ตอนที่ 50 : มังกรผู้อ่อนแอ
“อึก...”
สติที่เลือนรางถูกปลุกขึ้นจากความฝันอันไม่น่าอภิรมย์
เปลือกตาของริวสั่นระรัวแต่ก็ยังพยายามเปิดขึ้นมารับความเป็นจริง
ประสาทสัมผัสตื่นตัวขึ้นในทันทีจนสะดุ้งชันร่างตัวเองขึ้น แต่พอจับสัมผัสศัตรูไม่ได้เขาก็หันไปสังเกตรอบตัว
ริวกำลังนั่งอยู่บนเตียง ห้องสีขาวให้บรรยากาศเหมือนกับอยู่ในโรงพยาบาลหรือคลินิก ยิ่งเห็นว่าร่างกายตัวเองเต็มไปด้วยผ้าพันแผล สถานที่แห่งนี้คงเป็นอื่นไปไม่ได้
ความเจ็บปวดทั่วร่างทำให้ริวมีสีหน้าเหยเก ถึงจะยังพอกล้ำกลืนฝืนทนได้อยู่แต่ความเสียหายเองก็นับว่าสาหัสมาก
แต่สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันที เมื่อเห็นว่ามีคนโค้งตัวฟุบขอบเตียงที่เขานอนอยู่
“ริว...”
เธอคนนั้นส่งเสียงเรียกละเมอในลำคออย่างแผ่วเบา ไม่ใช่ใครนอกจากหมิงเซียน
เธอยังไม่ตื่นด้วยซ้ำทั้งที่ริวทำเสียงดังแท้ ๆ
ชายอีกคนเดินเข้ามาพอดี ไม่ใช่ใครนอกจากอัลเฟรด ตามมาด้วยไดอาและเกวน ทุกคนยังอยู่ในชุดนักเรียนอยู่เลย
พวกเขาคงสัมผัสได้ว่าริวฟื้นแล้วจึงเข้ามาดูอาการ อัลเฟรดมองริวตั้งแต่หัวจรดเท้าปลายเตียงเลยทีเดียว
“ไม่เป็นไรแล้วเหรอครับ”
“ซะที่ไหนเล่า แผลเต็มตัวเลยเนี่ย”
ทางริวได้ยินแล้วยิ้มแห้ง เพราะอัลเฟรดน่าจะเห็นสภาพนี้ก่อนตัวเขาเองด้วยซ้ำ
ในตอนที่พูดถึงบาดแผล ไดอาก็กอดอกยื่นหน้ายิ้มเข้ามาแทรกทันที
“จบแค่มีแผลก็บุญแล้ว! ถ้าฉันไม่รักษาให้ก่อนจะถึงมือหมอ นายได้ไปเฝ้ายมบาลแล้วนะเอ้อ!”
ไดอาพูดยิ้มกริ่มสีหน้าภูมิอกภูมิใจสุด ๆ
แต่เท่าที่นึกดู ริวก็จำได้เหมือนกันว่าบาดแผลของตัวเองสาหัสมากจนเจียนตาย เพราะงั้นไดอาก็ถือว่าช่วยชีวิตเขาไว้จริง ๆ
“...ขอบใจ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เพราะไม่ได้รักษาให้ฟรี ๆ นะ”
“อึก... ยัยหน้าเลือดเอ้ย”
ริวกำหมัดหงุดหงิด รู้สึกเหมือนอยากริบคำขอบคุณคืนจากผู้หญิงหน้าเงินคนนี้
อัลเฟรดกับเกวนเห็นริวร่าเริงขึ้นก็ยิ้มสบายใจตาม เช่นเดียวกับไดอาที่พยายามทำแบบนั้นมาแต่แรก
บรรยากาศเริ่มกลับมาครึกครื้นแล้ว
“แต่ว่า... มีอีกคนที่นายต้องขอบคุณนะ”
เกวนเดินอ้อมไปหาหมิงเซียนที่อยู่เตียงฝั่งขวาของริว
โดยปกติเธอก็เป็นคนหลับลึกสลึมสลือไม่เบา หากถึงเวลานอนก็เป็นอันต้องสลบไสลไปแทบจะทันที
หน้ากากเด็กผู้หญิงง่วงนอนที่เธอสวมเป็นตัวตนยามค่ำคืนก็มาจากบุคลิกของตัวเธอเองนี่แล
แต่ถึงขนาดที่มีเสียงเอะอะแล้วยังไม่ตื่นก็ถือว่าผิดปกติอยู่
และสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า...
“ตั้งแต่ที่นายสลบไป หมิงเซียนก็คอยเฝ้านายตลอดเลย” เกวนพูดไปลูบหัวหมิงเซียนไป จงใจให้เธอตื่นขึ้นมาฟังข่าวดี
ริวเองก็มองหมิงเซียนตามด้วย
ออ... เพราะฝืนเฝ้าเราทั้งที่เลยเวลานอนแล้วนี่เอง
ทำอะไรเกินตัวจริงแฮะ
ริวเข้าใจสาเหตุการหลับลึกของหมิงเซียน
ถ้าบอกว่าไม่ดีใจเลยก็คงโกหก
...แต่ที่รู้สึกมากกว่าคงเป็นความรู้สึกผิด
กับเรื่องที่เจอมาคืนนี้... การคิดถึงเรื่องในอดีตยิ่งทำให้ริวรู้สึกอย่างนั้น
ในจังหวะนั้น หมิงเซียนก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาพอดี
“ริว... ริว!!!!”
“เห้ย เห้ย! อึก!!!”
หมิงเซียนพุ่งเข้ามากอดริวปานจรวด ความรุนแรงทำเอาริวเกือบจุก
“ฮึก... ริว... ดีจัง...”
แต่พอเห็นสาวเจ้ากอดเอวตัวเองสะอึกสะอื้น ริวก็ได้แต่ยิ้มแห้งลืมความเจ็บปวดนั้นไป
เขาลูบหัวหมิงเซียนไปมาทำให้เธอเลิกร้องทันที
อัลเฟรดเห็นแบบนั้นจึงกวักมือเรียกไดอากับเกวนไปทางประตูห้อง เป็นสัญญาณว่าจะให้ความเป็นส่วนตัวกับทั้งสองคน ส่วนเรื่องรายละเอียดค่อยว่ากันทีหลัง
สองสาวเองก็ละเอียดอ่อนพอจะรู้อยู่แล้วจึงออกจากห้องไปพร้อมกัน
ภายในห้องจึงเหลือแค่ริวกับหมิงเซียน
หมิงเซียนขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้หัวเตียงเพราะริวชันตัวขึ้นมานั่งพิงพนัก
นั่นช่วยให้เธอเห็นสีหน้าลำบากใจของริวมากขึ้น
“ริว... เจ็บมากไหม...”
“...อ๋อ ไม่เท่าไหร่หรอก”
ริวเห็นหมิงเซียนมองมา เดาได้ว่าเธอคงคิดว่าเขาน่าจะยังเจ็บแผลไม่หาย
แต่สีหน้าตึงเครียดของริวไม่ได้มาจากสาเหตุนั้น
“หมิงเซียน... คือว่า”
“...”
ริวเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังแต่ยังสั่นเครือสับสน
หมิงเซียนเองก็เริ่มจับอารมณ์ของริวได้แล้วเหมือนกัน เธอเลยตอบกลับความกังวลเขาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“ไม่เป็นไร... ฉันอยู่ข้างเดียวกับริว... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม...”
หมิงเซียนเอื้อมมือเข้ามาจับมือของริวไว้
แม้ร่างกายเธอจะเล็ก อ่อนแอและบอบบาง แต่ความอบอุ่นของเธอนั้นมากกว่าใคร
ริวรู้สึกสมเพชตัวเองขึ้นมาถนัดที่ต้องได้รับกำลังใจจากหมิงเซียนก่อน
ทว่า... จุดที่ดูอ่อนแอแต่กลับมั่นคงกว่าใครของหมิงเซียน คือส่วนที่ทำให้เขานับถือเธอมากเหมือนกัน
และถ้าเป็นหมิงเซียน เธอคงจะไม่หวั่นไหวจนเสียเรื่องเหมือนเขาแน่
“ฟังแล้วอย่าตกใจนะ”
ริวเกริ่นนำก่อนกลับไปมองตาหมิงเซียน
“หลงที่ฉันสู้ด้วยคือพี่ฮุ่ยซิ่ว... พี่เขายังไม่ตาย”
“!!!?”
หมิงเซียนได้ยินแล้วอ้าปากค้างไป
เธอมองลงต่ำกว่าปกติเหมือนกำลังครุ่นคิด ความทรงจำในอดีตคงกำลังไหลเข้ามาในหัวเช่นเดียวกับที่ริวเจอ
ทั้งความอบอุ่น ความสุข ความสนุกสนานตอนที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันสามคน
...รวมถึงคืนที่เปลวเพลิงพรากเขาไปจากเธอด้วย
“ริว... แน่ใจเหรอ?”
หมิงเซียนเงยหน้าขึ้นมาถามริวซ้ำ ขมวดคิ้วเข้าด้วยกันอย่างจริงจัง
ริวเองก็ขมวดคิ้วพยักหน้ากลับไปเหมือนกัน
“ทางฝั่งนั้นอยู่ดี ๆ ก็ยกเลิกการโจมตีปิดฉากไปซะดื้อ ๆ... พอมานึกดู พี่อาจจะเห็นสร้อยคอกับการเคลื่อนไหวของฉันเลยทำให้รู้ตัวเหมือนกันก็ได้”
ริวเอื้อมมือไปจับสร้อยคอตัวเอง หมิงเซียนเห็นก็ทำแบบเดียวกัน
แล้วพอรู้ตัว ทั้งสองคนก็เงยหน้ากลับมามองกัน
พบว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้มอยู่... ทั้งสองรู้สึกดีใจขึ้นมาพร้อมกันหลังยืนยันได้ว่าพี่ชายของตนยังไม่ตาย
...แต่พอตระหนักได้ถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน ความเป็นจริงก็ตอกย้ำใส่อกจนรอยยิ้มทั้งสองเปลี่ยนเป็นยิ้มขม
นั่นเพราะฮุ่ยซิ่วไม่ได้ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพวกตน
“พูดตามตรง... ตอนนี้ฉันสับสนมาก ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อดี”
ริวถอนหายใจ ได้แต่พร่ำเพ้อกับฟ้าดินที่กำลังเล่นตลกกับตน
พี่ชายที่เคยคิดว่าตายไปแล้วที่จริงยังมีชีวิตอยู่
แต่แทนที่จะเป็นการพบพานอันน่าประทับใจ พี่ของเขากลับกลายเป็นศัตรูทางอุดมการณ์ที่ต้องห้ำหั่นกันไปเสียอย่างนั้น
อาจจะไม่ได้ประมือกันอีกในเร็ว ๆ นี้
แต่สุดท้ายหากยังเดินเส้นทางนี้ต่อไป กงล้อแห่งโชคชะตาจะต้องหมุนวนมาเจอกันอีกแน่
พี่เขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อก่อนลิบลับ
ถ้าเจอกันอีก เราจะเอาชนะพี่ฮุ่ยซิ่วได้ยังไง?
การโจมตีนั่น... ถ้าพี่ไม่หยุดไว้เราคงกลายเป็นเศษเนื้อไปแล้วแน่ ๆ
ไม่สิ... ก่อนจะพูดถึงเรื่องชนะ
ตัวเราในตอนนี้จะต่อสู้กับพี่เขาได้เหรอ? เราจะต่อสู้แบบแลกชีวิตกับพี่ฮุ่ยซิ่วได้ยังไง?
แต่ถ้าเราหยุดต่อสู้ หมิงเซียนก็จะไม่มีที่ปลอดภัยให้กลับอีก
บ้าเอ้ย... คิดอะไรไม่ออกเล———
“ริว”
หมิงเซียนเลื่อนมือสัมผัสใบหน้าของริวทั้งสองข้างทำให้เขาลืมตาตื่น
ริวไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังตกอยู่ในห้วงความคิดอันยากแก่การหาบทสรุป
ต้องขอบคุณหมิงเซียนเขาเลยดึงสติตัวเองกลับมาได้
พอหมิงเซียนผละมือออก เธอก็มองตรงมาที่ริวอีกครั้ง
“พี่ฮุ่ยซิ่ว... พอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นริว... พี่ก็หยุดใช่ไหม?”
“...ใช่”
ริวพยักหน้ารับ
หมิงเซียนได้ยินแบบนั้นแล้วก็ถอนหายใจออกมา ท่าทางเธอดูโล่งอกไม่เบา
“งั้น... พี่ฮุ่ยซิ่วคงสับสนเหมือนกัน... เหมือนกับเรานี่แหละ...”
หมิงเซียนได้ข้อสรุปแบบนั้น ถึงแบบนั้นก็ยังไม่ได้คำตอบถึงเส้นทางต่อจากนี้
ในตอนที่ริวสงสัยเรื่องนั้น หมิงเซียนก็ยกตัวเองขึ้นมานั่งบนเตียงแล้วก็สวมกอดคอของริว
“ไม่เป็นไร... ไว้หลังจากนี้มาช่วยกันคิดเถอะ... นะ?”
น้ำเสียงเธอกลับมาสั่น ความสับสนคงเกาะกุมใจเธอไม่ต่างกับริว ...หรืออาจหมายรวมถึงฮุ่ยซิ่วด้วย
ในตอนนี้... การคิดหาคำตอบอาจจะเร็วเกินไปก็ได้
เรื่องที่สำคัญคือริวยังมีหมิงเซียนคอยเคียงข้าง นั่นแหละที่เธออยากจะบอก
และริวก็รับรู้ได้ผ่านอ้อมกอดอันอบอุ่นนั้น
“...อา”
ริวสวมกอดหมิงเซียนกลับไปด้วยความหวัง ได้แต่คิดว่าคำตอบที่ถูกจะต้องมีอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่
และเขากับหมิงเซียน จะต้องหาคำตอบนั้นให้ได้
❖❖❖❖❖
“ดูท่าจะไม่เป็นไรแล้วมั้งเนี่ย”
“นั่นสิ โล่งอกไปที”
ไดอากับเกวนถอนหายใจโล่งอก ทั้งสองคนรวมกับอัลเฟรดแอบฟังสิ่งที่ริวกับหมิงเซียนคุยกันพอดี
เจตนาแรกเริ่มคือความเป็นห่วงอาการของริว แต่กลับกลายเป็นได้รู้ข้อมูลน่าปวดหัวไปแทน
“แต่แบบนี้ก็แย่เลยนะครับเนี่ย... พอรู้แบบนั้น จะให้ส่งริวไปสู้กับหลงอีกก็คงจะใจร้ายไปหน่อย”
อัลเฟรดกอดอกเดินห่างออกจากห้องที่ริวกับหมิงเซียนพักอยู่
เกวนเองก็เดินตามไปด้วย ส่วนไดอาเดินเข้าไปกอดคออัลเฟรดอย่างสนิทสนมทีเดียว
“แต่ในกลุ่มเราไม่น่ามีใครสู้กับหลงไหวเลยนะ ขนาดริวยังเป็นซะแบบนั้น” ไดอาพูดไปพลางถอนหายใจใส่ข้างหูอัลเฟรด
แต่แน่นอน ความสงบของอัลเฟรดไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย
“ศักยภาพของริวน่ะไม่ใช่แค่นี้หรอกนะครับ เขายังพัฒนาต่อไปได้อีกเยอะ” อัลเฟรดยืนยันแบบนั้นแล้วเดินต่อโดยมีไดอาเกาะคอตามไปด้วย แววตาของเขามั่นใจในสิ่งที่ตนมองเห็นไม่เปลี่ยน
นอกจากนี้...
“แล้วถึงช่วงนี้เขาจะยังยุ่ง ๆ อยู่ แต่คุณชินก็อยู่ข้างเรานะครับ”
ไดอาแทบจะร้องอ๋อกับคำตอบของอัลเฟรด ต่อให้ริวสู้ไม่ได้จริง ๆ ฝ่ายเราก็ยังมีชินอยู่ อัลเฟรดมีแผนสำรองของแผนสำรองเช่นนั้น
แต่เกวนได้ยินแล้วกลับรู้สึกเป็นห่วงจนออกทางสีหน้า ว่าไปก็เหมือนกับที่เธอเป็นมาตลอดนั่นแล
...ทั้งที่คนที่ควรกังวลอาจเป็นตัวเธอเองก็ได้
เกวนตระหนักเรื่องนั้นเมื่ออัลเฟรดหันหน้ามาหาเธอ
“นอกจากนี้ เราก็ยังมีไพ่ตายอยู่อีกคนนะครับ อย่าลืมสิ”
“...”
อัลเฟรดกับไดอาหันไปมองเกวนอย่างพร้อมเพรียง ด้วยความนัยที่เข้าใจกันสามคน
เกวนที่รับสายตานั้นมานิ่งไปแวบนึง
แต่ร่างกายเธอไม่ได้สั่นกระตุกด้วยความสับสนหรือความกลัวที่ถูกโยนความรับผิดชอบมาให้แม้แต่น้อย
กลับกัน... แววตาของเธอนิ่งสงบราวกับเรื่องของหลงไม่ใช่เรื่องใหญ่
“ถ้าช่วยไม่ได้จริง ๆ ฉันจะสู้เอง”
“วิ้ว!”
น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจของเกวนทำให้ไดอาผิวปากเสียงดัง แววตาอันหนักแน่นมั่นคงของเกวนยิ่งทำให้อัลเฟรดผ่อนคลายกับสถานการณ์ที่ดูไม่มีทางออก
จากที่เคยรู้กันมา ชินเป็นคนเดียวที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับราชาโดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตราราชันย์
เขาเป็นเสมือนบัคในเกม พอชินอยู่ฝั่งเดียวกันจึงสร้างความสบายใจให้กับทุกคน
ราวกับชัยชนะรออยู่ตรงหน้าแล้วยังไงอย่างงั้น
แต่คงมีแค่ทั้งสามคนตรงนี้ที่รู้... ว่าเกวนเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่มีศักยภาพสูงพอ ๆ กับชิน
ความจริงข้อนั้นเป็นเสมือนไพ่ตายของทั้งอัลเฟรดและตัวเกวนเอง
แต่เธอไม่อาจเปิดเผยพลังนั้นได้ตามใจ ไม่เช่นนั้นตัวตนของเธอก็อาจถูกเปิดเผยตามไปด้วย และนั่นจะกลายเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองไปโดยปริยาย
การที่เกวนเลือกเปิดหน้าไพ่ที่ปกปิดมานานจึงนับว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะในมุมมองของอัลเฟรดกับไดอาที่รู้เรื่องของเธอมาแต่ต้น
แต่ที่พวกเขาสนใจไม่ใช่เพราะความสามารถของเกวน หากแต่เป็นสาเหตุที่เธอยอมใช้พลังนั่นมากกว่า
ถึงอันที่จริง... มันจะไม่ใช่เรื่องที่เดายากนักก็ตาม
“จะทำเพื่อคุณชินชนาดนั้นเลยสินะครับเนี่ย”
“แหม ๆ”
อัลเฟรดกับไดอาทำหน้ายิ้มกรุ้มกริ่มใส่เกวน สีหน้าเธอฝาดสีแดงในพริบตา
แต่เกวนไม่ได้กระโตกกระตากเหมือนกับทุกที
จุดที่นิ่งกว่าเคยคงเป็นเพราะการเปิดเผยพลังจะสร้างความลำบากให้กับเธอภายหลัง การใช้พลังนั่นเพื่อช่วยเหลือชินจึงทำให้เธอต้องครุ่นคิดมากกว่าปกติ
...แต่ถ้าถามว่าหากถึงคราวที่ต้องทำ เธอจะยอมเปิดเผยมันเพื่อชินไหมล่ะก็?
แค่มองสีหน้าประหม่าของเกวนตอนนี้ก็ได้คำตอบแล้ว
“...อะไรกันเล่า ก็ตอนนี้เขามีเรื่องให้ปวดหัวมากพอแล้วนี่นา อยากช่วยแล้วมันแปลกตรงไหนอ่ะ!”
เกวนขึ้นเสียงแล้วก็ทำแก้มป่องเดินจากไป
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทนการกลั่นแกล้งไม่ไหว หรืออายเกินกว่าจะสู้หน้าทั้งสองคนได้
แต่เพราะแบบนั้น ตรงนี้เลยเหลือแค่อัลเฟรดกับไดอาแค่สองคน
“พ่อเทพบุตรจะรู้ไหมเนี่ย... ว่ามีเทพธิดารอช่วยเหลืออยู่น่ะ”
“เรื่องนั้นก็ขึ้นอยู่กับเราด้วยนี่ครับ”
อัลเฟรดดันแว่นอย่างมีเลศนัย ราวกับทุกอย่างอยู่บนฝ่ามือดังปากว่า
นั่นทำเอาไดอาฉีกยิ้มสงสัยใคร่รู้ตามไปด้วย
“ว่าก็ว่าเถอะ... ‘พวกของนาย’ คิดอะไรอยู่ถึงไปล่อตาชินแบบนั้นล่ะ เดี๋ยวสาวมาถึงตัวนายจะยุ่งเอานา” ไดอาลูบไหล่หยอกเย้าอัลเฟรด หวังจะกลั่นแกล้งให้เขาเผยความตระหนกสักน้อยก็ยังดี แต่ว่า...
“นั่นอยู่ในแผนครับ ถ้าผมไม่จงใจให้รู้เขาก็เข้าไม่ถึงตัวผมหรอก”
แต่อัลเฟรดกลับไม่เสียรอยยิ้มมั่นใจไปเลยสักนิด ตรงจุดนั้นไดอาก็แอบคิดว่าเขาไม่น่ารักจนอยากทำแก้มป่องใส่เหมือนกัน
ทว่าไดอาคงคาดหวังเรื่องนั้นยากไปอีก... โดยเฉพาะเมื่ออัลเฟรดกำลังใช้ความคิด
“เอาล่ะ... จะทำยังไงกับคุณชินต่อดีนะ”
อัลเฟรดจับคางครุ่นคิดถึงเรื่องอนาคตแทนที่จะเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ทั้งยังฉีกยิ้มด้วยความนัยเป็นปริศนา
อันยากจะมีผู้หยั่งรู้ตามเคย
❖❖❖❖❖
