ในบันทึกประวัติศาสตร์สหพันธ์จำนวนมากได้เรียกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่าวันแห่งมหันตภัย ส่วนจิ่งเต้าเซียนก็ได้รับฉายาจอมมาร ตอนนั้นสหพันธ์ยังไม่มีผู้แข็งแกร่งระดับมหากาพย์มากเท่าตอนนี้ การสังหารผู้แข็งแกร่งระดับมหากาพย์ถึงยี่สิบเจ็ดคน แทบจะเป็นการกวาดล้างมนุษย์ผู้แข็งแกร่งไปเกินครึ่ง ทำให้อำนาจของมนุษยชาติถดถอยไปอย่างน้อยสิบปี
โจวเหวินจ้องมองชายชราตรงหน้า เขาเชื่อมโยงไม่ได้จริง ๆ ว่าชายชราป่วยออดแอดคนนี้จะเป็นคนเดียวกันกับจอมมารผู้น่าสะพรึงกลัวในตำนาน
“คุณคือจอมมารจิ่งเต้าเซียนเหรอ” โจวเหวินไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวจากการที่ร่างกายถูกพันธนาการ เพราะเขารู้ดีว่าหวาดกลัวไปก็เปล่าประโยชน์
“ตอนนี้นายยอมรับมันไว้หรือยัง” จิ่งเต้าเซียนกล่าวต่อโจวเหวินอย่างคล้ายยิ้มไม่คล้ายยิ้ม
“ครับ” โจวเหวินตอบอย่างไม่ลังเล เพราะเขาไม่อยากตายด้วยน้ำมือของจอมมารผู้นี้
เมื่อจิ่งเต้าเซียนได้ยินคำตอบของโจวเหวิน กลับหรี่ตามองเขาแล้วกล่าว “ปากตอบตกลง แต่ในใจกลับไม่ต้องการ ต่อให้นายรับเอาไว้ ก็คงไม่ฝึกฝน”
“หมอนี่บ้าไปแล้วเหรอ” โจวเหวินคิดในใจ “ฉันไม่ฝึกอยู่แล้ว ถ้าวิชามารสวรรค์อะไรนั่นเป็นพลังลมปราณของจอมมารอย่างแกจริง ๆ ถ้าฉันฝึกไป สหพันธ์โลกคงคิดว่าฉันมีความสัมพันธ์อะไรกับแก ไม่เท่ากับว่าดึงฉันซวยไปด้วยเหรอ”
จิ่งเต้าเซียนเงียบลงครู่หนึ่ง จากนั้นสายตาลุกวาวขึ้นราวกับนึกอะไรได้ เขาเก็บสมุดในมือกลับเข้าอ้อมอกแล้วหยิบสิ่งอื่นออกมา
มันเป็นกล่องโลหะสีม่วงคล้ายว่าเป็นทองแดงบริสุทธิ์ แต่ไม่ได้แวววาวเท่าทองแดงบริสุทธิ์ มีลักษณะผิวด้านทึบแสง
รูปทรงกล่องเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีขนาดเท่าซองบุหรี่ แต่ดูกะทัดรัดและประณีตมาก อีกทั้งยังสลักด้วยลวดลายที่ประหลาดซับซ้อน ตรงกลางมีตัวอักษรเรียงเป็นแนวตั้ง
“คัมภีร์สะกดเซียน !” โจวเหวินอ่านตัวอักษรบนกล่องออก แต่ไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร
ชายชรายื่นกล่องโลหะสีม่วงขนาดเล็กไปตรงหน้าโจวเหวิน จากนั้นใช้นิ้วเปิดฝาด้านบนออก ตอนนี้เองโจวเหวินถึงได้รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่กล่อง แต่เป็นแผ่นโลหะสีม่วงจำนวนหลายแผ่นที่เชื่อมติดกัน ดูคล้ายนามบัตรโลหะสีม่วงเรียงกันเป็นชุด
แผ่นโลหะสีม่วงบางมาก มีจำนวนทั้งหมดสิบสามแผ่น ด้านบนแต่ละแผ่นสลักด้วยตัวอักษรขนาดเล็กจำนวนมาก เนื่องจากขนาดตัวอักษรเล็กเกินไป โจวเหวินจึงอ่านเนื้อหาที่สลักไว้อย่างชัดเจนไม่ได้
จิ่งเต้าเซียนเปิดแผ่นโลหะสีม่วงออกโดยไม่ได้มองไปที่ข้อความ แค่แกว่งไปมาตรงหน้าโจวเหวินแล้วเรียงกลับคืนไปอีกครั้ง กลายเป็นก้อนโลหะสีม่วงขนาดเท่าซองบุหรี่ จากนั้นวางลงบนมือของโจวเหวิน
“ในนี้ได้บันทึกพลังลมปราณชนิดหนึ่งเอาไว้ ซึ่งน่าสนใจมาก นายเอากลับไปค่อย ๆ ศึกษาเถอะ” จิ่งเต้าเซียนยิ้มอย่างประหลาด เผยให้เห็นฟันสีขาวที่เรียงราย ทำให้โจวเหวินรู้สึกขนลุกเล็กน้อย
จิ่งเต้าเซียนเอาคัมภีร์สะกดเซียนยัดใส่มือโจวเหวินแล้วโค้งตัวลง ไอเบา ๆ ก่อนจะเดินไปตามถนนสายยาว และหายตัวไปในถนนที่มืดมิดอย่างรวดเร็ว
โจวเหวินเพิ่งรู้สึกว่าพลังล่องหนบนร่างกายได้สลายหายไป และควบคุมร่างกายได้อีกครั้ง เมื่อมองไปยังทิศทางที่จิ่งเต้าเซียนเดินจากไป ก็ไม่เจอเงาร่างของเขาแล้ว โจวเหวินจึงรีบก้มหน้ามองแผ่นโลหะ
“ในบันทึกประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่าจิ่งเต้าเซียนมีนิสัยประหลาด ชอบทำตามใจตัวเอง วันนี้ได้เจอด้วยตัวเองก็พบว่ามันเป็นเรื่องจริง” เล่าลือกันว่าจิ่งเต้าเซียนผู้นี้เป็นคนอารมณ์แปรปรวน ฆ่าคนได้อย่างง่ายดายราวกับกินข้าวดื่มน้ำ ไม่ยึดถือศีลธรรมใด ๆ โจวเหวินจึงไม่เชื่อว่าจิ่งเต้าเซียนผู้นั้นจะใจดี มอบพลังลมปราณระดับสูงให้เขาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอ
โจวเหวินพลิกดูแผ่นโลหะไปมา แต่ไม่พบความพิเศษใด ๆ ถ้าไม่เปิดมันออกก็ดูเหมือนแค่ซองบุหรี่โลหะ
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง โจวเหวินก็ตัดสินใจที่จะไม่เปิดดูเนื้อหาของ ‘คัมภีร์สะกดเซียน’ ในเมื่อมีวิชาพิฆาตตะวันแล้ว ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าเขาจะสามารถกลายเป็นผู้แข็งแกร่ง จึงไม่จำเป็นต้องเสี่ยงอันตรายไปฝึกพลังลมปราณที่จอมมารจิ่งเต้าเซียนมอบให้เขา
โจวเหวินกำแผ่นโลหะอย่างลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็เก็บมันกลับเข้ากระเป๋าอย่างระมัดระวัง
หนึ่งคือกลัวว่าจิ่งเต้าเซียนอาจจะยังแอบมองอยู่แถวนี้ ถ้าทิ้งมันไปตอนนี้ อีกฝ่ายอาจโกรธจนฆ่าเขาทิ้งทันที
สองคือโจวเหวินไม่รู้ว่าในคัมภีร์สะกดเซียนมีกลไกอันตรายอะไรหรือไม่ ถ้าซี้ซั้วโยนทิ้งก็อาจทำให้ผู้อื่นตกอยู่ในอันตราย
โจวเหวินมองไปยังทิศทางที่จิ่งเต้าเซียนหายตัวไปอีกครั้ง จากนั้นจึงหันหลังเดินไปทางซูเปอร์มาร์เก็ตต่อ
ขณะที่โจวเหวินหันหลังเดินจากไป จิ่งเต้าเซียนที่อยู่บนถนนอีกสายหนึ่งกลับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ยิ้มด้วยสีหน้าแปลกประหลาด “เดิมทีคิดว่าถูกชะตานายอยู่บ้าง เลยหยิบยื่นโอกาสให้ แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็นแค่คนธรรมดา ไม่มีใครสามารถปฏิเสธฉันจิ่งเต้าเซียนแล้วใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อได้อย่างสบาย จะฝึกไม่ฝึกคัมภีร์สะกดเซียนก็ตายเหมือนกัน ถ้าจะโทษก็โทษที่นายไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว”
ทันใดนั้นจิ่งเต้าเซียนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไล่ตามมาเร็วขนาดนี้เลยเหรอ”
เมื่อจิ่งเต้าเซียนพูดจบก็เดินไปยังอีกฝั่งของเมือง หายตัวไปท่ามกลางยามราตรีของเมืองอย่างรวดเร็ว
โจวเหวินเดินไปได้ไม่นาน ก็เห็นคนจำนวนหนึ่งวิ่งมาจากถนนตรงหน้า พวกเขาสวมเครื่องแบบสีดำเหมือนกับเป็นตำรวจ แต่ดูแตกต่างกันเล็กน้อย โจวเหวินสังเกตมองอยู่ครู่หนึ่งก็มองไม่ออกว่าเป็นเครื่องแบบอะไร
คนกลุ่มนี้มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุยี่สิบถึงสามสิบปี คนที่เป็นผู้นำเป็นผู้ชายอายุราวสามสิบปี ใบหน้าขาวสะอาด แต่ไว้หนวดสองแถบเหนือริมฝีปาก ร่างกายผอมบาง ปลายจมูกโค้งขึ้นเล็กน้อย แววตาคมกริบเหมือนใบมีด
“นักเรียน ตอนที่น้องเดินมาทางนี้ ได้เจอชายชราที่อายุประมาณเจ็ดแปดสิบปีบ้างไหม” คนกลุ่มนั้นวิ่งผ่านหลังโจวเหวินไป โดยที่ไม่ได้เหลียวมองเขาสักผาด แต่วิ่งไปได้ไม่ไกล ชายผู้นำคนนั้นก็หยุดลง หันกลับมามองโจวเหวินแล้วเอ่ยถาม
“เหมือนว่าจะเจอชายชราแบบนั้นอยู่ เขาเดินไปทางโน้นแล้ว” โจวเหวินชี้ไปยังทิศทางที่จิ่งเต้าเซียนเดินจากไป
ชายคนนั้นมองโจวเหวินอีกครั้งแล้วจึงพยักหน้ากล่าวขอบคุณ จากนั้นพากลุ่มคนชุดเครื่องแบบไล่ตามไปยังทิศทางที่โจวเหวินบอก
หลังจากรอให้พวกเขาจากไปไกล โจวเหวินถึงหันหลังเดินต่ออย่างรวดเร็ว เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับปัญหาวุ่นวาย การเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเล่นเกมอย่างสงบถึงเป็นชีวิตที่เขาแสวงหา
ในที่สุดก็ไปถึงซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างราบรื่น และซื้ออาหารกลับมาตุนอย่างเพียงพอ เมื่อโจวเหวินกลับถึงบ้านก็เริ่มเล่นเกมฟาร์มสัตว์ประหลาดต่อเหมือนที่ผ่านมา
เมื่อเล่นไปจนถึงตีหนึ่งกว่า โจวเหวินถึงบังคับตัวเองวางโทรศัพท์แล้วนอนลงบนเตียง
โจวเหวินหลับสนิทมาโดยตลอด ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับพรสวรรค์ของเขา ตอนที่เขาเข้าเรียนก็สามารถนอนหลับได้อย่างรวดเร็ว เป็นคนที่หลับง่ายมาก หลังจากเขานอนลงบนเตียงไม่ถึงสามวินาทีก็หลับแล้ว
เดิมทีโจวเหวินคิดว่าตัวเองจะหลับสนิทจนถึงเช้าเหมือนกับที่ผ่านมา แต่วันนี้เขานอนไปได้ไม่นานก็รู้สึกไม่สบายตัวมาก
ที่ผ่านมาถ้าไม่มีคนทำเสียงดังปลุกเขา เขาก็จะหลับสนิทไปจนถึงเช้า แต่วันนี้กลับแตกต่างออกไป ทั้งที่ภายในห้องเงียบสงัดจนสามารถได้ยินเสียงเข็มหล่นพื้น แต่โจวเหวินกลับตื่นขึ้นมาเอง