คุณหนูในห้องหอ

    บทที่56: คู่หมั้นของข้า 56-2

    ทั่วเมืองหลวงมีทหารเดินตรวจการอย่างเข้มงวด ผลัดเปลี่ยนแผ่นดินคราวนี้ ผู้คนกล่าวกันว่าฮ่องเต้พระองค์นี้มีนิสัยเด็ดขาด โหดเหี้ยม อำมหิต เหล่าบรรดาขุนนางที่จงรักภักดีต่ออดีตฮ่องเต้ล้วนถูกสังหารจนสิ้น เชื้อพระวงค์ สนม พระชายา องค์หญิง องค์ชายหรือแม้แต่ฮองเฮาก็ถูกประทานยาพิษสิ้นชีพภายในตำหนักของตนเอง องค์รัชรัชทายาทและอู๋ฮวนถูกไล่ล่า กองกำลังทหารหน่วยพยัคฆ์ดำตกอยู่ในมือของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ อู๋อ๋องสูญสิ้นอำนาจถูกปลดกลายเป็นสามัญชนด้วยข้อหากบฎ อู๋เจี๋ย อู๋สี่ จึงถูกจองจำในคุกรอวันประหาร

              ท่ามกลางกลิ่นคาวโลหิต ตระกูลซ่งกลับผงาดอยู่ได้อย่างสง่าผ่าเผย เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของตระกูลซ่ง แม้คุณชายใหญ่ที่มีข่าวลือว่าเสียโฉมจนหน้าตาอัปลักษณ์ ยังเนื้อหอมกลายเป็นที่หมายปองของครอบครัวขุนนางที่หวังจะได้เกี่ยวดองใกล้ชิด 

    กระทั่งไทเฮาที่เดิมทีเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในตำหนัก เพราะถูกอดีตฮ่องเต้รวบอำนาจลดบทบาท ครั้นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ พระนางจึงเริ่มปรากฏตัวอีกครั้ง ผู้คนจึงร่ำลือกันว่าผู้อยู่เบื้องหลังที่ช่วยสนับสนุนชินอ๋องจนยึดบัลลังก์ได้สำเร็จนั้น ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นไทเฮา

              ในเมืองหลวงข่าวประกาศจับกบฏ กลายเป็นหัวข้อสนทนาในหอน้ำชาอย่างแพร่หลาย ตามหัวเมืองต่างๆมีนักล่าค่าหัวเดินสวนกันเต็มไปหมด ข่าวใหญ่ของเช้าวันนี้นอกจากประกาศจับกบฏ คงหนีไม่พ้นพิธีแต่งตั้งฮองเฮาในอีกยี่สิบวันที่จะถึง บรรดาชาวบ้านชาวเมืองต่างลือกันหนาหูว่าสตรีที่จะขึ้นเป็นว่าที่ฮองเฮา มีชาติกำเนิดมามาจากตระกูลซ่ง นี่ไม่ให้เรียกว่าเป็นยุคทองของตระกูลซ่ง แล้วจะเรียกว่าอะไร

     

              ในคุกใต้ดิน วังหลวง

    อู๋เจี๋ยถูกขังอยู่ในคุกเหม็นอับโดยไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันมาเป็นเดือนแล้ว ได้กินอาหารเพียงวันละมื้อเพียงประทังชีวิตเพื่อไม่ให้ถึงแก่ความตาย ร่างกายผ่ายผอมทำให้เจ็บป่วยเรื้อรัง ห้องข้างๆคืออู๋สี่ เขามีสภาพไม่ต่างจากบิดา ใบหน้าอิดโรย เสื้อผ้าสกปรกมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง ตามร่างกายมีร่องรอยบาดแผลจากการทรมานเต็มไปหมด เด็กหนุ่มนิสัยรักสนุกในวันวาน กลายเป็นเด็กที่เงียบขรึมไปเสียแล้ว เขาเอาแต่เหม่อมองห้องขัง ขณะคิดหาทางพาบิดาหลบหนีออกไป ก่อนที่พวกเขาจะถูกใช้เป็นเหยื่อล่อให้อู๋ฮวนมาติดกับ

    อู๋สี่เอาแต่โทษตัวเอง หากตอนนั้นเขาตั้งใจเล่าเรียน ไม่เอาแต่เล่นสนุกไปวันๆคงดี อย่างน้อยในวันที่ถูกขังอยู่ในคุกคงพอคิดอะไรออกบ้าง เมื่อคิดถึงนิสัยเหลวไหลในอดีต อู๋สี่ก็ยิ่งเศร้าหมอง

              แค่กๆ เสียงไอจากห้องขังข้างๆดังมา ปลุกให้อู๋สี่ได้สติ เด็กหนุ่มคลานไปผนังด้านหนึ่งซึ่งเชื่อมต่อกับห้องขังอีกด้าน เขาตบผนังพลางส่งเสียงเรียก “ท่านพ่อ ท่านพ่อได้ยินหรือไม่?”

              อู๋เจี๋ยนอนแผ่พังพาบอยู่บนพื้นเย็นๆ ได้ยินเสียงเรียกจึงลุกขึ้นมานั่ง ลากสังขารอ่อนแรงไปนั่งพิงผนังด้านนั้น พลางเคาะตอบ“ข้าได้ยินแล้ว”

              อู๋สี่เมื่อได้ยินเสียงตอบกลับ แม้จะเบาไปหน่อยแต่ก็ทำให้ใจของเขาโล่งใจขึ้นมาก“ค่อยยังชั่ว ท่านพ่อยังอยู่”

              อู๋เจี๋ยหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะไออีกครั้ง “ข้ายังไม่ยอมตายง่ายๆหรอก ตราบที่คนชั่วยังครองแผ่นดิน ข้าไม่มีวันนอนตายตาหลับ”

              “ท่านพ่อ คิดว่าพี่ใหญ่จะมาหรือไม่?”อู๋สี่ถามพลางทอดสายตาทั่วห้องขังอย่างไร้ความหวัง เขาอยากให้อู๋ฮวนมา และไม่อยากให้มา

              “เจ้าไม่รู้จักพี่ชายเจ้าหรือ?” อู๋เจี๋ยย้อนถาม

              “ท่านพ่อ แต่พี่ใหญ่ไม่ใช่...”อู๋สี่จะพูดว่าอู๋ฮวนไม่ใช่สายเลือดแท้ๆของต้าอู๋ แต่ถูกอู๋เจี๋ยกล่าวแทรกขึ้นว่า

              “เขาเป็นลูกของข้า และเป็นพี่ชายของเจ้า” อู๋เจี๋ยกล่าวย้ำ ต่อให้อู๋ฮวนไม่ใช่สายเลือดของชาวต้าอู๋ แต่เขารักและเอ็นดูเด็กคนนี้มาก เขาเลี้ยงมากับมือย่อมรู้ว่าจิตใจอู๋ฮวนเป็นอย่างไร

    เดิมทีอู๋ฮวนมีนิสัยร่าเริง อ่อนโยนและเปิดเผย แต่เป็นเพราะเขาดื่มเหล้าจนขาดสติ และเผลอพูดไม่ดีต่อหน้าป้ายวิญญาณเซียวซวี่ถาง ไม่คิดว่าอู๋ฮวนจะมาได้ยิน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้อู๋ฮวนหวาดกลัวไม่ไว้ใจคนรอบตัว และเพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้น เด็กร่าเริง มีนิสัยเปิดเผยให้กลายเป็นเด็กเงียบขรึมไม่พูดไม่จา เมื่ออู๋ฮวนเติบโตขึ้นจึงไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วอู๋ฮวนมีนิสัยอย่างไรกันแน่

    อู๋สี่ได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจ เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ ขณะเหม่อมองแสงที่ลอดผ่านช่องอากาศเล็กๆที่ด้านบนเข้ามา “ขอรับ”

     

    หอสราญรมญ์

    หลังจากจัดการเรื่องชิงเอ๋อร์ อู๋ฮวนพาจางหลินมาที่ห้องพักของเขา นอกจากนั้นยังมีไห่เถิง ต้าเจิง จูเจียเทา และบรรดาผู้คุ้มกันทั้งหมดมารวมตัวอยู่ที่นี่ ส่วนด้านนอกมีคนของอู๋ฮวนคอยอารักขาอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง คนเหล่านั้นมาจากสำนักคุ้มภัยลับที่อู๋ฮวนจัดตั้งขึ้นมากับมือ

    ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างอู๋ฮวนและจางหลินถงที่ตึงเครียดมาตั้งแต่เมื่อคืนวาน กระทั่งเหตุการณ์เมื่อช่วงเช้า ทำให้จางหลินถงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ยอมหันไปพูดคุยกับอู๋ฮวนเหมือนแต่ก่อน ยามนั่งก็นั่งห่างกันมาก หลายครั้งที่อู๋ฮวนอยากยื่นมือไปดึงนางมานั่งใกล้ๆ แต่กลัวว่านางจะเตลิดหนีไปอีก จึงทำได้เพียงส่งสายตามองเท่านั้น

    เมื่อได้ครุ่นคิดมาทั้งคืน เขาค้นพบว่าเขาไม่มีสิทธิ์โกรธนางสักนิด และยังค้นพบข้อบกพร่องของตนเองอยู่มากจริงๆ ที่ผ่านมาเขาเอาแต่ใช้อำนาจควบคุมผู้คนรอบข้าง เชื่อมั่นในตนเองจนไม่ฟังใคร ทั้งไม่เคยเปิดใจให้ใครร่วมแบ่งปันความทุกข์ หากไม่ใช่เพราะจางหลินถงเอ่ยมันออกมา เขาคงไม่รู้ว่านางรู้สึกอย่างไร คนรอบตัวรู้สึกอย่างไร และไม่รู้ว่าเขาต้องแก้ไขตนเองอย่างไร หลังจากคิดได้เขาตัดสินใจว่าหลังจากนี้ ไม่ว่าเรื่องใดเขาจะให้นางมีส่วนร่วมกับเขาทั้งหมด

    จางหลินถงประหลาดใจมาก โดยปกติอู๋ฮวนไม่เคยพานางเข้าร่วมฟังการสนทนา โดยเฉพาะในเรื่องงานของเขาหรือเรื่องสำคัญที่เป็นความลับมาก แต่ครั้งนี้เขาพานางมานั่งฟังด้วย การเปลี่ยนแปลงจากหลังมือเป็นหน้ามืออย่างกะทันหัน ทำให้นางวางตัวไม่ถูก ดังนั้นหญิงสาวจึงนั่งก้มหน้าและรอฟังเขาอย่างเงียบๆ

    เมื่อทุกคนมากันพร้อมแล้ว อู๋ฮวนจึงกล่าวขึ้นมาว่า “เรื่องแผนการช่วยอู๋อ๋อง ข้าตัดสินใจเลื่อนวันลงมือออกไปอีกระยะหนึ่ง ตามที่อาหลินบอกมาในจดหมายพวกนี้ ข้าคำนวณแล้วพบว่าตรงกับวันแต่งตั้งฮองเฮาพอดี หากลงมือวันนั้น จะมีโอกาสช่วยอู๋อ๋องและอู๋สี่ออกมาได้สำเร็จมากจริงๆ”

    กล่าวแล้วหันไปมองจางหลินถงแวบหนึ่ง ที่ริมฝีปากได้รูปของเขาเหมือนจะยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม ทว่าในแววตาของเขาสื่อความหมายชัดเจนว่าชื่นชมนางมาก จางหลินถงรู้สึกว่าถูกมองจึงเงยหน้าขึ้นสบตาแวบหนึ่งแล้วก้มหน้าฟังต่อ อู๋ฮวนหันไปหยิบแผนที่วังหลวงออกมากางบนโต๊ะ หยิบไม้มาทับที่มุม ก่อนจะชี้ไปที่จุดที่จัดงาน

    “ในวันนั้นแน่นอนว่าการอารักขาย่อมต้องแน่นหนามาก แต่กองกำลังส่วนใหญ่จะถูกโยกย้ายไปอารักขาฮ่องเต้และฮองเฮาที่ท้องพระโรงสถานที่จัดพิธี...”อู๋ฮวนอธิบายตามแผนการของจางหลินถง ประกอบกับชี้ตำแหน่งต่างๆรวมถึงช่องทางลับ

    ผู้คนมองตามอย่างนึกทึ่ง พวกเขาพอคุ้นเคยกับเส้นทางลับในวังมาบ้าง จึงรู้ว่าเส้นทางที่จางหลินถงบอก ตรงกับสิ่งที่พวกเขารู้มาทั้งหมด โดยจะเริ่มลงมือในช่วงยามซวี เพราะเป็นช่วงที่ทุกคนอยู่ในงานเลี้ยงและฟ้ามืดแล้ว สามารถอาศัยความมืดอำพรางตัวหนีได้ง่าย

    แผนการครั้งนี้จำเป็นต้องใช้ยาพิษ ยาเคลิบเคลิ้ม และยาสลบเป็นจำนวนมาก ไห่เถิงจึงได้รับหน้าที่นี้ไป ขณะที่ทุกคนกำลังซักซ้อม และจดจำเส้นทางหลบหนี จางหลินถงนึกบางสิ่งขึ้นมาได้

    นางจำได้ว่าในตำราของเผ่าหั่วจูได้กล่าวถึงรูปแบบการเอาชนะฝ่ายตรงข้ามด้วยวิธีต่างๆ มีทั้งวิธีการดึงดูดความสนใจของอีกฝ่าย กลยุทธ์ทำให้อีกฝ่ายไขว้เขว กลยุทธ์สร้างความปั่นป่วน มีทั้งการใช้ ไฟ พิษ และระเบิด

    นางจึงเกิดความคิดขึ้นว่า หากสร้างระเบิดควันพิษขึ้นมาได้ อาจช่วยให้แผนการง่ายขึ้น ดังนั้นนางจึงเขียนสิ่งที่นางต้องการลงกระดาษ และเลื่อนส่งให้อู๋ฮวน บอกเขาให้รู้ว่านางกำลังคิดจะทำอะไร

    เมื่อชายหนุ่มได้เห็นสิ่งที่นางต้องการก็เบิกตากว้าง หันไปมองหญิงสาวพลางเลิกคิ้วคล้ายกับถามย้ำอีกครั้ง

    “เจ้าคิดจะทำอะไร?”อู๋ฮวนถามอย่างสนใจ รายการสิ่งของที่นางต้องการเป็นของที่หาไม่ยาก แต่ของเหล่านี้ผิดกฎหมาย เขารู้สึกได้ว่าจางหลินถงกำลังจะทำเรื่องที่อันตรายมาก

    “ระเบิด”นางตอบ

    “ระเบิด!”ทุกคนได้ยินถึงกับตกใจ และมองสตรีตัวเล็กๆอย่างคาดไม่ถึง

    “แต่ว่าสิ่งนี้ต้องใช้ส่วนผสมของดินประสิวและกำมะถันถึงจะทำให้ระเบิด และมีเสียงดัง นี่จะไม่เรียกคนออกมามากขึ้นหรือแม่นางอาหลิน?”เซินสี่กล่าวขึ้น

    จางหลินถงจึงตอบไปว่า“เสียงดังยิ่งดี เพราะระเบิดที่ข้าจะทำไม่ใช่ระเบิดธรรมดา แต่จะเป็นลูกธนูระเบิดควันพิษ เอาไว้ใช้ยิงระยะไกลสำหรับทำให้พวกเขาไขว้เขว และหลอกล่อพวกเขาไปตามทิศทางที่ต้องการ และหลังจากจุดไฟและยิงออกไปจะระเบิดขึ้นทันที พวกเขาจะหลงกลและไปตามเสียง เมื่อพวกเขาเข้าใกล้จุดที่ระเบิด พวกเขาจะถูกควันพิษจากระเบิด หากไม่ตายก็ไปไหนไม่รอด วิธีนี้สามารถสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายได้มาก ขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการวิ่งหนีเอาตัวรอด พวกท่านก็สามารถอำพรางตัวปะปนกับผู้คน พาอู๋อ๋องและอู๋สี่ผ่านทางประตูทิศใต้ได้โดยไม่มีคนสงสัย”

    สิ้นคำอธิบายของจางหลินถงทุกคนถึงกับพยักหน้าและยิ้มกว้าง เห็นว่าแผนการนี้เหมาะสมอย่างยิ่ง ไห่เถิงหุบพัดลงพลางทำสีหน้าจริงจัง

    “ได้เลยสาวน้อย เรื่องพิษไว้ใจข้า ข้ามีพิษสูตรใหม่ รับรองได้แรงกว่าเดิมถึงสามเท่า ไม่ว่าใครสูดกลิ่นควันพิษจากระเบิดของเจ้าเข้าไป คนผู้นั้นไม่รอดอย่างแน่นอน”

    จางหลินถงหันไปยิ้มให้ไห่เถิง“ขอบคุณท่านหมอ”

    “ดี แบบนี้ดียิ่ง เช่นนั้นต้องหานักแม่นธนูไว้ใช้งาน”อู๋ฮวนกล่าวสีหน้าเปี่ยมความหวังมากขึ้น

    “ข้าจะทำเอง”จางหลินถงกล่าวขึ้น

    “ไม่ได้นะ วิธีนี้อันตรายมาก หากเจ้า...”อู๋ฮวนรีบค้าน

    “ท่านไม่ไว้ใจข้าหรือ?”นางถามแล้วมองชายหนุ่มตรงๆอย่างไม่หลบเลี่ยง นางแค่ต้องการให้เขาเชื่อใจนางสักครั้ง ทุกคนจึงหันไปทางอู๋ฮวน

    “ข้ากลัวว่าเจ้าจะได้รับบาดเจ็บ”ชายหนุ่มตอบ แค่นางเสนอความคิดเห็นก็ถือว่านางมีส่วนช่วยเขาได้มากแล้ว เขาไม่อยากให้นางลงไปเสี่ยงในพื้นที่อีก

    “ของเหล่านั้นไม่ว่าใครใช้ก็อันตรายเหมือนกัน อีกอย่างฝีมือการยิงธนูของข้าดีขึ้นมาก หากไม่เชื่อถามคนของท่านดูก็ได้”จางหลินถงมองไปทางลี่เฉิงและถิงเฟิง

    สองหนุ่มเห็นสายตาจางหลินถงพลันหน้าซีดเจื่อน พวกเขายังจำเรื่องในวันนั้นได้ดี ฝีมือการยิงธนูของนางไม่เพียงว่องไวแต่แม่นยำสูง หากไม่ใช่เพราะพวกเขาเคลื่อนไหวว่องไว ลูกธนูเหล่านั้นคงปักลงที่กลางหน้าผากพวกเขาแล้ว

    “จริงขอรับ ฝีมือยิงธนูของแม่นางอาหลินเทียบชั้นได้กับนักแม่นธนู ยิงร้อยครั้งเข้าเป้าร้อยครั้งจริงขอรับ”ลี่เฉิงยืนยัน

    อู๋ฮวนนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเขาเลื่อนลงไปมองที่มือเล็กๆของนาง ขณะครุ่นคิดอยู่ในใจ ก่อนจะตัดสินใจถามไปว่า“ระยะยิงไกลของเจ้า ไกลแค่ไหน?”

    จางหลินถงตอบอย่างมั่นใจ“คันธนูเล็กหนึ่งลี้  คันธนูใหญ่สองลี้”

    “ตกลง จุดซุ่มยิงอยู่ที่ประตูทิศใต้คือส่วนนี้ เจ้าต้องระวังตัวให้ดีรอจนเมื่อพวกข้าออกมา เราค่อยหนีออกไปพร้อมกัน”อู๋ฮวนชี้จุดให้นาง เขารู้ว่าถึงห้ามนางอย่างไร นางก็ขัดคำสั่งเขาอยู่ดี ไม่สู้ให้นางมีส่วนร่วมและอยู่ในสายตาของเขาดีกว่า อย่างน้อยยังพอได้ระวังหลังให้กันและกันได้

    จางหลินถงได้ยินก็รีบส่ายหน้า“ไม่ได้ อยู่รวมกันที่จุดเดียวกันไม่ได้จะทำให้พวกเขาสงสัย พวกท่านจัดรถม้าไว้สองคัน คันแรกเทียบรอที่ประตูทิศใต้ คันที่สองเทียบรอที่ประตูทิศตะวันออก หลังจากช่วยอู๋อ๋องออกมาได้ ข้าทำให้พวกเขาไขว้เขว พวกท่านก็รีบพาคนไปที่ประตูทิศใต้ ส่วนข้าจะหลอกล่อพวกเขามาที่ประตูทิศตะวันออก หลังจากนั้นพอทุกคนหนีออกไปได้ ค่อยมาเจอกันที่นี่”

              “อาหลินเจ้าทำคนเดียวไม่ได้นะ มันอันตรายมาก”อู๋ฮวนร้องเตือนเสียงหลง

              “ข้าเอาตัวรอดได้” นางกล่าว

              “ไม่ได้ ข้าไม่อนุญาต”ใบหน้าชายหนุ่มบึ้งตึง เขาจะปล่อยให้นางไปเผชิญหน้ากับคนจำนวนมากเพียงคนเดียวได้อย่างไร ต่อให้นางมีฝีมือ เก่งกาจขึ้นแล้วก็ต้องมีใครสักคนอยู่ระวังหลัง ช่วยเหลือในยามคับขัน

              ก่อนที่อู๋ฮวนจะอ้าปากพูดออกมาอีกคำ ไห่เถิงก็ชิงกล่าวขึ้นมาว่า“พอเถอะ ข้าจะไปกับนางเอง รับรองได้ว่า ข้าจะพานางกลับมาอย่างปลอดภัย”