนเมาดังขึ้น
ซูฉางอันได้กลิ่นสุรา ซึ่งเป็นกลิ่นที่เขามักจะได้รับจากร่างของท่านพ่อเสมอกลิ่นนั้นทำให้เขาได้สติกลับมา และหันไปมองทางต้นเสียงด้วยคิ้วขมวดมุ่น
แล้วเขาก็พบกับมู่กุยอวิ๋นที่มองมายังเขาด้วยสายตามึนเมา ขณะที่มืออีกข้างจับไหเหล้าเอาไว้แน่น
“เจ้าดื่มสุรามารึ?” ซูฉางอันกล่าวถาม
นี่ถือเป็นคำถามที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี เพราะของที่อยู่ในมือกับสายตาที่เต็มไปด้วยความมึนเมาและเลื่อนลอยของมู่กุยอวิ๋นก็บ่งบอกชัดเจนถึงความเมามายของเขา
ดังนั้น มู่กุยอวิ๋นจึงยกไหสุราในมือขึ้นมาแสดง แล้วนั่งลงบนบันไดหน้าสำนักอย่างไม่ใส่ใจเท่านั้น
“เจ้าไปเจอกู่เซี่ยนจวินมารึ?” มู่กุยอวิ๋นทอดมองถนนที่เต็มไปด้วยหิมะโปรยปรายก่อนจะดื่มสุราอีกครั้ง แล้วถามขึ้นโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเลยด้วยซ้ำ
“อืม”ซูฉางอันพยักหน้าด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกซึ่งยากจะอธิบาย จากนั้นนั่งลงข้างๆมู่กุยอวิ๋นในเวลาต่อมา
“เป็นอย่างไรบ้าง?” มู่กุยอวิ๋นเหล่สายตาที่เต็มไปด้วยความเมามายมายังซูฉางอัน
คำถามของเขาทำให้ซูฉางอันก้มหน้าลงต่ำ
หลังนิ่งเงียบไปนาน ในที่สุดเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเหม่อลอย“เจ้าเคยจูบฉางเสว่หรือเปล่า?”
มู่กุยอวิ๋นที่กำลังจะกรอกเหล้าเข้าปากชะงักลงทันที
เขาตระหนักได้ว่านี่เป็นคำถามที่สำคัญและจริงจังมาก
เมื่อซูฉางอันถามคำถามเช่นนี้ออกมา ย่อมหมายความว่าเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนขึ้นกับซูฉางอันระหว่างที่เขาไปพบกู่เซี่ยนจวินในวันนี้
ซูฉางอันเป็นเพื่อนของเขา
การจริงใจและเปิดเผยความลับกับเพื่อนอย่างซื่อตรงนับเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
แต่ในฐานะบุตรแห่งเสนาบดี และยอดฝีมืออันดับหนึ่งในอันดับปฐพี...
สำหรับมู่กุยอวิ๋นแล้ว เรื่องศักดิ์ศรีนับเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ต่างกัน
ดังนั้น หลังแสร้งทำเป็นใจเย็น แล้วกรอกเหล้าเข้าปากหนึ่งอึก มู่กุยอวิ๋นจึงให้คำตอบกลับมา“เคยสิ”
ซูฉางอันพยักหน้ารับรู้ โดยไม่คิดจะสงสัยในคำตอบของอีกฝ่ายสักนิด
“มันรู้สึกอย่างไรบ้างรึ?” เขาถามออกมาแบบนั้นน้ำเสียงของเขาฟังดูจริงจังมาก ราวกับเจ้าตัวกำลังพยายามจะไขปัญหาอันแสนล้ำลึกโดยต้องการข้อมูลและหลักฐานอ้างอิงจากเขาเช่นนั้น
และในความเป็นจริง ซูฉางอันก็อยากจะทำความเข้าใจกับปัญหาซึ่งถือเป็นปัญหาที่ล้ำลึกสำหรับเขาจากคำตอบของมู่กุยอวิ๋นจริงๆ
ยกตัวอย่างเช่น ตกลงเขาชอบกู่เซี่ยนจวินหรือเปล่า
เขาเคยอ่านเจอในหนังสือ ว่าการจูบกับคนที่ชอบจะทำให้หัวใจเต้นแรง และเวียนหัวไปหมด
ซึ่งเขาในตอนนี้ก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ
แต่เขาไม่รู้ว่าที่ตนหัวใจเต้นแรง เป็นเพราะตื่นตระหนกจนเกินไป หรือเพราะชอบกู่เซี่ยนจวินจริงๆกันแน่
นี่เป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนมาก
สำหรับซูฉางอัน เขาคิดว่าตนที่เป็นนักดาบควรมั่นใจในความรู้สึกของตัวเองชอบก็คือชอบ เกลียดก็คือเกลียด ไม่ควรลังเลแบบนี้
แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกนั้นอยู่ดี...
ซึ่งประจวบเหมาะ เพราะมู่กุยอวิ๋นก็เพิ่งดื่มสุราไปประสบการณ์การรับมือกับบิดาจอมขี้เหล้าในอดีตบอกกับเขาว่าคนที่เมาสุรามักจะจำไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ ว่าตนพูดหรือทำอะไรตอนเมา
ดังนั้น ซูฉางอันจึงคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ไม่เลว
เพราะนอกจากจะขจัดความสงสัยในใจออกไปได้ มันยังรักษาศักดิ์ศรีแห่งนักดาบของเขาเอาไว้ได้อีกด้วย
อย่างไรเสีย นี่ก็เป็นสิ่งที่ฉู่ซีฟงเคยบอกเอาไว้...
สำหรับนักดาบ ศักดิ์ศรีเป็นสิ่งสำคัญมาก
แต่เห็นได้ชัดว่ามู่กุยอวิ๋นคาดไม่ถึง ว่าซูฉางอันจะถามคำถามแบบนี้ออกไป
ดังนั้น เขาจึงมีอาการตั้งตัวไม่ทันเล็กน้อย นั่นก็ทำให้สุราที่เพิ่งจะถูกกลืนลงคอถูกกระอักออกมาอีกครั้งเพราะความตกใจ
“แคกๆ!”
เขาไอแรงๆ หลายครั้ง ก่อนจะหยุดลงได้ในที่สุด จากนั้น มู่กุยอวิ๋นก็หันมามองซูฉางอันอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าชายคนนี้อยากรู้คำตอบจากเขาจริงๆ
แต่ความจริงแล้ว แม้แต่เขาก็ยังไม่รู้คำตอบเหมือนกันแต่หากเขายอมรับออกไปตอนนี้ ว่าอย่าว่าแต่จูบเลย ตนกับซือหม่าฉางเสว่ยังไม่เคยแม้แต่จะจับมือกันเลยด้วยซ้ำนั่นดูจะเป็นเรื่องน่าอายจนเกินไป...
“ก็ไม่เลว...” ดังนั้น มู่กุยอวิ๋นจึงสร้างคำตอบขึ้นมั่วๆแล้วตอบออกไปแบบคลุมเครือแทน
“ไม่เลว? มันหมายถึงอะไรกัน...”เห็นได้ชัดว่าซูฉางอันไม่ค่อยพอใจกับตอบของเขาสักเท่าไหร่ ซูฉางอันอ้าปากขึ้นราวต้องการจะพูดบางอย่างออกมาอีก
แต่มู่กุยอวิ๋นไม่อยากถกเรื่องนี้อีกแล้วยิ่งพูดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสพลาดสูงเท่านั้น นี่เป็นกฎง่ายๆ ที่เขาเข้าใจดี...
“จริงสิ เจ้าไปหากู่ฟางเทียนถึงที่จวน เขาพูดอะไรกับเจ้ารึ?” มู่กุยอวิ๋นถามออกไปแบบนั้น
ซูฉางอันชะงักไปทันที แม้ยังอยากถามในสิ่งที่ยังไม่เข้าใจแต่ซูฉางอันก็ตอบคำถามของเขาออกไปอย่างว่าง่าย“เขาบอกข้าว่าเมืองฉางอันอันตรายมาก”
“เมืองฉางอันอันตรายเช่นนั้นรึ?” ครั้งนี้เป็นมู่กุยอวิ๋นที่นิ่งไปแน่นอน เมืองฉางอันเป็นสถานที่ที่อันตรายมากอยู่แล้ว ที่นี่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงปิดบัง และทรยศ หากไม่ระวังก็อาจพาตัวเองไปตายได้ทุกเมื่อเมื่อนำไปเทียบกับที่อื่นๆ ในแผ่นดินต้าเว่ยเมืองฉางอันก็เป็นสถานที่ที่อันตรายมากจริงๆ
แต่มู่กุยอวิ๋นคิดว่ากู่ฟางเทียนไม่มีความจำเป็นต้องหยิบยกเรื่องที่ใครๆก็รู้เช่นนี้ออกมาพูดให้เสียเวลาอีก ดังนั้น คาดว่าอันตรายที่กู่ฟางเทียนหมายถึงคงจะเป็นอันตรายจากเรื่องอื่นเสียมากกว่า
ซูฉางอันรู้ดีว่ามู่กุยอวิ๋นต้องการจะถามถึงสิ่งใดกันแน่ แต่เขาก็ลังเลที่จะเอ่ยความจริงออกไปอยู่ดี
เผ่าเทพเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายมาก
เขาคิดว่าหากรู้เยอะเกินไป จะเป็นผลร้ายต่อมู่กุยอวิ๋นเสียมากกว่า
แต่เขาก็ไม่อยากโกหกมู่กุยอวิ๋นอีก
นั่นทำให้เขารู้สึกลังเลอย่างอดไม่ได้
และในระหว่างที่กำลังนึกลังเลอยู่ จู่ๆเสียงอุทานของใครบางคนก็ดังออกมาจากสำนักเทียนหลาน
“คุณชายซู! แย่แล้ว! คุณชายตู้เกิดเรื่องแล้ว! ”