ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 64 การกลั่นสายเลือดให้บริสุทธิ์

            เส้นทางเติบโตของผู้ฝึกยุทธ์มักมาพร้อมกับการฝึกฝนที่ซ้ำซากจำเจและน่าเบื่อหน่าย

            ทั้งการดูดซับโคจรลมปราณ ขัดเกลาและปรับสมดุลพลังเลือดรวมถึงการฝึกซ้อมและเรียนรู้ทักษะยุทธ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            กระบวนการที่แสนน่าเบื่อนี้มักจะทำให้คนติดอยู่ที่คอขวดของระดับเดิมเป็นเวลานานบางครั้งอาจจะตื่นเต้นขึ้นมาบ้างเมื่อมีการทะลวงระดับเล็กๆแต่หลังจากนั้นความจืดชืดก็จะกลับมาเยือนอีกครั้ง

            เรื่องนี้ต่อให้เจียงจืออวี๋จะมีฐานะเป็นถึงจักรพรรดินีในชาติก่อนเธอก็ไม่มีวิธีลัดใดๆ

            เธออาจอาศัยระดับและประสบการณ์จากชาติปางก่อนเพื่อละเว้นขั้นตอนการเคี่ยวกรำทักษะยุทธ์หรือการทำความเข้าใจปราการระดับได้แต่การสั่งสมพลังเลือดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำได้เพียงชั่วข้ามคืน

            แม้แต่เธอก็ยังต้องอาศัยการเพียรฝึกฝนแสนนานเพื่อยกระดับอย่างมั่นคง

            ในทางกลับกันไป๋ฉางเซิงดูจะใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายและผ่อนคลายกว่ามาก

            ในแต่ละวันเขาเพียงแค่ต้องกลืนกินไม่หยุดหย่อนก็สามารถเพิ่มค่าพลังเลือดได้อย่างรวดเร็ว

            โดยเฉพาะหลังจากเสริมพลังการย่อยเลื่อนระดับเป็นระดับห้าความเร็วในการเพิ่มพูนพลังเลือดต่อวันของเขาก็แซงหน้าเจียงจืออวี๋ไปไม่น้อยแล้ว

            ทว่าช่องว่างนี้ยังไม่เห็นเด่นชัดนักเมื่อเจียงจืออวี๋เลื่อนระดับสูงขึ้นและมีทรัพยากรฝึกฝนหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอช่องว่างที่เดิมทีก็ไม่ได้กว้างมากนักจึงถูกไล่กวดจนทัน

            แต่การยกระดับของไป๋ฉางเซิงยังห่างไกลจากคำว่าขีดจำกัดอีกขุมใหญ่

            การเสริมพลังการย่อยระดับห้ายังไม่มีการแจ้งเตือนจากระบบว่าถึงเพดานสูงสุดแต่หากต้องการจะอัปต่อไปแต้มวิวัฒนาการที่ต้องใช้ก็ได้พุ่งสูงไปถึงสามร้อยแต้มแล้ว

            “เสบียงหมดเกลี้ยง คงต้องทนไปก่อนสินะ”

            เขาเหลือบมองเจียงจืออวี๋ที่ผิวพรรณทั่วร่างกำลังขึ้นสีแดงระเรื่อก่อนที่ไป๋ฉางเซิงจะหลับตาลงเพื่อพักสายตาต่อ

            เช้าตรู่วันถัดมาประตูห้องฝึกฝนถูกเปิดออกหลังจากมีคนปลดล็อกภายนอกคณบดีเฉียนในชุดสีดำก้าวเท้าเข้ามาเมื่อเห็นเจียงจืออวี๋ยังคงจมดิ่งอยู่ในสภาวะฝึกตนเขาก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเงียบๆ ด้วยความชื่นชม

            การจะเข้ามาเป็นนักศึกษาของสุ่ยมู่ได้นั้นทั้งพรสวรรค์และความพยายามล้วนขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้

            ทว่ามีนักศึกษาจำนวนมากที่มองการเข้าสุ่ยมู่เป็นเพียงเป้าหมายสุดท้ายแต่พอสอบติดเข้ามาได้แล้วกลับไร้จุดหมายและกลายเป็นคนเกียจคร้านไปแทน

            ซึ่งเขารู้สึกพอใจกับพลังในการควบคุมตัวเองของเจียงจืออวี๋เป็นอย่างยิ่ง

            ต่อให้มีอาจารย์ที่เก่งกาจหรือทรัพยากรชั้นเลิศเพียงใดตัวผู้ฝึกเองก็ต้องขยันมากพอถึงจะดึงประสิทธิภาพสูงสุดออกมาได้

            คณบดีเฉียนไม่ได้ส่งเสียงรบกวนการฝึกของเจียงจืออวี๋เขายืนรออยู่ราวสิบนาที จนกระทั่งไอแดงจางๆ รอบตัวเด็กสาวค่อยๆ เลือนหายไปเธอจึงถอนลมปราณและลืมตาขึ้น

            “คณบดีเฉียน”

            เมื่อเห็นคณบดีเฉียนยืนอยู่ที่หน้าประตูเจียงจืออวี๋ก็รีบลุกขึ้นกล่าวทักทายทันที

            ขณะที่คณบดีเฉียนโบกมืออย่างเป็นกันเองสื่อว่าเธอไม่ต้องมากพิธี ก่อนจะเอ่ยปากว่า

            “เข้าเรียนวันแรกก็มาฝึกข้ามคืนในห้องฝึกตนเลย ถ้าทุกคนขยันเหมือนเธอพวกเราคงเบาใจไปได้เยอะ”

            “พลังเลือดเดือดพล่านประดุจคลื่นโหมกระหน่ำ”

            “นี่เธอเพิ่งกินยาหลอมกายเลือดพยัคฆ์เข้าไปงั้นเหรอ?”

            ด้วยสายตาของคณบดีเฉียนย่อมมองเห็นความผิดปกติในตัวเจียงจืออวี๋ได้ไม่ยาก เมื่อเทียบกับตอนแยกกันเมื่อวานค่าพลังเลือดของเธอกลับพุ่งสูงขึ้นถึงราวสองร้อยจุด จนแตะขอบประตูของระดับสามแล้ว

            การยกระดับที่เกินจริงเช่นนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าก่อนหน้านี้เจียงจืออวี๋แทบไม่เคยใช้ยาที่มีสรรพคุณคล้ายกันมาก่อนเลย

            พูดง่ายๆคือเธอยังไม่เคยผ่านช่วงเวลา ‘พลังเลือดปะทุ’จากการอัดยาเข้าช่วย ตราบใดที่ทรัพยากรหล่อเลี้ยงถึงที่พลังเลือดของเธอหลังจากนี้จะพุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น!

            “อนาคตของแม่หนูคนนี้ คงไม่ได้หยุดอยู่แค่ราชันยุทธ์แน่ๆ”

            คณบดีเฉียนรำพึงในใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมามากไปกว่านั้น

            “ฉันมารับเจ้าตัวเล็กน่ะ”

            ในด้านวิถียุทธ์พลังเลือดเขาคงให้คำแนะนำเจียงจืออวี๋ได้ไม่มากนักเพราะพลังเนื้อแท้ของเขาเองก็อยู่แค่ระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูง ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับตาแก่จี้ ดังนั้นจึงไม่ควรเข้าไปชี้แนะมั่วซั่ว

            แต่ในวิถีควบคุมสัตว์อสูรเขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

            แม้ศักยภาพของไป๋ฉางเซิงจะเทียบเจียงจืออวี๋ไม่ได้แต่ก็นับว่ามีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา

            หากกระบวนการหลังจากนี้สามารถกระตุ้นสายเลือดมังกรในตัวไป๋ฉางเซิงออกมาได้อย่างสมบูรณ์การจะเอื้อมให้ถึงระดับราชาอสูรก็ไม่ใช่เรื่องเกินฝัน!

            ปัญหาอยู่ที่ว่าด้วยโอกาสในครั้งนี้ ไป๋ฉางเซิงจะสามารถยกระดับศักยภาพของตัวเองไปได้ถึงระดับไหน!

            “เสี่ยวไป๋”

            เจียงจืออวี๋เรียกเบาๆพร้อมกับโบกมือขวาเพียงนิด วินาทีต่อมาไป๋ฉางเซิงก็ถูกเรียกออกมา

            ไป๋ฉางเซิงที่ยังอยู่ในอาการงัวเงียเพราะยังนอนไม่เต็มอิ่มพอเห็นคณบดีเฉียนที่มาถึงตอนไหนก็ไม่รู้ความง่วงก็หายเป็นปลิดทิ้งและรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที

            มาแล้วๆความร่ำรวยมหาศาลที่พี่ชายคนนี้ควรได้รับมาถึงแล้ว

            “ตอนนี้ยังพอมีเวลาก่อนแปดโมง ฉันขอตามไปดูด้วยได้ไหมคะ?”

            แม้จะรู้ดีว่าคณบดีเฉียนไม่มีทางทำร้ายไป๋ฉางเซิงแน่ๆแต่เจียงจืออวี๋ก็ยังอยากตามไปดูสถานการณ์ด้วยสัญชาตญาณ

            “แน่นอนสิ ห้องทำงานของตาแก่จี้ก็อยู่ข้างๆ กันพอดี ถือว่าทางเดียวกัน”

            สองคนกับหนึ่งงูเดินออกจากห้องฝึกฝนมุ่งหน้าไปยังโซนสำนักงานตามการนำของผู้อาวุโสเฉียน ผ่านไปสิบกว่านาทีพวกเขาก็เดินเข้ามาภายในอาคารสูงสิบสองชั้น

            หอเฮ่าชี่เป็นอาคารสำนักงานของเหล่าคณบดีและอธิการบดีในยามปกติอย่าว่าแต่นักศึกษาเลยแม้แต่อาจารย์ก็ยังไม่มีสิทธิ์ย่างกรายเข้ามาที่นี่

            ด้วยระดับของคณบดีเฉียนเขาเพียงคนเดียวก็ครองพื้นที่ไปถึงครึ่งชั้น

            ห้องทำงานขนาดแปดร้อยตารางเมตรนอกจากพื้นที่ทำงานปกติแล้ว ยังมีโซนพักผ่อน โซนฝึกซ้อมทักษะยุทธ์และห้องฝึกตนครบวงจร

            เห็นได้ชัดว่าห้องของผู้อาวุโสเฉียนนั้นตกแต่งหรูหรามากแต่มันไม่ได้เต็มไปด้วยเครื่องประดับทองเงินหรือหยกเหมือนที่จินตนาการไว้เพราะในห้องของเขากลับเต็มไปด้วยทรัพยากรวิญญาณและสมุนไพรนานาชนิด

            ทันทีที่ก้าวเข้ามาไป๋ฉางเซิงก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของยาที่ตลบอบอวล

            สมุนไพรวิญญาณระดับสูงหลากหลายชนิดที่ส่งกลิ่นผสมปนเปกันทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกสดชื่นไปถึงขั้วหัวใจ

            สายตาที่กวาดมองไปยังชั้นวางสมุนไพรวิญญาณชั้นแล้วชั้นเล่าของไป๋ฉางเซิงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

            แม้เขาจะไม่รู้ว่าสมุนไพรเหล่านี้ชื่ออะไรหรือมีสรรพคุณอย่างไรแต่นั่นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือถ้าเขาสามารถสวาปามสมุนไพรพวกนี้เข้าไปได้หมดต่อให้ใช้แค่กองสมุนไพรทับถมกันก็น่าจะดันค่าพลังเลือดของเขาให้ทะลุหนึ่งหมื่นจุดได้สบายๆ

            แน่นอนว่าถ้าไป๋ฉางเซิงขืนกินเข้าไปรวดเดียวหมดสิ่งที่รอเขาอยู่อาจจะไม่ใช่การเลื่อนระดับแต่เป็นการที่ร่างกายรับพลังไม่ไหวจนตัวแตกตายแทน

            “แผนการเพาะเลี้ยงเจ้าตัวเล็กนี่จะใช้เวลาทั้งหมดเจ็ดวัน”

            “สองวันแรก ฉันจะใช้ยาเพื่อกระตุ้นร่างกายของมันอย่างล้ำลึกเพื่อให้ส่วนลึกในร่างกายของมันตื่นตัวขึ้นมา”

            “ในช่วงนี้ ความสามารถในการย่อยของมันจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลและในขณะเดียวกันมันจะตกอยู่ในสภาวะหิวโหยอย่างถึงที่สุด”

            “แต่ช่วงเวลานี้เธอห้ามป้อนอะไรให้มันกินเด็ดขาด”

            “การคงสภาวะหิวโหยขั้นสุดเป็นเวลานานจะบีบให้ร่างกายเริ่มย่อยสลายและขับสิ่งเจือปนที่ไร้ประโยชน์หรือเป็นโทษในตัวออกมาเอง”

            “หลังจากผ่านไปสองวัน เมื่อสิ่งปฏิกูลต่างๆ ในร่างกายถูกเผาผลาญจนหมดแล้วฉันจะป้อนยาเสริมพลังเลือดให้เพียงพอเพื่อให้ค่าพลังเลือดของมันพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด”

            “หลังจากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนการใช้สมุนไพรวิญญาณเพื่อกระตุ้นสายเลือดมังกรในตัวมันออกมาให้ถึงที่สุด”

            “ส่วนผลสุดท้ายจะกลั่นสายเลือดให้บริสุทธิ์ได้ถึงระดับไหนนั้นไม่มีใครรับประกันได้”

            “แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรพลังเลือดและศักยภาพของมันจะยกระดับขึ้นอย่างแน่นอน”

            คณบดีเฉียนหันไปมองไป๋ฉางเซิงก่อนจะครุ่นคิดแล้วเสริมอีกประโยคว่า “แต่กระบวนการทั้งหมดนี้มีความเสี่ยงในระดับหนึ่ง”

            “หากรับแรงกดดันจากการฝืนกลั่นสายเลือดไม่ไหวก็มีโอกาสสูงมากที่จะต้องจบชีวิตลง”

            “จะดำเนินการต่อหรือไม่ เธอเป็นคนตัดสินใจเอง”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน