เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!! เปรี้ยง!!!
เมฆสีดำทะมึนปกคลุมผืนฟ้าจนสุดสายตาจนมืดครึ้ม และมันเป็นเช่นนี้มามากกว่า 7 วันแล้ว เมฆสีดำที่ไม่ก่อให้เกิดลมฝน แต่มันเต็มไปด้วยสายฟ้าที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ช่างเมลเลนด์เริ่มตีดาบ ทุกครั้งที่ค้อนทุบลงกระแทกโลหะชิ้นนี้ อสนีบาตจากฟากฟ้าจะฟาดลงกลางโรงเหล็กจนต้องเอาหลังคาออก แม้สายฟ้าจะฟาดลงที่โรงเหล็กวันละนับพันครั้ง แต่กลับไม่มีเสียงสายฟ้าให้ชาวบ้านได้ยินแม้แต่น้อย เพราะไอริสใช้ข่ายมายาของเธอกายครอบโรงเหล็กเอาไว้ เสียงทั้งหมดจึงสลายไปเมื่อสายฟ้าเข้ามาในข่ายมายา สภาพมือของช่างเมลเลนด์ตอนนี้เต็มไปด้วยแผลเป็นที่เกิดจากสายฟ้า ก้อนโลหะได้แสดงพลังอันเกรี้ยวกราดของมันคล้ายกับกำลังท้าทายความสามารถของมนุษย์อยู่ แม้ช่างเมลเลนด์จะมีทักษะที่ใช้ควบคุมธาตุไม่ให้ทำร้ายช่างผู้สร้าง แต่มันกลับใช้ไม่ค่อยจะได้ผลกับสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังนี้ แท่นที่ช่างเมลเลนด์ใช้ตีอาวุธตั้งอยู่ในใจกลางอักขระเวทย์ที่มีชื่อว่า ‘เขตฟื้นฟูแผงกั้นแปดเสา’ เขตฟื้นฟูที่หมอฮาเวิร์ดสร้างขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เป็นเขตแดนเวทย์ที่รวบรวมพลังจากหมอหลายคนเพื่อฟื้นฟูเป้าหมายอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยตัวหมอฮาเวิร์ดเป็นผู้ควบคุมเขตแดนนี้ด้วยตนเอง ส่วนแกรนด์มีหน้าที่ควบคุมสายฟ้าที่อยู่ในก้อนโลหะไม่ให้มันปลดปล่อยพลังมากไปกว่านี้
“วันนี้พอแค่นี้ก่อน”
ช่างเมลเลนด์เอ่ยขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อ นี่เป็นการสร้างอาวุธที่ยากที่สุดในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ ซึ่งความยากของมันคือการควบคุมพลังของโลหะชิ้นนี้ไว้จนกว่าการสร้างจะเสร็จสิ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมากและดูเหมือนมันจะไม่ยอมจำนนง่ายๆ เสียด้วย ทั้งชีวิตเขาไม่เคยเห็นวัตถุใดที่มีพลังธาตุรุนแรงเช่นนี้มาก่อน แม้แต่ตำราของตระกูลที่ตกทอดมาก็ไม่มีบันทึกว่าคนของตระกูลฮาเกนคนไหนเคยสร้างอาวุธจากของแบบนี้มาก่อน
“วันนี้ท่านเลิกไวกว่าทุกทีนะ”
หมอฮาเวิร์ดเดินเข้ามาหาช่างเมลเลนด์พร้อมกับใช้ทักษะฮีลรักษามือให้เขา แม้จะได้รับการรักษาตลอดเวลาในเขตฟื้นฟูแผงกั้นแปดเสา แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะรักษามือของช่างจากสายฟ้านั่นได้ทั้งหมดอยู่ดี
“ข้าขึ้นรูปเสร็จแล้ว พรุ่งนี้เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด พวกท่านไปพักผ่อนก่อนเถอะ”
การสร้างอาวุธครั้งนี้จะใช้เวลาช่วงกลางวันประมาณ 7-8 ชั่วโมงในการสร้าง และพวกเขาก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการพักผ่อนฟื้นฟูพลัง ซึ่งทำควบคู่ไปกับการก่อสร้างหมู่บ้านที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว กำลังคนเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนี้ประมาณสองพันคนช่วยกันสร้างที่อยู่อาศัยอย่างแข็งขัน อีกส่วนที่พอมีความรู้ด้านช่างก็ช่วยกันสร้างเครื่องมือที่จำเป็น ในตอนที่แกรนด์พาทุกคนย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่นี่ ระหว่างทางพวกเขาได้ช่วยเหลือและชักชวนผู้คนตามรายทางด้วย ซึ่งก็มีจำนวนหลายร้อยคนที่เต็มใจตามมาที่หมู่บ้านนักล่าแห่งใหม่ด้วย ด้านอาหารการกินตอนนี้ไม่ขัดสนเหมือนครั้งที่มาถึงใหม่ๆ เพราะหลายวันที่แล้วได้อาหารกลับมามากมายจากเอโดราส เหล่านักล่าก็ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหาอาหารหรือสินค้าในตอนนี้ เด็กๆ นับร้อยอาศัยเพิงที่สร้างขึ้นชั่วคราวเป็นที่เรียนหนังสือไปก่อน ผู้สอนก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันแล้วแต่ใครจะมีเวลาว่าง ซึ่งปกติจะเป็นเรมอสที่แวะมาสอนด้วยตนเอง เขาเป็นถึงอดีตอาจารย์ของสถาบันศาสตร์การต่อสู้แห่งกลอเซน ก่อนที่ภายหลังจะถูกเชื้อเชิญให้เข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภา นอกจากจะเป็นผู้ฝึกพลังระดับแนวหน้าของกลอเซนแล้ว เรมอสยังมีชื่อเสียงในด้านวิชาการ ความรอบรู้ของเขาเป็นที่กล่าวถึงกันเป็นวงกว้าง หนังสือที่เรมอสเขียนขึ้นมามีมากมาย และบางเล่มยังใช้เป็นตำรามาตรฐานในสถาบันอีกด้วย
“อาจารย์ เมื่อวานสิ่งที่ท่านสอนข้าทำได้แล้ว!”
“ข้าด้วยๆ”
“ข้าก็ควบคุมมันได้แล้วขอรับ”
เด็กๆ ที่บางคนอ่านหนังสือ บางคนเล่นกันอยู่กรูเข้ามาหาแกรนด์เมื่อเขาเดินมาทางห้องเรียนชั่วคราว ทุกวันหลังพักจากการสร้างอาวุธ แกรนด์จะใช้เวลาส่วนหนึ่งเพื่อแวะมาดูเด็กๆ เหล่านี้ การฝึกฝนของพวกเขาเป็นเรื่องจำเป็น แม้จะมีทรัพยากรที่จำกัด แต่แกรนด์ก็เชื่อว่าแนวทางการฝึกของเขาได้ผล เด็กเหล่านี้ในอนาคตคือกำลังสำคัญของหมูบ้านนักล่า พวกเขาเป็นประชากรรุ่นบุกเบิกที่ผ่านมาทุกเหตุการณ์ตั้งแต่หมู่บ้านก่อตั้ง เหตุการณ์เหล่านั้นจะหล่อหลอมให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น เด็กรุ่นแรกที่รับเข้ามาไม่กี่คนตอนก่อตั้งหมู่บ้านใหม่ๆ จากที่ไม่เคยฝึกและไม่มีพื้นฐานใดๆ ตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบๆ สองปีพวกเขาอย่างต่ำสุดก็มีระดับพลังอยู่ที่คลาส 3 ขั้นต้นกันแล้ว เนื่องจากได้รับยาเพิ่มความเร็วในการฝึกเป็นประจำทุกๆ เดือน พลังของพวกเขาจึงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่อายุยังน้อย โดยมีสองคนที่โดดเด่นที่สุดในรุ่น คนแรก อาเนล น้องชายของอลิสที่เอามาฝากไว้ คนที่สองคือเกรย์ หัวหน้าห้องและหัวโจกของเด็กๆ ในชั้นเรียน ทั้งสองตอนนี้มีระดับพลังอยู่ที่คลาส 3 ขั้นสูงไปแล้ว นอกจากรุ่นแรกที่กล่าวมา รุ่นถัดๆ ไปก็มีการพัฒนาที่น่าพึงพอใจเช่นกัน
“ดีมากๆ ใครที่ทำได้แล้วก็ไปช่วยแนะนำเพื่อนที่ยังจับทางไม่ถูกด้วย”
“อาจารย์ พวกเราก็อยากปกป้องหมู่บ้าน ถ้ามีผู้บุกรุกมาอีกข้าขอสู้ด้วยคนนะขอรับ”
“ข้าด้วยๆ”
“เอาล่ะๆ อีกไม่นานทุกคนต้องได้สู้แน่ แต่สิ่งที่ข้าเน้นย้ำทุกครั้งพวกเจ้าจำได้รึเปล่า?”
“ประเมินความสามารถของศัตรู! ไม่ประมาททุกสถานการณ์!”
เด็กๆ ทุกคนเอ่ยขึ้นพร้อมกันเหมือนคำขวัญประจำโรงเรียน
“ใช่แล้ว ประเมินความสามารถของศัตรู อย่าอายที่จะหนีถ้าศัตรูแข็งแกร่งจนไม่มีทางเอาชนะไม่ได้ ชีวิตของพวกเจ้ามีค่ามากกว่าความรู้สึกอับอายในใจ การถอยก็เป็นอีกยุทธวิธีที่ลดทอนความสูญเสียได้ดีที่สุด”
“อาจารย์ ขะ..ข้ามีเรื่องอยากถามท่านขอรับ”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งยกมือขึ้นด้วยอาการประหม่า เขาเป็นเด็กที่มาจากหมู่บ้านสมุนไพรหลังเขาชื่อเบนราจ เข้าเรียนเป็นรุ่นที่สอง มีพลังสายผู้ใช้เวทย์แต่ร่างกายอ่อนแอมากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ระดับพลังก็เหมือนจะตามเพื่อนรุ่นเดียวกันไม่ทัน แต่กระนั้นแม่ของเขายังบอกว่าเบนราจมีความตั้งใจ และยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะเป็นผู้ใช้เวทย์ที่เก่งกาจให้ได้ มองจากแววตาของเด็กคนนี้แกรนด์ก็พอจะเดาได้ว่าคำถามนั้นเป็นเรื่องอะไร
“เจ้าสงสัยอะไร?”
“ร่างกายของข้าอ่อนแอ มานาน้อย ใช้เวทย์ไม่กี่ครั้งก็หมด ระดับพลังต่ำกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ข้ากลัวจะเป็นตัวถ่วงจนเพื่อน เช่นนี้แล้วข้ายังจะเป็นผู้ฝึกพลังที่เก่งกาจได้อีกรึเปล่า?”
เด็กหนุ่มถามแกรนด์ด้วยสีหน้าเศร้าหมอง น้ำเสียงของเขาที่พูดออกมาเหมือนกับระบายความอัดอั้นที่มีอยู่ในใจ เขาใช้ยาเพิ่มความเร็วในการฝึกเหมือนคนอื่นๆ แต่กลับถูกเพื่อนรุ่นเดียวกันทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ จะมีดีก็แต่ผลการเรียนภาคทฤษฎีที่จัดว่าสูงกว่าคนอื่นๆ
“ตอนนี้เจ้าฝึกเวทย์อะไร?”
“เวทย์โคลนของคัมภีร์วารีจำแลงขอรับ”
“เวทย์โคลนของคัมภีร์วารีจำแลงเป็นเวทย์ธาตุน้ำที่ใช้มานาน้อย เหมาะกับเจ้าดี เคยใช้มันต่อสู้กับเพื่อนรึยัง?”
“เคยขอรับ มันทำอะไรใครไม่ได้เลย ข้าลองหลายครั้งแล้ว ไม่เคยมีใครได้รับบาดเจ็บจากมันเลยแม้แต่คนเดียว”
“เจ้าลองเปลี่ยนจากใช้กำลังเป็นใช้สมองดู เกรย์ มาเป็นคู่ซ้อมให้เบนราจหน่อย”
คำพูดของแกรนด์ทำให้นักเรียนทุกคนส่งเสียงอื้ออึง จะให้เบนราจสู้กับนักเรียนที่แข็งแกร่งที่สุด? ว่ากันตามตรง เบนราจเคยแพ้แม้แต่รุ่นน้องที่มีพลังต่ำกว่าเขาด้วยซ้ำ ให้สู้กับเกรย์คงไม่มีใครคิดว่าเขาจะเอาชนะได้ ไม่สิ แม้แต่ทำให้เกรย์ตั้งรับสักครั้งยังทำไม่ได้เลยมั้ง
“โดรัน เจ้าไปช่วยเบนราจ ถ้าเขาบอกให้ทำอะไร เจ้าต้องทำตามเขาทุกอย่าง ลองเชื่อใจเบนราจ เข้าใจรึเปล่า?”
“เข้าใจขอรับ”
แกรนด์บอกให้เด็กหนุ่มอีกคนช่วยเบนราจ เขาเป็นนักรบคลาส 2 ขั้นสูง รุ่นน้องที่มีพลังมากกว่าเบนราจ แต่เทียบกับเกรย์แล้วก็ยังห่างกันคนละชั้น ถึงจะใช้สองคนรุม แต่ผลก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แค่คนละหมัดก็จัดการสองคนนี้ได้สบาย การประลองเล็กๆ ถูกจัดขึ้นที่สนามหญ้าข้างห้องเรียนชั่วคราว เกรย์นำหอกของเขาออกมาพร้อมกับตั้งท่าเตรียมต่อสู้ โดรันเองก็ชักดาบออกมาตั้งท่าเตรียมโดยมีเบนราจถือไม้เท้ายืนอยู่ข้างหลัง แม้จะเป็นการประลองเล็กๆ แต่สำหรับเด็กๆ แล้วนี่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสมอ
“เกรย์ ใช้พลังเต็มที่ ไม่ต้องออมมือ เบนราจ ไม่ใช่สู้ไม่ได้ แต่เจ้าแค่ยังไม่มีความมั่นใจต่างหาก เชื่อตัวเอง สู้ในแบบของตัวเอง ทุกคนดูพวกเขาไว้ให้ดี เริ่มได้!”
สิ้นเสียงของแกรนด์ทั้งสองฝ่ายก็พุ่งเข้าหากันทันที เกรย์ควงหอกในมือของเขาอย่างช่ำชอง ขณะเดียวกันประกายสายฟ้าก็ถูกส่งผ่านจากมือของเขาไปที่ปลายหอก ด้วยท่าทางที่ดุดันผสมกันทักษะนักรบสายฟ้าอันเท่ระเบิด ส่งผลให้สาวน้อยหลายคนกรี๊ดออกมาพร้อมกับส่งเสียงเชียร์เกรย์อื้ออึงเต็มขอบสนาม
“โดรัน พุ่งเข้าไปเลย!”
ใจจริงโดรันอยากเบี่ยงออกข้างแล้วจู่โจมฉับพลัน แต่เมื่อได้ยินเบนราจออกคำสั่งแบบนั้นเขาก็เกิดความลังเลขึ้นมา ปกติก็ไม่มีทางชนะได้อยู่แล้ว แต่ดันสั่งให้พุ่งเข้าไป นี่มันหาเรื่องเจ็บตัวให้ข้าแท้ๆ แต่เมื่อเขานึกถึงคำของแกรนด์ว่าให้ทำตามเบนราจทุกอย่าง ลองเชื่อใจเขา โดรันรู้สึกฮึดขึ้นพร้อมกับการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว เอาวะ เชื่อก็เชื่อ! โดรันกุมดาบแน่นแล้วพุ่งไปข้างหน้าตรงๆ เหมือนคนไร้สมอง เกรย์ยิ้มที่มุมปากทันทีเมื่อเห็นเช่นนั้น การพุ่งเข้ามาลักษณะนี้เขาที่ถืออาวุธยาวกว่าได้เปรียบเต็มประตู คิดดังนั้นเขาจึงควงหอกพุ่งเข้าไปหมายจะใช้ด้ามจับที่มีความยาวมากกว่าสองเมตรหวดสวนกับโดรัน แต่ทันใดนั้นเอง
จ๊วด!
จู่ๆ เกรย์ก็ลื่นเสียหลักจนล้มลงไป แต่เพราะเซนส์ในการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม เขาจึงตวัดปลายหอกอีกด้านไปข้างหน้าเพื่อปัดป้องคมดาบของโดนรันที่พุ่งเข้ามาในจังหวะที่เหมาะเจาะ การปะทะนั้นทำให้โดรันถอยห่างออกไปตั้งหลัก ทุกคนที่ส่งเสียงเชียร์อยู่ขอบสนามอย่างสนุกสนานก่อนหน้ากลับเงียบกริบ
“นั่นมันทักษะของเบนราจ!”
ไม่นานก็มีเด็กคนหนึ่งอุทานขึ้น ทักษะของเบนราจคือการสร้างโคลนเคลือบพื้นจุดที่เขาต้องการ มันทำให้คู่ต่อสู้เสียการทรงตัว จริงอยู่ว่าถ้าสู้กันหนึ่งต่อหนึ่งไม่มีทางที่ทักษะแบบนี้จะใช้ทำอะไรใครได้ เพราะเมื่อใช้ออก คนที่เห็นมันก็ต้องหลบได้โดยการไม่ไปเหยียบพื้นตรงนั้นอยู่แล้ว แต่เมื่อต้องต่อสู้กันเป็นทีม นี่เป็นเวทย์สนับสนุนที่มีประโยชน์ เบนราจออกคำสั่งโดรันและวางเวทย์ดักเกรย์เอาไว้ เกรย์ลุกขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าใส่ทั้งสองอีกครั้ง จากการต่อสู้ที่คิดว่าจะจบในพริบตากลับเป็นการต่อสู้ที่ดูสูสีกันขึ้นมาทันที พวกเขาผลัดกันรุกผลัดกันรับ เสียงเชียร์ของคนที่อยู่ขอบสนามเริ่มเทมาทางเบนราจกับโดรันมากขึ้น ทั้งเนื้อตัวของเกรย์ตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน เพราะหลายครั้งเขาเสียการทรงตัวจนถึงขนาดลงไปนอนกลิ้งก็มี การสั่งการของเบนราจค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการชดเชยและสามารถถมความต่างของระดับพลังได้พอสมควร
“ย้ากกกก!”
สู้กันได้สักพักโดรันพุ่งไปข้างหน้าสุดแรงตามที่เบนราจสั่งการ ทั้งสองเห็นโอกาสเผด็จศึกอยู่ข้างหน้าหลังจากที่เกรย์เพิ่งลื่นล้มไป เกรย์ถีบตัวลุกขึ้นมาพร้อมกับพุ่งตัวไปข้างหน้า เบนราจเห็นดังนั้นก็สร้างพื้นโคลนดักหน้าตามแผน แต่เกรย์ใช้หอกปักพื้นพร้อมกับดีดตัวขึ้นเพื่อใช้หอกที่ปักนั้นเป็นเสาค้ำ เท้าข้างหนึ่งของเขาเหยียบไปที่ใบดาบของโนรันจนมันเบี่ยงทิศทางลง ส่วนเท้าอีกข้างก่อเกิดประกายสายฟ้าหุ้มเอาไว้พร้อมกับถีบเข้าเต็มๆ หน้าของโดรัน ร่างของเด็กหนุ่มกระเด็นลอยไปด้านหลัง เขาเพิ่งถูกโจมตีครั้งแรก แต่แค่ครั้งเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้คนอย่างเขาหมดสภาพได้แล้ว เกรย์ดึงหอกที่ปักไว้ออกมาแล้วชี้มันไปยังเบนราจ เด็กหนุ่มที่ถือไม้เท้ายิ้มออกมาแล้วยกมือขอยอมแพ้ แม้จะพ่ายแพ้แต่เขาก็ได้รับเสียงปรบมือจากเพื่อนๆ ที่อยู่ขอบสนามอย่างท่วมท้น ภายในใจของเบนราจเต็มไปด้วยความตื้นตัน คนอ่อนแอเช่นเขาถึงกับทำนักเรียนที่แข็งแกร่งที่สุดตกที่นั่งลำบากช่วงหนึ่ง ทั้งที่คนคนนั้นมีระดับพลังเหนือกว่าเขาขั้นใหญ่ นี่หรือคือสิ่งที่อาจารย์พูดถึง? ความแข็งแกร่งในแบบฉบับของข์ุ
“เอาล่ะ ทุกคนก็ได้เห็นแล้ว ระดับพลังไม่ใช่ความแข็งแกร่งทั้งหมด การมีพละกำลังอย่างเดียวแต่ใช้แบบเหวี่ยงใส่ศัตรูมั่วๆ มันก็ไม่ต่างจากสัตว์อสูร การมีเทคนิคที่ดี รู้จักพลิกแพลง มันอาจทำให้เราเปลี่ยนสถานะจากเหยื่อกลายเป็นผู้ล่าได้ ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ใช่ระดับพลัง แต่เป็นการขัดเกลาและใช้ทักษะของตนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่นเบนราจ เขาเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติของหัวทีมในตัว หัวหน้าไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด แต่เป็นคนที่ทุกคนยอมรับและเป็นที่ทำให้ทีมแข็งแกร่งที่สุดต่างหาก สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งแล้วประมาทคนที่ตนคิดว่าอ่อนแอกว่า นั่นเท่ากับว่าเจ้าได้ลงหลุมไปครึ่งก้าวแล้ว ความแข็งแกร่งของมนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยระดับพลังเพียงอย่างเดียว ระดับพลังเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งเท่านั้น จงจำสิ่งนี้เอาไว้”
แกรนด์ให้โอวาทเด็กๆ ที่ยืนฟังเขาด้วยความตั้งใจ แต่ท่ามกลางเด็กนับร้อยกลับมีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังร้องไห้อยู่
“พวกเจ้าร้องไห้ทำไม?”
“พวกเรา..พวกเราตื้นตันใจขอรับ นี่มันเหมือนสิ่งที่อาจารย์ครีทสอนพวกเราไม่มีผิด อาจารย์เป็นคนที่สุดยอดจริงๆ”
เด็กคนหนึ่งพูดออกมาพลางเช็ดน้ำตาที่ไหลนองหน้า เด็กโข่งแก๊งค์นี้เป็นกลุ่มที่มักไปช่วยงานครีทเป็นประจำ และเด็กกลุ่มนี้ยังยกเขาเป็นไอดอลอีกด้วย แม้จะมีพฤติกรรมห่ามๆ ที่ออกแนวบ้าๆ บอๆ ไปหน่อย แต่เด็กกลุ่มนี้ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถค่อนข้างดีและมีความสนใจเฉพาะด้าน การคลุกคลีอยู่กับครีทบ่อยๆ ทำให้พวกเขาได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ที่ครีทเล่า จริงบ้างโม้บ้างปะปนกันไป แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือเรื่องในคืนวันอพยพ ทุกคนในหมู่บ้านเห็นครีทยืนประจันหน้าตัวต่อตัวกับคูบริก สิ่งที่เขาทำในวันนั้นก็เพื่อที่จะถ่วงเวลาให้ทุกคนหนีไป ทุกคนรู้ดีว่าคูบริกแข็งแกร่งแค่ไหน การต่อสู้ของครีทวันนั้นจึงกลายเป็นอีกหนึ่งตำนานของหมู่บ้านนักล่า และไม่มีใครจะรู้ดีไปกว่าตัวเขาเอง ซึ่งก็ได้ถ่ายทอดประสบการณ์บางส่วนของตนผ่านการเล่าเรื่องให้เด็กกลุ่มนี้ได้ฟัง
“อีกไม่กี่วันจะมีการคัดเลือกคนเข้าหน่วยพยัคฆ์กับหน่วยหมาป่า ข้าหวังว่าจะเห็นพวกเจ้าเป็นหนึ่งในผู้ที่ผ่านการคัดเลือก อีกอย่าง พรุ่งนี้ช่วงเย็นข้าจะพาไปล่าหมูป่าแผงคอแดงที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน เตรียมตัวให้พร้อมกันล่ะ”
“เย้!!!”
เมื่อได้ยินว่าแกรนด์จะพาไปล่าสัตว์อสูร เด็กๆ ก็แสดงอาการดีใจกันยกใหญ่เหมือนรู้ว่าครูจะพาไปทัศนศึกษา พูดถึงการล่าเด็กพวกนี้ก็ดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันที เพราะถึงยังไงหมูป่าแผงคอแดงก็เป็นถึงสัตว์อสูรชั้นกลาง ความแข็งแกร่งของมันเป็นตัวช่วยในการฝึกได้ดี ขุมกำลังที่แกรนด์สร้างจำเป็นต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะ พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีพื้นฐานทางการต่อสู้ แต่เมื่อใดที่สามารถทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ฝึกพลังที่เก่งกาจได้ คนเหล่านี้จะกลายเป็นแบบอย่างของคนรุ่นต่อๆ ไป
“ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด ข้าต้องใช้สมาธิสูงมาก รบกวนทุกท่านด้วย”
วันรุ่งขึ้นทุกคนมารวมตัวกันที่โรงเหล็กกันแต่เช้า ช่างเมลเลนด์ย้ำเรื่องนี้กับทุกคนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไว้ใจได้ ท่านทำให้เต็มที่เถอะ”
หมอฮาเวิร์ดเอ่ยขึ้นพร้อมกับเปิดใช้เขตฟื้นฟูแผงกั้นแปดเสาอีกครั้ง หมอทุกคนเกร็งพลังของตนเพื่อคงสภาพการรักษาที่ดีที่สุดเอาไว้ ช่างเมลเลนด์นำเอาแท่งผลึกสีขาวใสออกมาจากแหวนมิติที่เขาซ่อนไว้ เขาพยายามใส่เจ้าสิ่งนี้ลงไปเพื่อให้มันเป็นจุดเชื่อมระหว่างใบดาบกับด้ามจับ แกรนด์มองดูความพยายามของช่างเมลเลนด์ก็ได้แต่สงสัยในใจ เจ้าสิ่งนี้มันคืออะไรกัน? ผ่านไป 5 ชั่วโมง ตัวดาบก็เสร็จสิ้น เหลือเพียงแค่การขัดคมและทำด้ามจับเท่านั้น ซึ่งช่างเมลเลนด์บอกว่าคงใช้เวลาอีกประมาณสองวัน ที่น่าแปลกคือขั้นตอนหลังจากนี้ไม่ต้องการคนช่วยแล้ว เพราะเขาควบคุมสายฟ้าให้อยู่แต่ในดาบได้แล้ว! เมื่อเสร็จงานทุกคนก็ทยอยกลับไปพักผ่อน เหลือเพียงแค่แกรนด์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แท่นตีอาวุธไม่ไปไหน ช่างเมลเลนด์ก็เหมือนจะรู้ว่าแกรนด์กำลังคิดอะไรอยู่
“เจ้าจะถามข้าเรื่องไอ้แท่งแปลกๆ นั่นเหรอ?”
“ใช่ ที่ท่านใส่ลงไปนั่น อย่าบอกนะว่า..”
“ผลึกแปรธาตุ ของที่ไอ้พวกบัดซบนั่นตามหาไงล่ะ มันสามารถควบคุมธาตุที่มีอยู่และสับเปลี่ยนคุณสมบัติธาตุได้ตามต้องการ ไม่ใช่เพราะข้าสยบสายฟ้าได้ แต่เป็นเพราะผลึกแปรธาตุนี่ต่างหาก โลหะสายฟ้าก้อนนี้มีพลังธาตุเข้มข้นเกินกว่าที่เจ้าจะใช้มันได้ ผลึกแปรธาตุจะเข้าไปควบคุมมันแล้วแบ่งเป็นผนึกของดาบห้าขั้น ซึ่งตอนนี้ดาบของเจ้าอยู่ขั้นที่หนึ่ง เมื่อเจ้ามีพลังเพิ่มขึ้น ข้าจะเป็นคนปลดผนึกขั้นต่อๆ ไปให้เอง ผนึกแต่ละขั้นจะมีช่องให้เจ้าหาอะไรก็ได้มายัดใส่ขั้นละหนึ่งช่อง ดาบของเจ้าจะมีความสามารถเพิ่มขึ้นและใช้คุณสมบัติจากของที่เจ้าหามาใส่ได้ ถ้าเจ้าปลดผนึกครบ ดาบของเล่มนี้ก็จะมีความสามารถเพิ่มขึ้นถึงห้าอย่าง ไงล่ะ นี่แหละความสามารถของผลึกแปรธาตุ บรรพบุรุษของข้าเคยกล่าวว่า อาวุธที่สุดยอดไม่ใช่อาวุธที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน แต่เป็นอาวุธที่เติบโตไปพร้อมกับเจ้าของ และสามารถพัฒนาได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด”
“ของสำคัญขนาดนี้ท่านยังไม่ลังเลที่จะใส่มันลงไป ข้าตื้นตันจนไม่รู้ว่าจะตอบแทนท่านยังไงดี”
ช่างเมลเลนด์ที่ยืนสูบไปป์พ่นควันอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี
“ข้ารับไว้แค่คำของคุณแล้วกันนะ เออ..ถ้าไอ้พวกตระกูลเทมเพสบัดซบนั่นมาเค้นเอาผลึกแปรธาตุกับข้าอีก ข้าจะบอกให้พวกมันไปทวงเอากับเจ้าเองก็แล้วกัน ฮ่าๆ ๆ”