ภายในห้องวิหารถูกปรกคลุมไปด้วยม่านน้ำแข็ง ซิงซิงในชุดคลุมเทายาวยืนอย่างงามสง่า ชุดคลุมอันหลวมโคร่งกลับมองเห็นเค้าลางเรือนร่างอันเย้ายวน นางยังคงคาดผ้าปิดปากจมูกเห็นดวงตาหงส์เชิดเรียวสดใส ผมสีฟ้าสดยาวสลวยเปล่งประกายด้วยเกล็ดน้ำแข็งวาววับ
โบตั๋นหิมะเหม่อมองซิงซิงอย่างลึกซึ้ง นางกล่าวขึ้นว่า “ศิษย์น้อง ..”
ซิงซิงกล่าวว่าโดยไม่หันมาว่า “ท่านอย่าเพิ่งเคลื่อนไหวลมปราณ พิษร้ายนี้รุนแรงมาก”
โบตั๋นหิมะกล่าว “โอ .. นี่ใช่ข้าฝันไปหรือไม่ .. เป็นเจ้าจริงๆ กี่ปีแล้วที่เจ้าจากสำนักมา ..”
อุษาถอนตัวกลับมาคุ้มกันกระบี่ดาราจำรัส ส่วนวาวาก็กลับมาดูอาการของโบตั๋นหิมะ
วาวากล่าวถามโบตั๋นหิมะว่า “สตรีผู้นี้เป็นใคร .. ใช่ศิษย์สำนักเราหรือไม่ ..”
อื่มมม .. โบตั๋นหิมะพยักหน้าตอบแล้วนั่งหลับตา นางสงบจิตใจผ่อนคลายอารมณ์ลง พยายามบรรเทาอาการบาดเจ็บอย่างเงียบสงบ
วาวาเห็นเช่นนั้นจึงไม่รบกวนอีก ได้แต่ยืนมองดูด้านหลังของร่างสตรีผมสีฟ้านางนั้น
ม่านน้ำแข็งเจือจาง .. ซิงซิงยืนประจันหน้าอยู่กับเทวีจินเยว่
ผู้คนทั้งวิหารเงียบกริบ .. ทั้งยังตกใจในพลังของซิงซิง พลังวารีธาตุของนางช่างบริสุทธิ์เข้มข้น
ทันใดนั้นสามผู้เฒ่าปักษาแห่งสมาพันธ์ปักษาเทวากระโดดลอยมายืนขวางหน้าซิงซิงเอาไว้ พวกมันแผ่กลิ่นอายลี้ลับอำมหิตสวมชุดคลุมยาวปรกคลุมตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้า
.. หนึ่งชุดคลุมสีส้มแดง .. หนึ่งชุดคลุมน้ำตาลเข้ม .. และอีกหนึ่งเป็นชุดคลุมสีม่วงดำ .. ทั้งสามเป็นบุรุษในชุดคลุมผ้าไหมปักลวดลายปักษาสวรรค์กระพือปีกโผบิน ประดับเข็มกลัดรูปปักษาเป็นอัญมณีวิววับ
ผู้เฒ่าปักษาภูติชุดคลุมสีม่วงดำกล่าว “สตรีนางนี้ ลักษณะคุ้นๆ ราวเคยพบเจอที่ใดมาก่อน”
ผู้เฒ่าปักษาศิลาในชุดคลุมน้ำตาลเข้มกล่าวตอบ “อื่มมม .. คุ้นจริง แต่นึกไม่ออกว่าเคยผ่านตามาหรือไม่”
ผู้เฒ่าปักษาอัคนีในชุดคลุมส้มแดงกล่าวบ้าง “ฮึ .. สนใจไปไย สังหารนางเสีย จะได้สิ้นเรื่องราว”
อ่าาาา .. ผู้เฒ่าปักษาศิลาร้องขึ้นมา มันเหมือนคิดอันใดได้ กล่าวโพล่งว่า “ข้าจำได้แล้ว ..”
ซิงซิงตาขวากระตุก .. เจ้าพวกบัดซบยังจดจำข้าได้อีกหรือ .. นางครุ่นคิดในใจ
ผู้เฒ่าปักษาอัคนีและผู้เฒ่าปักษาภูติหันมามองรอคำตอบ .. ผู้เฒ่าปักษาศิลาจึงกล่าวว่า “ลักษณะนางคล้ายนังคณิกาที่พวกเราโอ้โลมกันมาเมื่อคืนก่อน .. อย่างไรเล่า .. ฮี ฮี”
ก๊ากกกกก .. ก๊ากกกกก .. ก๊ากกกกก .. ทั้งสามระเบิดเสียงหัวเราะอย่างพร้อมเพรียง
ผู้เฒ่าปักษาศิลากล่าวต่อ “เห็นที่ต้องทดลองจับบั้นท้ายดู ว่าใช่หนึ่งในนางงามเหล่านั้นหรือไม่ .. ฮี ฮี”
ผู้เฒ่าปักษาอัคนีถามด้วยความอยากรู้ “นี่ท่าน .. จดจำส่วนสัดของนางบำเรอเหล่านั้นได้หรือ”
ผู้เฒ่าปักษาภูติรีบกล่าวว่า “อย่าว่าแต่บั้นท้าย อะไรอะไรบนเรือนร่างพวกนาง ข้าล้วนจดจำได้หมดสิ้น .. ฮา”
ก๊ากกกกก .. ก๊ากกกกก .. ก๊ากกกกก .. ทั้งสามระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชั่วช้า ต่างใช้สายตาลามกจ้องมองเรือนร่างภายใต้ชุดคลุมของซิงซิง
เจ้าพวกนี้ยังมีนิสัยบัดซบไม่หาย .. ซิงซิงก่นด่าในใจ
ฮะแฮ่มมม .. เทวีจินเยว่ที่อยู่ด้านหลังกระแอมขัดจังหวะ นางกล่าวว่า “พวกท่าน จะกระทำอันใด ให้รีบกระทำเถอะ”
ได้ยินเช่นนั้น ทั้งสามผู้เฒ่าจึงหยุดหัวเราะลง .. เป็นเฒ่าปักษาอัคนีถามซิงซิงว่า “นี่ อีหนู .. เจ้าอยากสนิทสนมกับผู้ใด .. เลือกมา”
ผู้เฒ่าปักษาภูติรีบกล่าวขึ้นว่า “เหมมม .. จะให้เลือกไปไย .. เป็นข้า จะนำเจ้าเข้าห้องหอเอง ..”
ผู้เฒ่าปักษาศิลาได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวบ้างว่า “ขอข้าก่อน .. กรงเล็บศิลาข้างนี้พร้อมที่จะสัมผัสเนินเนื้อเด้งๆ เจ้าแล้ว .. ฮี” .. พร้อมนำมือซ้ายอันแห้งเหี่ยวออกมากางขยุ้มขยำ
ก๊ากกกกก .. ก๊ากกกกก .. ก๊ากกกกก .. ทั้งสามระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีก
ซิงซิงเบ้ปาก .. ไม่คิดแม้จะเหลือบแลพวกมันทั้งสาม นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เจ้าพวกสวะ .. เข้ามาพร้อมกัน ทั้งสามตัวนั่นแหละ ..”
วาจานี้ของซิงซิงทำเฒ่าปักษาทั้งสามเงียบปากลงโดยทันใด .. เป็นซิงซิงชิงเคลื่อนไหวก่อนแล้ว ..
.. ท่าร่างของซิงซิงวูบวาบกลายเป็นเงาสีฟ้าพร่าเลือน พุ่งตรงมายังเฒ่าลามกทั้งสาม
.. ผู้เฒ่าปักษารับเหตุเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ต่างเร่งเร้าระเบิดพลังระดับคุรุปราณขั้นสุดออกมา
.. แต่ก็ต้องตระหนกกับกระแสปราณเบื้องหน้า เนื่องเพราะพวกมันไม่สามารถประเมินระดับพลังของนางได้ จึงพร้อมใจกันกลุ่มรุมสตรีนางนี้โดยไม่ลังเล
ผู้เฒ่าปักษาศิลาที่อยู่กึ่งกลางกระโจนพุ่งเข้าใส่ มันไม่ออมพลังปล่อยออกด้วยวิชากรงเล็บสังหาร ที่กรงเล็บมือขวาแผ่พลังธรณีธาตุอันเข้มข้น ทั้งหนักแน่น ทั้งแหลมคม
.. กรงเล็บปักษาป่นศิลา !
ผู้เฒ่าปักษาอัคนีที่อยู่ด้านซ้ายกระโดดอ้อมมาใช้ออกด้วยวิชาดัชนี นิ้วชี้กลางกลายเป็นเปลวอัคคีแดงเข้มข้น
.. ดัชนีอัคนีทะลวงไส้ !
ผู้เฒ่าปักษาภูติที่อยู่ด้านขวาพุ่งกายออก แล้วซัดขว้างอาวุธลับเป็นดาวกระจายห้าแฉกออกมาจากแขนเสื้อ
.. ภูติดาราเร้นลับ !
อาวุธลับของตาเฒ่าปักษาภูติใช้ออกทีหลังแต่บรรลุถึงก่อน ดาวกระจายสามดอกแฝงปราณสังหารหมุนบินเข้าใส่เป็นเส้นสายเจือจางจนแทบมองไม่เห็น .. ฟ๊าวววว ... ฟ๊าวววว ... ฟ๊าวววว
ชิ .. ซิงซิงสบถใส่ แล้วเร่งเร้าท่าร่างหลบวูบวาบคราหนึ่ง .. ดาวกระจายเหล่านั้นก็ผ่านร่างของนาง ราวกับบินผ่านอากาศธาตุไป
ซิงซิงยังพุ่งร่างเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพียงเสี้ยววินาทีก็มาอยู่ตรงหน้ากรงเล็บสังหารของผู้เฒ่าปักษาศิลาแล้ว
กรงเล็บสังหารนั้นกำลังจะขยุ้มลำคอ นางเอี้ยวกายหลบแล้วเงื้อแขนขวาขึ้น มือแบออกนิ้วทั้งห้าเหยียดตรง ก่อเกิดวารีธาตุห่อหุ้มมือนั้นลักษณะดังมืดดาบน้ำแข็งเล่มหนึ่ง
ซิงซิงกล่าว “มือข้างนี้หรือ .. ที่จะใช้จับเนินเนื้อของข้า ..”
“!!!” ผู้เฒ่าปักษาศิลาอ้าปากค้าง
.. ฉับบบ !!! ซิงซิงใช้สันมือฟันใส่ข้อมือขวาของเฒ่าปักษาศิลาจนขาดกระเด็น
ทันใดปรากฏพลังกดดันเข้ามา เป็นผู้เฒ่าปักษาอัคนีนำดัชนีอัคคีสังหารพุ่งใส่กลางหลังของนาง
ฮิ .. ซิงซิงปรับเปลี่ยนท่าร่างพลิกกายหงายท้อง ท่วงท่าดังสะพานโค้งอ้อนแอ้นอรชร นำหนึ่งดัชนีเข้าต่อต้าน
.. ปึกกกก !!! ดัชนีปะทะดัชนีอย่างเหมาะเจาะ
“!!!” ผู้เฒ่าปักษาอัคนีตาเบิกโพลง
พลังวารีธาตุเข้มข้นถูกถ่ายทอดผ่านดัชนีของซิงซิง ดัชนีอัคคีธาตุของเฒ่าปักษาอัคนีถึงกับส่งเสียงซู่ซ่า ชั่วพริบตาก็ดับมอบเกิดเป็นเกล็ดน้ำแข็งขยายตัวเข้าห่อหุ้มมือนั้น แล้วลามขึ้นไปยังแขนของมัน
ท่วงท่าอันงดงามของซิงซิงยังม้วนพลิกต่อ คราวนี้ศีรษะอยู่ล่างขาอยู่บน .. เท้าทั้งสองเตะฟาดใส่หน้าอกของเฒ่าปักษาอัคนีดัง .. พลักกก .. พลักกก .. พลักกก ..
ซิงซิงหมุนกายครบหนึ่งรอบกลับมาเผชิญหน้าผู้เฒ่าปักษาศิลาที่ยังปากค้างอ้า นางเคลื่อนไหวตามสภาวะยกเท้าทั้งสองเข้ากระทืบใส่จุดตายที่หน้าออกของตาเฒ่าลามก .. พลักกก .. พลักกก .. พลักกก .. พลักกก .. พลักกก ..
ตาเฒ่าปักษาทั้งสองมีสภาพเป็นตายเท่ากัน ร่างพวกมันบินลอยตามแรงตีนของซิงซิงไปไกล
“นังแพศยา ..” ผู้เฒ่าปักษาภูติก่นด่า มันเห็นพรรคพวกพลาดท่าจึงนำอาวุธประจำกายเป็นดาบสั้นรูปพระจันทร์เสี้ยวออกมา ทั้งยังบังคับดาวกระจายสังหารทั้งสามให้บินวกตีวงโค้งกลับ .. ฟ๊าวววว ... ฟ๊าวววว ... ฟ๊าวววว ...
.. เพียงกระโดดเงื้อดาบสั้นก็ถูกพลังเย็นยะเยือกสีฟ้าเข้าครอบคลุม
ยอดยุทธ์ทั้งวิหารที่เฝ้าดูต่างอ้าปากตาค้าง .. เนื่องเพราะซิงซิงหมุนกายคราหนึ่ง ก็สะบัดเส้นผมเป็นเส้นสายสีฟ้ายืดขยายเข้ารัดคอผู้เฒ่าปักษาภูติเอาไว้
เป็นท่วงท่าติดตรึงตา ทั้งงดงาม ทั้งสยดสยอง ซิงซิงใช้เส้นผมยาวสลวยเหวี่ยงร่างเฒ่าปักษาภูติเข้ารับดาวกระจายที่บินวกกลับมา
ดาวกระจายสังหารปักเข้าหน้าอกผู้เป็นนายของมัน .. ฉึกกก .. ฉึกกก .. ฉึกกกก
.. แกร๊กกก! เส้นผมอันทรงพลังบีบรัดเฒ่าปักษาผู้อับโชคจนคอหัก แล้วเหวี่ยงร่างนั้นลอยไปกระแทกผนังวิหารดัง .. โครมมมม
ทั้งวิหารเงียบกริบ การแสดงออกของซิงซิงทำผู้คนตื่นตะลึงจนขนพอง
แสงสูรย์กำหมัดแน่นจ้องมองซิงซิงด้วยความแค้น เพียงชั่วอึดใจมันต้องสูญเสียยอดยุทธ์ระดับผู้เฒ่าปักษาไปถึงสามคน
เทวีจินเยว่เรียกสติคืนมากล่าวขึ้นว่า “นาง คือปีศาจ .. ปีศาจน้ำแข็ง .. มันต้องฝึกวิชานอกรีต จึงมีพลังเข่นนี้”
ฮือออ .. ชาวยุทธ์ร้องฮือ .. ท่าร่างและพลังปราณที่แสดงออก มีอานุภาพราวมิใช่พลังของมนุษย์
เทวีจินเยว่กล่าวเสียงก้อง “พวกท่านเห็นแล้วกระมัง สำนักสำนักบุปผาเหมันต์ และเรือนจิตจำรัส ต่างสมคบกับพวกมารนอกรีต” นางได้ทีกล่าวหาป้ายสี
ฮือออออ .. ชาวยุทธ์ร้องฮืออีก .. ที่เทวีจินเยว่กล่าวก็มีเหตุผล ด้วยรูปลักษณ์ของซิงซิงทำบางส่วนเริ่มคล้อยตาม
เห็นเช่นนั้น เทวีจินเยว่แสยะยิ้มกล่าวต่อว่า “ชาวยุทธจักรทั้งหลาย .. ท่านเห็นแล้วหรือไม่ สำนักมีชื่อที่กล่าวอ้างคุณธรรม ล้วนมีเบื้องหลังเป็นมารโสมม”
นักพรตสัมผัสฟ้าได้ทีกล่าวขึ้นว่า “และนั้นคือเหตุผล ที่ชาวยุทธจักรเราต้องรวมกันเป็นปึกแผ่น เพื่อกำจัดเหล่ามารปีศาจเหล่านี้”
กระบี่ทลายนภาทำท่าคล้อยตามกล่าวว่า “.. หากไม่กำจัดมารร้าย ต่อไปยุทธจักรเราคงอยู่อย่างไม่สงบสุขแล้ว ..”
ราชครูจิตเทวะแห่งแคว้นฉัตตีสครห์กล่าวเห็นด้วยว่า “ใช่ .. สตรีผู้นี้คือปีศาจ ..”
นักพรตเนตรทิพย์เจ้าอารามกายาทิพย์ตะโกนขึ้นว่า “.. มันคือปีศาจน้ำแข็ง”
นักพรตฟ้าเหลืองเจ้าลัทธิฟ้าเหลืองอำพัน มันนิ่งเงียบอยู่นานก็ออกความเห็นว่า “มารร้าย .. พวกเราต้องร่วมกันกำจัดมารร้าย .. ทั้งสำนักคุณธรรมจอมปลอมด้วย”
ฮืออออออออ .. ชาวยุทธ์ร้องฮืออีกครั้ง .. คราวนี้มีชาวยุทธ์คล้อยตามมากขึ้น
อุษาทนไม่ไหว นางประท้วงขึ้นมาบ้าง “แล้วที่พวกท่าน แพร่พิษและสังหารชาวยุทธ์อย่างอำมหิต .. นั่นถูกต้องแล้วหรือ ..”
วาวาก็ก้าวออกมากล่าวสนับสนุน “ใช่ .. การกระทำเช่นนั้น .. แตกต่างจากมารปีศาจอย่างไร”
ฮืออออออออ .. ชาวยุทธ์ร้องฮืออีก .. ที่พวกนางกล่าวก็ฟังดูมีเหตุผล .. พวกมันไม่รู้จะเชื่อฝ่ายไหนดี
.. แต่แล้ว
แป๊ะ .. แป๊ะ .. แป๊ะ .. เสียงปรบมือดังขึ้น ผู้คนเงียบลงหันมองหาต้นเสียง ผู้เพิ่งมากล่าวเสียงดังว่า “.. กล่าวได้ดี .. น้องสาวทั้งสอง .. กล่าวได้ดี”
บุรุษหนุ่มร่างงามสง่ากำลังเดินเข้ามาภายในวิหารอย่างช้าๆ มันอยู่ในชุดเรียบหรูสีขาวมีเส้นดิ้นทองคำประดับลวดลาย ใบหน้าหล่อเหลาผมดำขลับเกล้าปักด้วยปิ่นหยกสีขาวใส
คนผู้นี้ท่วงท่าเจ้าสำอาง มีดวงตาคมกริบ มือหนึ่งถือผ้าผืนน้อยปิดปากจมูก อีกมือถือพัดพับอันหนึ่ง
มาถึงก็คลี่พัดพับออกดังพรึบ .. พัดนั้นเป็นกระดาษชั้นดีวาดลวดลายทิวเขาอันวิจิตร แล้วโบกสะบัดพัดเบาๆ สองสามครั้ง บังเกิดลมหอบใหญ่พัดพากลิ่นกำยานที่คละคลุ้งออกไปจนหมดสิ้น
อ่าาาา .. บุรุษผู้นี้นำผ้าน้อยที่ปิดจมูกออก มันสูดหายใจเข้าปอดแล้วกล่าวว่า “.. ค่อยหายใจโล่งหน่อย”
ซิงซิงหันกลับไปมอง จดจำได้ว่าผู้มาคือ ‘อนันต์’ สหายต่างวัยของเจ้าอุทัย
แต่เทวีจินเยว่ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี กล่าวอุทานอย่างบางเบาขึ้นว่า “องค์ชายอนันตราช ..”
................
กลับมาที่อุทัย ...
มันไหลลื่นลงลำคอของเจ้ามังกรอัสนีสวรรค์ มือยื่นจับหางเจ้าเวรุงกะที่หมดสติเอาไว้ ใช้แผ่นหลังและสองขาออกแรงฝืนยัน ทำทั้งสองค้างเติ่งอยู่ภายในลำคอนั้น
“อ๊ากกก ! ติ .. คออ .. แค๊กกกก ..” .. เจ้ามังกรเทวะอ้าปากร้องน้ำตาไหล
มังกรเทวะมือป่ายปัดเดินโซเซ มันกลั้นใจยืดคอกลืนน้ำลายส่งเหยื่อของมันลงกระเพาะ
หวา .. อุทัยและเจ้าจ๋อลื่นพรวดลงมาอีก
อุทัยก็ดิ้นรนฝืนนำมืออีกข้างช่วยสองขายันเอาไว้ ทำทั้งสองหยุดค้างห้อยโตงเตงอยู่หลอดอาหารส่วนล่าง
โครกกกก! เสียงร้องดังมาจากกระเพาะที่เบื้องล่าง .. น้ำย่อยในกระเพาะเจ้ามังกรเทวะไหลโครกคราก ส่งผ่านไอร้อนของกรดเข้มข้นขึ้นมา ทั้งยังมีกลิ่นเหม็นฉุนเฉียวชวนวิงเวียน
ภายในร่างกายของมังกรเทวะคล้ายมีบางสิ่งเป็นกลุ่มแสง .. แสงม่วงฟ้านวลสาดส่องผ่านกล้ามเนื้อและอวัยวะ จนมองเห็นเงาเส้นสีม่วงรางๆ เป็นอวัยวะภายในของเจ้ามังกร
หือออ .. อุทัยอุทาน ภายในเจ้ามังกรเป็นเช่นนี้เอง
กลุ่มก้อนอัคคีหมุนวนคุกรุ่นภายในถุงซึ่งเชื่อมติดอยู่กับปอดทั้งสอง .. ที่เจ้ามังกรพ่นอัคคีได้คงมาจากเจ้าสิ่งนี้แล้ว
ตุ๊บบบๆ .. ตุ๊บบบๆ .. ตุ๊บบบๆ .. เสียงหนึ่งดังขึ้น อุทัยเงยหน้ามอง ภายใต้แสงนั้นเห็นเป็นหัวใจดวงใหญ่กำลังบีบรัดเต้นตุ๊บตุ๊บ ส่งโลหิตสีเข้มไปตามเส้นเลือดทั่วร่างกาย
.. ช่างประหลาดแท้ .. ที่บนหัวอุทัยไม่ไกลนัก มีกลุ่มแสงสีม่วงอมฟ้าสดใสลอยอยู่ที่กลางอกเจ้ามังกร
อุทัยครุ่นคิด .. ก้อนอันใดจ้องมองจนแสบตา .. ทันใดนั้นผลึกแว่นทิพย์ในดวงตาแสดงผลการวิเคราะห์
.. ‘อัสนีธาตุบริสุทธิ์ - ระดับดึกดำบรรพ์’
อุทัยสงสัย .. อันใดคือ อัสนีธาตุบริสุทธิ์ .. อันใดคือ ดึกดำบรรพ์ .. ถ้ามือยังว่างอยู่มันคงเกาหัวแกรกๆ แล้ว
.. อุทัยจ้องมองเจ้าก้อนแสงสีม่วงนั้น
.. ส่วนเจ้าก้อนแสงนั้นก็คล้ายจ้องมองอุทัยเช่นกัน
.. ฮือออ หรือนี่เป็นความรู้สึกหลอนก่อนตาย
อุทัยเรียกสติกลับคืน มองซ้ายขวาดูสภาพรอบข้าง .. หากเป็นเช่นนี้ร่ำไป มันทั้งสองคงต้องตกลงไปในกระเพาะ กลายเป็นมื้ออาหารของเจ้ามังกรหิวโหยตัวนี้เป็นแน่แล้ว
มันคิดหาหนทางรอดชีวิต มือหนึ่งฉวยหางเจ้าจ๋อห้อยต่องแต่ง อีกหนึ่งมือกับอีกสองขาค้ำยันร่างกายมิให้ไหลร่วง
ร่างเจ้าเวรุงกะกระตุกเบาๆ ดวงตาของมันลืมปรือขึ้น แล้วกล่าวอย่างสิ้นเรี่ยวแรงว่า “ที่ .. ที่นี่ .. ที่ไหน ..”
“เจ้าจ๋อเอ้ยยยย ..” อุทัยกล่าวทอดถอนใจ ก้มมองเจ้าวานรน้อยอย่างเวทนา แล้วถ่ายทอดปราณเทวะจริงแท้ไปยังเจ้าวานรน้อย
เจ้าเวรุงกะสามารถแปลงกายเป็นราชันคองอเวจีอย่างน่าอัศจรรย์ อีกเพียงอึดใจก็จะสังหารเจ้ามังกรเทวะได้แล้ว แต่มันกลับหมดแรงกลายสภาพเป็นวานรง่อยไปเสียก่อน
.. อุทัยยังนึกเสียดายอยู่ไม่หาย
แต่แล้วอุทัยต้องเงยหน้ามองขึ้นอีกครั้ง เนื่องเพราะก้อนแสงสีม่วงอมฟ้าค่อยๆ เคลื่อนที่ลงมา
หวา .. อุทัยร้องอุทาน
แสงสีม่วงอาบย้อมจนสว่างจ้า เจ้าก้อนแสงนั้นกลับโผล่ทะลุผนังหลอดอาหารมาลอยอยู่ตรงหน้าอุทัย
ลักษณะเจ้าสิ่งนี้เป็นก้อนผลึกเรื่องแสงขนาดเท่ากระด้ง โดยรอบมีเส้นสายอัสนีม่วงวิ่งวน .. เปรี๊ยะ .. ปร๊ะ .. เปรี๊ยะ ..
ภายนอกเป็นแท่งเกล็ดผลึกน้อยใหญ่โผล่ยื่นออกมาอย่างไร้ระเบียบมีสีม่วงอมฟ้าใสกระจ่าง
ที่แกนกลางภายในเป็นสีม่วงเข้มจนออกดำ มีเส้นสายอัสนีม่วงนับแสนล้านวิ่งปะทะปะทุชนกันวุ่นวาย
อ่าา .. อันใดว่ะเนี๊ยะ อุทัยจ้องมองราวถูกมนตร์สะกด
ฮ๊ากกก .. มังกรเทวะรู้สึกไม่สบายตัวหายใจติดขัด อาหารของมันยังไม่ตกลงกระเพาะ มันยืดคอแล้วนำมือทั้งสองทุบหน้าอกดัง .. ปึกกก ปึกกก
เจี๊ยก .. เจ้าเวรุงกะร้อง มันห้อยหัวมองมาที่อุทัยกล่าวว่า “นะ .. นายยย .. นายท่าน ..”
อุทัยก็ก้มมองเจ้าจ๋อ แล้วเงยขึ้นมามองผลึกอัสนีนั้น
เจ้าเวรุงกะกล่าว “เกิดอันใดขึ้น .. ข้าไม่มีแรงเลย ..”
อุทัยก้มมองเจ้าจ๋ออีก แล้วเงยขึ้นมามองผลึกอัสนีอีกครั้ง
เจ้าเวรุงกะร้องครวญ “.. โอยยย ปวดร้าวไปทั้งร่าง ..”
อุทัยก้มมองเจ้าจ๋อ แล้วเงยขึ้นมามองผลึกอัสนี .. มันทำอยู่เช่นนี้ ราวกำลังคิดอันใด
เจ้าเวรุงกะกล่าวต่อ “.. แล้วนี่ .. คือที่ไหน” เหมือนสติมันจะเริ่มกลับคืนมา “.. ข้าถูกสายวิชชุของเจ้าบ้านั้น .. แล้วข้า ก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ .. ข้า .. ข้า ..”
อุทัยมองผลึกอัสนีม่วงตาเขม็ง .. สมองคิดทบทวนเรื่องราว
.. ใช่แล้ว! สายอัสนีจากเจ้ามังกรเทวะ
.. เจ้าเวรุงกะกลายสภาพเป็นคองอสูร ก็เพราะสายอัสนีจากเจ้ามังกรเทวะ
.. เจ้ามังกรเทวะสามารถพ่นพลังอัสนีได้ .. ก็อาจเพราะเจ้าสิ่งนี้
.. ผลึกอัสนีธาตุบริสุทธิ์ .. ที่อยู่ในกายของมัน
เจ้าจ๋อมองเลยหัวของอุทัยไป .. มันถึงกับใจหายวาบ เมื่อพบเห็นก้อนแสงสีม่วงลอยอยู่
อุทัยแสยะยิ้ม กล่าวขึ้นว่า “ทางรอดของเรา ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว ..”
การกระทำรวดเร็วดังความคิด .. อุทัยตั้งจิตสมาธิโคจรพลังปราณทั้งสามไปทั่วชีพจรปราณ แล้วตัดสินใจนำมือเอื้อมไปคว้าจับผลึกอัสนีธาตุนั้น
จ๊ากกก! เจ้าจ๋อแหกปากร้องราวรู้ชะตากรรม “อย่า .. จ๋อ .. ขอร้อง ..”
.. แต่ไม่ทันเสียแล้ว .. ทันทีที่มือของอุทัยสัมผัสกับผลึกอัสนีบริสุทธิ์
บังเกิดระเบิดแสงสว่างวาบ พร้อมเสียงดังสนั่นกัมปนาท .. เปรี๊ยงงงงงง !!!!!
ที่หน้าอกของเจ้ามังกรเทวะเกิดลำแสงสว่างโร่จากภายใน มันถึงกับร่างดีดผึงร่ำร้องด้วยความตกใจ .. โอ๊กกกกก !!!
.. อุทัยสะท้านไปทั้งร่างราวถูกสายอสนีบาตนับแสนล้านกระหน่ำฟาดเข้าใส่
.. ราวทั้งร่างกาย ทุกอวัยวะ ชีพจรปราณทั้งสิ้น ถูกพลังอันมหาศาลฉีกกระชาก
.. ด้วยดวงจิตที่ตั้งมั่น อุทัยโคจรพลังปราณต่อต้านพลังอัสนีดึกดำบรรพ์นั้น
.. แต่พลังอัสนีสุดพิสดาร เป็นอนุภาคไร้รูปเล็กละเอียดวิ่งพล่านผ่านเลือดเนื้อไปทั่วกายา
.. ทุกอณูเนื้อเยื่อถูกกระตุ้นจนร้อนระอุ โลหิตในร่างกายเดือดพล่าน ไขกระดูกมอดไหม้ถูกทำลาย
.. ปราณเทวะจริงแท้เร่งสร้างเลือดเนื้อขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนส่วนที่ถูกแผดเผา
.. แต่มีหรือที่กายเนื้อนี้จะทนทานต่อพลังแห่งอัสนีบริสุทธิ์นี้ได้
.. ร่างกายและดวงจิตของอุทัยกำลังถูกเผาผลาญจนแทบแหลกสลาย
.. จนสุดท้าย .. คงเหลือเพียงดวงวิญญาณเป็นสิ่งท้ายสุด
.. วิญญาณอสูรคล้ายถูกปลุกตื่น แล้วเพ่งสัมผัสมายังผลึกอัสนีที่อยู่ในอุ้งมือกายเนื้อ .. เจ้าก้อนผลึกนั้นสะดุ้งเฮือก ลำแสงเปลี่ยนเป็นริบหรี่กระตุกติดๆ ดับๆ ทั้งยังส่งเสียงหวีดหวิวราวทารกกำลังร่ำร้องขาดใจ
เจ้ามังกรเทวะหงายหลังล้มตึง ภายในร่างของมันอัดแน่นด้วยพลังอันมหาศาล .. พลังจากอัสนีธาตุบริสุทธิ์ระเบิดปะทุผ่านร่างกายอุทัยไปยังเจ้าวานรน้อย
.. เจ้าวานรน้อยร่างเด้งสะท้าน แขนขาถ่างกาง แหกปากร้องคำรามดัง .. ฮ๊ากกก !!!
.. ดวงตาทั้งสองของมันเบิกโพลง .. อัคคีแดงสดพวยพุ่ง
.. กระดูกและกล้ามเนื้อตามร่างกายค่อยๆ ยืดขยายออก .. ขยายออก .. อย่างรวดเร็ว
.. เจ้าเวรุงกะกำลังกลายร่างเป็นราชันคองอเวจีอีกครั้งแล้ว
อ๊ากกกก !!! มังกรอัสนีสวรรค์ร้องโหยหวนเจ็บปวดทุรนทุราย
อู๊กกกกกก !!! มันแหกปากร้องตาถลนปูดโปน โลหิตล้นทะลักออกรูทวาร
โอ๊กกกกกกก !!! ที่หน้าท้องมันโป่งพองยืดขยายใหญ่ขึ้น .. ใหญ่ขึ้น .. และใหญ่ขึ้น
แคว๊กกกกกกก !!! เสียงเนื้อฉีกขาด เกล็ดมังกรปลิ้นปริออก .. สิ่งมีชีวิตตัวมหึมาโผล่ทะลุจนเลือดเนื้อมังกรเทวะสาดกระจายสยดสยอง
ภายใต้ลำแสงสีม่วง .. ปรากฏราชันคองอเวจีดวงตาแดงฉานอัคคีพวยพุ่ง ร่างกายกำยำอาบย้อมด้วยโลหิตข้นเหนียว .. มันนำกำปั้นทั้งสองทุบหน้าอก .. ปั๊กกก .. ปั๊กกก .. ปั๊กกก .. ปั๊กกก .. แล้วแหกปากคำรามดังสนั่น .. โฮ๊กกกกกกกกก !!!