แม้ว่าฉินอวี้ถงจะไม่ได้ส่งสาวใช้มาให้แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากลับส่งสาวใช้มาคอยรับใช้ที่เรือนผู่เยว่แทน สาวใช้ที่ที่ถูกส่งมานั้นนอกจากจะคล่องแคล่วและถูกฝึกอบรมมาอย่างดีแล้วยังไร้ซึ่งท่าทางดูถูกดูแคลนดังเช่นสาวทั้งสามที่พึ่งถูกไล่ออกไป ความเมตตานี้ของฮูหยินผู้เฒ่าทำให้กู้เยว่ซินอดรู้สึกดีกับฮูหยินผู้เฒ่าผู้นี้ไม่ได้
เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อต้องไปคารวะน้ำชายามเช้านางจึงตั้งใจตื่นแต่เช้าแล้วไปคารวะหญิงชราด้วยความเต็มใจ
“วันนี้เ้าดูจะมีความจริงใจเสียยิ่งกว่าการคารวะตามประเพณีของเช้าวันแรกของการเข้ามาเป็หลานสะใภ้ของข้าเสียอีก” เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเช่นนี้ กู้เยว่ซินก็พลันยิ้มออกมาแล้วเอ่ยออกมาตามตรงเช่นเดียวกัน
“เมื่อวันก่อนเป็เพราะเยว่ซินไม่รู้ความ แต่วันนี้เยว่ซินเริ่มรู้ความบ้างแล้วเ้าค่ะ ท่านยาปกครองเรือนด้วยความเมตตาดูแลลูกหลานอย่างทั่วถึง เยว่ซินจึงรู้สึกซาบซึ้งและตั้งใจจะมาคารวะขอบคุณท่านย่าเ้าค่ะ” กู้เยว่ซินเลือกใช้ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความสนิทสนมคำพูดป้อยอล้วนมาจากความจริงเมื่อเอ่ยออกมาแล้วทำให้คนฟังพลอยรู้สึกดีมากขึ้นไม่ได้
“ข้าได้ยินว่าสาวใช้ในเรือนไม่เคารพเ้า แม่สามีของเ้าก็เลยโบยตีและขับไล่พวกนางไปอยู่ที่เรือนซักล้าง ยามนี้ในเรือนของเ้าคนคอยดูแลรับใช้จึงน้อยลง ทำให้เ้าต้องเหน็ดเหนื่อยดูแลหลานอี้ด้วยตนเอง ข้าเกรงว่าเื่นี้จะเป็การรังแกสะใภ้ใหม่เช่นเ้ามากจนเกินไปก็เลยส่งสาวใช้ที่รู้ความไปให้เ้า หวังว่าคราวนี้พวกนางคงจะปรับตัวให้เข้ากับเ้าได้กระมัง” คำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าทำให้กู้เยว่ซินคลี่ยิ้มออกมาอย่างสดใส
“ย่อมสามารถปรับตัวได้ดีมากเ้าค่ะ สาวใช้ที่ถูกส่งไปจากเรือนฝูอันย่อมจะมีไหวพริบและสามารถปรับตัวได้เร็วอยู่แล้ว” กู้เยว่ซินเอ่ยพลางเหลือบมองไปที่หน้าประตู สาวใช้ส่งเสียงแจ้งเตือนว่าฮูหยินและคุณหนูมาถึงแล้วเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยปากอนุญาตให้พวกนางเข้ามากู้เยว่ซินจึงได้ขยับไปยืนอยู่ทางด้านข้างของฮูหยินผู้เฒ่าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“ยังไม่ทันได้คารวะข้าผู้เป็แม่สามี ก็วิ่งมาประจบที่เรือนฝูอันเอาหน้าก่อนข้าเสียแล้ว ดูทีว่าหลานสะใภ้ของท่านแม่คงจะต้องถูกข้าอบรมเสียบ้างแล้วนะเ้าคะ” ฉินอวี้ถงเอ่ยหลังจากที่คารวะยามเช้าเรียบร้อย ยามนี้นางถูกเชิญไปนั่งยังเก้าอี้อีกตัวที่อยู่อีกด้านของฮูหยินผู้เฒ่าโดยมีเผิงเหวินหน่วนยืนอยู่ทางด้านหลังของนาง
“เมื่อวานนี้ข้าไปคารวะท่านแม่ก่อน ท่านแม่ก็บอกว่าข้าไม่รู้หนักรู้เบา ไปคารวะท่านแม่เช้าจนเกินไปวันต่อไปไม่จำเป็ต้องไปคารวะท่านแล้ว เช้าวันนี้ข้าก็เลยตรงมาคารวะท่านย่าเลยเ้าค่ะ” กู้เยว่ซินรีบเอ่ยแย้งขึ้นมาในทันที ส่วนฉินอวี้ถงที่พึ่งจะจำได้ว่าเมื่อวานนี้นางเอ่ยเช่นนั้นจริงก็พลันนิ่งขึงไป
“นางพึ่งจะมาอยู่ใหม่ค่อยๆ บอก ค่อยๆ สอนกันไปก็ได้แล้ว เ้าเองก็อย่าได้คิดเล็กคิดน้อยแล้วทำให้เป็เื่ใหญ่เลย” เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเช่นนี้ฉินอวี้ถงจึงได้แค่เพียงส่งค้อนให้กู้เยว่ซินทางสายตาเพียงเท่านั้น
กู้เยว่ซินยืนตัดสินใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้ตัดสินใจก้าวขาออกมาด้านหน้าคุกเข่าอยู่ตรงหน้าฉินอวี้ถงและฮูหยินผู้เฒ่าด้วยสีหน้าจริงจังแล้วจึงได้เอ่ยออกมาเสียงเบา
“ข้าได้ยินมาว่าสกุลสวีสามารถเชิญท่านหมอหลวงหลี่ให้มาทำการรักษาสวีฮูหยินได้ อาการของคุณชายใหญ่ไม่ค่อยจะดีนักข้าจึงอยากจะขออนุญาตไปที่จวนสกุลสวีเพื่อหาหนทางเชื้อเชิญท่านหมอหลี่มาดูอาการของคุณชายเ้าค่ะ” สาเหตุที่กู้เยว่ซินตัดสินใจเอ่ยเช่นนี้เป็เพราะตามธรรมเนียมของคนที่นี่สตรีมักจะไม่ค่อยจะได้ออกจากเรือน แถมนางเองพึ่งจะแต่งเข้ามาได้ไม่ถึงสามวันคิดจะออกไปข้างนอกย่อมเป็เื่ยาก ยามนี้เมื่อผู้าุโของจวนอยู่ครบทั้งสองคนนางจึงตัดสินใจเอ่ยออกมาตามตรง
“สกุลสวีหรือจะสามารถเชิญท่านหมอหลวงหลี่ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็หมอเทวดามารักษาสวีฮูหยินได้ กู้เยว่ซินเ้าไปได้ยินข่าวนี้มาจากไหน สกุลสวีเป็เพียงสกุลขุนนางระดับล่างธรรมดาจะมีหน้าตาเพียงพอที่จะทำเช่นนั้นได้หรือ แล้วอีกอย่างหากทำเช่นนั้นได้จริงเ้าจะจะใช้ความมีหน้ามีตาอันใดไปเชื้อเชิญท่านหมอหลวงหลี่ให้มาที่จวนเรา” คำพูดของฉินอวี้ถงทำให้กู้เยว่ซินเม้มปากแน่น
เื่ที่หมอหลวงหลี่ไปที่จวนสวีย่อมเป็ความลับ แต่นางรู้ว่าเขามารักษาสวีฮูหยินจริงๆ เพราะว่ามีเขียนอยู่ในนิยาย ส่วนเื่ที่ว่าทำอย่างไรจะสามารถเชิญเขามาได้นั้นนี่ต่างหากที่เป็ความกังวลที่แท้จริงของนาง
“จริงอย่างท่านแม่ว่าหากหมอหลวงหลี่ไปที่จวนสกุลสวีจริงยามนี้ผู้อื่นคงจะพูดถึงเื่นี้กันทั่วแล้ว แต่ข้ากลับไม่เคยได้ยินผู้ใดเอ่ยถึงเื่นี้เลยสักนิด ท่านย่า ท่านแม่ ข้าว่าที่จริงแล้วนางอยากจะหาเื่ออกจากจวนต่างหาก ไม่แน่ว่าอาจจะเห็นว่าอาการของพี่ใหญ่ย่ำแย่มากแล้วก็เลยเกรงกลัวว่าตนเองจะเป็หม้ายจึงได้หาเื่คิดจะหนีออกจากจวนก็ได้นะเ้าคะ” คำพูดขอเผิงเหวินหน่วนทำให้กู้เยว่ซินพลันส่งรอยยิ้มอันเย็นะเืออกมา
“ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้น เป็เพราะอาการของคุณชายย่ำแย่มากข้าจึงอยากจะลองดู ข้าไม่เคยมีความคิดย่ำแย่อย่างที่น้องเหวินหน่วนเอ่ยมาสักนิด และที่สำคัญคำพูดที่เป็ลางร้ายต่ออาการป่วยของคุณชายใหญ่ทางที่ดีจงอย่าได้พูดออกมาให้บ่อยจะดีกว่า คุณชายใหญ่คือสามีของข้า ข้าไม่ชอบใจเท่าใดนักที่มีคนคนกล่าวถึงอาการของเขาในแง่ที่ร้ายแรงจนอาจจะทำให้ข้าต้องเป็หม้ายเช่นนี้” คำพูดของกู้เยว่ซินทำให้เผิงเหวินหน่วนเม้มปากแน่น
“เช่นนั้นก็คงต้องลองดู เ้าจะไปที่จวนสกุลสวีอย่างเอิกเกริกไม่ได้ไม่ว่าอย่างไรก็พึ่งจะแต่งงาน ทางที่ดีแวะเวียนไปวันพรุ่งนี้หลังจากที่กลับบ้านเดิมของเ้าแล้วจึงจะเหมาะสม ของเยี่ยมไข้และของฝากของคนในสกุลพวกเขาที่เ้าสนิทสนมด้วยก็อย่าได้ขาด ขาดเหลือสิ่งใดก็เอ่ยปากกับจี้มามาได้เลย” ฮูหยินผู้เฒ่ามองกู้เยว่ซินอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้เอ่ยปากอนุญาตออกมา คำพูดของนางทำให้ทั้งฉินอวี้ถงและเผิงเหวินหน่วนต่างมีสีหน้าไม่พอใจในทันที
“ท่านแม่!” ฉินอวี้ถงทำท่าจะเอ่ยปากพูดแต่ฮูหยินผู้เฒ่ากลับยกมือห้าม
“เป็อันตกลงตามนี้ ข้าอยากจะพักผ่อนแล้วพวกเ้าก็แยกย้ายกันกลับเรือนของพวกเ้ากันเถิด” คำพูดนี้ของฮูหยินผู้เฒ่านับเป็คำขาดไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยแย่งนอกจากต้องคารวะอำลาแล้วเดินออกจากเรือนฝูอันตามคำสั่ง เผิงเหวินหน่วนจ้องมองกู้เยว่ซินด้วยความไม่พอใจครู่หนึ่งแล้วจึงได้เดินจากไป ส่วนกู้เยว่ซินนั้นเมื่อรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะได้ออกนอกจวนแล้วก็พลันยิ้มออกมาอย่างปลอดโปร่งโล่งใจ
หากต้องนั่งรอดูสถานการณ์โดยไม่คิดจะทำอันใดเลยย่อมไม่ใช่นาง วันพรุ่งนี้นางจะได้กลับสกุลกู้แล้วนางเองก็จะได้ไปดูทางกู้เยว่อันเสียหน่อยว่าหลังจากได้เงินทุนก้อนใหญ่ไปแล้วเขาคิดจะดำเนินการอย่างไรต่อ ไม่ว่าอย่างไรหากพี่ชายทำการค้าได้สำเร็จอย่างที่ในนิยายเขียน นางในฐานะน้องสาวก็น่าจะพลอยมีความเป็อยู่ดีขึ้นมาบ้างกระมัง