กวานจื่อเซิงถอนหายใจยาว
“ข้ากินซาลาเปารสเดิมจนจะหายใจออกมาเป็นซาลาเปาแล้วนะเหยียนเอ๋อร์! แวะซื้อเสบียงเถิด ข้ากลัวว่าพอไปถึงเมืองเป่ยแล้วเราจะหาซื้อของดีๆ ไม่ได้” ชายหนุ่มโอดครวญ
แม้เสบียงอาหารของพวกเขายังเพียงพอ แต่ทว่าทุกอย่างล้วนเป็นของที่เพิ่มจำนวนมาจากเหรียญทองคำทั้งนั้น จึงทำให้มีแต่ของกินเดิมๆ ไม่กี่ชนิด
กวานซูเหยียนไม่ได้คิดมากเรื่องอาหารการกินที่ซ้ำไปซ้ำมา แต่ในเมื่อยังไม่รู้ว่าเมืองเป่ยมีสภาพเป็นอย่างไร ก็ควรกันไว้ดีกว่าแก้ “ก็ได้…ซื้อของเพิ่มไว้หน่อยก็ดี”
นางล้วงถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้เมิ่งหรู แต่นางยังไม่ทันเอ่ยปากสั่งว่าต้องซื้ออะไรบ้าง ซูเซิ่นอี้ก็ยกมือขึ้นคล้ายกับกำลังขอเสนอความเห็น
“มีอะไรหรือท่านลุงซู?”
“ฮูหยินเราควรประหยัดเงินที่เหลืออยู่ให้มากที่สุดนะขอรับ เรายังไม่รู้เลยว่าวันข้างหน้าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง หากไปถึงเมืองเป่ยแล้วยังหางานหาเงินไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรกัน”
กวานซูเหยียนพยักหน้าช้าๆ “นั่นก็จริง..การใช้เงินต้องคิดถึงวันหน้าด้วย ไม่สู้เราอดทนอีกสักหน่อยดีพี่ห้า เอาไว้ให้เรามีที่อยู่ที่กินแน่นอนแล้ว หลังจากนั้นท่านอยากกินอะไรข้าจะจะไม่ห้ามท่านเลย ดีหรือไม่เจ้าคะ”
กวานจื่อเซิงทำหน้าบูด แต่ไม่กล้าต่อปากต่อคำ “ก็ได้ ๆ… ไม่ซื้อของกินก็ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องพักที่นี่สักระยะหนึ่งก่อน ท้องเจ้าเจ็ดเดือนแล้ว พักผ่อนให้ร่างกายแข็งแรงดีแล้วค่อยเดินทางกันต่อ”
ระหว่างที่กวานซูเหยียนรับถุงเงินคืนมาจากเมิ่งหรู ซูเซิ่นอี้ก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“ถึงเราจะยังไม่ถึงเมืองเป่ย แต่…เราก็สามารถทำการค้าหาเงินเพิ่มระหว่างพักที่เมืองกวงเฉิงได้นะขอรับ รวบรวมเงินทุนให้มากขึ้นอีกหน่อย แล้วค่อยเดินทางไปยังเมืองเป่ยก็ยังไม่สาย”
กวานซูเหยียนชะงัก หันไปมองเขาอย่างสนใจ
“ที่นี่เป็นจุดผ่านทาง พ่อค้าต่างเมืองนำของมาขายกันเสรี หากเรานำของที่มีอยู่ออกไปขายทำกำไรบ้าง อย่างน้อยก็ไม่ต้องควักเงินค่าที่พักเองมิใช่หรือขอรับ”
“เป็นความคิดที่ดีนะเจ้าคะ ถึงขายไม่ได้เราก็เก็บเอาไว้กินเองได้ ลองดูเถิดเจ้าค่ะฮูหยิน!” เมิ่งหรูสนับสนุนเต็มที่
กวานซูเหยียนหยุดคิดอยู่พักเดียวก็ยินยอม “ก็ได้ แต่เราจะเอาอะไรไปขายดีเล่า ที่มีอยู่ก็มีเพียงอาหารกับเสื้อผ้าเท่านั้น”
ซูเซิ่นอี้ยกมือรับคำทันที “ฮูหยินรออยู่ที่เกวียนก่อนขอรับ เดี๋ยวข้าจะไปสำรวจดูว่าผู้คนค้าขายอะไรกันบ้าง”
เขารีบก้าวออกไปเพียงไม่นานก็กลับมา สีหน้าเต็มไปด้วยความคิดที่ตกผลึกแล้ว
“ข้าเดินดูมารอบหนึ่งแล้วขอรับ ของที่ขายกันส่วนใหญ่เป็นเครื่องดนตรี งานแกะสลัก ถ้วยชาม และของจิปาถะต่าง ๆ แต่ที่ขายดีสุดเห็นจะเป็นพวกผักกับอาหารสด คนผ่านทางซื้อเก็บไว้เป็นเสบียงกันตลอด”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “ถ้าเราจะลองทำกำไร อาหารที่เรามีอยู่นั่นแหละขอรับ เหมาะที่สุดแล้ว”
เมิ่งหรูรีบปีนขึ้นไปบนเกวียนแล้วค้นของอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานนางก็จัดวางของทั้งหมดที่มีได้อย่างเป็นระเบียบ
“เรามีข้าวสวย ถั่วต้ม ซาลาเปา เนื้อแห้ง แป้งย่าง และผักสดเจ้าค่ะ”
กวานซูเหยียนให้ความสนใจไปที่ผักเหล่านั้นเป็นพิเศษ พวกมันเป็นผักที่นางกับเมิ่งหรูตั้งใจซื้อมาไว้ปรุงอาหารกินเองระหว่างทาง ทว่ากลับไม่มีโอกาสแม้แต่จะก่อไฟสักครั้ง
นางซื้อมันมามากเกินไป และหากจะทิ้งไปก็เสียดาย จึงได้แต่จัดผักทุกชนิดวางลงบนเหรียญทองพร้อมกับเสบียงอาหารอื่นเพื่อเพิ่มจำนวนไว้ให้มีของสดใหม่อยู่เสมอ จนถึงวันนี้ก็มีผักสดหลายตะกร้า และมีมากเกินไปแล้วด้วยซ้ำ
“ถ้าจะขายซาลาเปากับถั่วต้ม ก็ต้องมีเตา ของพวกนี้ต้องตั้งไฟอุ่นให้ร้อนอีกที…ยุ่งยากเกินไป ของที่ขายง่ายที่สุดก็เห็นจะเป็นผักนี่แหละ ผักจากหลายวันก่อนที่เพิ่มจำนวนไว้ก็ยังไม่เหี่ยว ข้าว่าเหมาะแล้วล่ะ”
นางหันไปบอกซูเซิ่นอี้ “ท่านลุงซู กลับไปที่ตลาดอีกครั้ง แล้วหาซื้อตะกร้าเล็กๆ สำหรับแบ่งผักมาให้ข้าสักสี่ห้าใบเถิด”
“ขอรับฮูหยิน” ชายร่างเล็กรับคำแล้วรีบก้าวออกไปทันที
เมื่อเขาจากไป กวานซูเหยียนก็เริ่มเตรียมการ ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ต้นหอม ผักกวางตุ้ง เห็ดหอมสด ของเก่าที่เพิ่มจำนวนไว้ทุกวันแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และยังไม่เน่าเสีย ถูกนำมากองรวมกัน คำนวณด้วยสายตาก็น่าจะมีถึงหนึ่งร้อยชั่ง (ราว 50 กิโลกรัม) เลยทีเดียว!
“แบ่งเอาไปขายสักสี่สิบชั่งก่อนแล้วกัน ที่เหลือเก็บเอาไว้ใช้เพิ่มจำนวนในวันพรุ่งนี้"
เมื่อซูเซิ่นอี้กลับมาพร้อมตะกร้าหลายใบ เขากับเมิ่งหรูก็ขนผักไปตั้งแผงริมทางร่วมกับพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นทันที
ส่วนกวานซูเหยียนยังคงนั่งพักอยู่บนเกวียนใต้ร่มผ้า โดยมีกวานจื่อเซิงคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง นางเพียงมองการเคลื่อนไหวของแผงผักจากระยะไกล ไม่ได้เข้าไปคลุกคลีด้วยตนเอง
ไม่นานนัก ชาวบ้านที่เดินตลาดอยู่แล้วก็เริ่มหันมาสนใจแผงผักของพวกเขา
ผักสดสีเขียวจัดวางเรียงเป็นระเบียบ แตกต่างจากแผงอื่นที่ผักเริ่มเหี่ยวเฉา ผู้คนจึงค่อย ๆ มามุงดู ก่อนจะกลายเป็นการแย่งซื้อในที่สุด
กวานจื่อเซิงที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างเกวียนเหลือบมองไปทางแผงผักเป็นระยะ เมื่อเห็นชาวบ้านพากันมามุงจนแน่น เขาก็อดกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจไม่ได้
“น้องสาว! เป็นอย่างที่เจ้าบอกเอาไว้จริงๆ ว่าการเดินทางครั้งนี้จะทำให้พวกเราร่ำรวย! เจ้าดูสิ คนมาแย่งซื้อผักของเรากันใหญ่เลย ทีนี้เจ้าก็ยอมให้ข้าไปหาอาหารดีๆ ในโรงสุรากินได้แล้วสินะ!”
กวานซูเหยียนกลอกตามองพี่ชายต่างสายเลือดของนางอย่างดูแคลน
“พี่ห้า ท่านอายุเท่าใดแล้วหรือเจ้าคะ?”
“ข้าแก่กว่าเจ้าสามปี ปีนี้เจ้าสิบแปดแล้ว ข้ายี่สิบเอ็ดอย่างไรเล่า ถามทำไมหรือ?”
“ข้าก็แค่อยากรู้..ว่ายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาท่านใช้ชีวิตมาแบบใดกันแน่..ผักพวกนั้นขายได้ชั่งละเจ็ดหรือแปดอีแปะเท่านั้น ขายทั้งหมดรวมกันแล้วเราก็ยังได้เงินไม่ถึงครึ่งตำลึงด้วยซ้ำ!” นางผลักมือเขาที่เขย่าแขนนางเมื่อครู่ออกด้วยท่าทางรังเกียจ
“ผักนั่นไม่ได้ทำจากทองคำ! และท่านก็ควรรู้ตัวไว้ด้วยว่ายามนี้เราเป็นชาวบ้านสามัญชนที่ยากจน เงินทุกอีแปะที่หามาได้ต้องใช้อย่างคุ้มค่า ลืมเรื่องโรงสุราอะไรนั่นของท่านไปได้เลย!”
ชายหนุ่มหันมาอ้าปากค้าง ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าผักจะมีราคาถูกเหมือนให้เปล่าเพียงนั้น “ถึงว่าสิ..ชาวบ้านพวกนั้นใส่เสื้อผ้าราคาถูก ดูไม่เหมือนคนมีเงินสักนิดแต่กลับรุมซื้อผักกันคนละกำสองกำได้สบายๆ ที่แท้ผักก็ไม่มีค่าอะไรเลย..” เขาทำคอตกแล้วปีนขึ้นมานั่งบนเกวียนตามเดิม
“แต่!! เจ้าบอกว่าหากตั้งหลักได้ เจ้าจะหาของกินที่ข้าต้องการมาให้นี่! ดังนั้นหน้าที่หาเงินมาให้พอกับค่าสุราอาหารก็เป็นของเจ้า! เจ้าต้องคิดให้ได้สิว่าจะเอาของสิ่งใดมาทำการค้าให้ได้เงินมากๆ!” เขาชี้นิ้วสั่งหญิงสาว
กวานซูเหยียนเลิกคิ้วขึ้นสูง พลางแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
นางชี้มือไปที่พื้นดินข้างเกวียนพร้อมกับเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ลงไป”
ชายหนุ่มใบหน้างามชะโงกหน้ามองไปที่พื้น “เจ้าทำของตกงั้นรึ?”
“เปล่า..ข้าเพิ่งรู้ตัวว่าข้าคิดผิดที่ร่วมทางกับท่าน! ข้าจะให้เงินท่านก้อนหนึ่งแล้วเราก็แยกทางกันตรงนี้เถิด!”
กวานจื่อเซิงสะดุ้งเฮือก เมื่อเห็นแววตาเย็นเยียบของหญิงสาว ใบหน้างามพลันซีดลงทันตา
“ดะ…เดี๋ยวก่อน! ข้าจะไม่เรื่องมากอีกแล้ว! จะไม่พูดถึงโรงสุรา ไม่พูดถึงอาหารดี ๆ อีกแล้วก็ได้! เจ้าอย่าไล่ข้าไปเลยนะน้องสาว!”
กวานซูเหยียนกอดอก มองเขาด้วยสายตาไม่แยแส
“ท่านจะไปหรือไม่ไปก็เรื่องของท่าน ในเมื่อเราก็ไม่ได้เป็นพี่น้องแท้ ๆ กันอยู่แล้ว ข้าไม่จำเป็นต้องดูแลท่าน”
คำพูดนั้นเหมือนมีดที่แทงตรงใจ ชายหนุ่มหน้าเสียไปชั่วขณะ
“ต่อให้ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน…แต่สำหรับข้า เจ้าก็เป็นน้องสาวเพียงคนเดียว” เขารีบพูดเสียงรัว “ข้าไม่มีใครแล้วนะเหยียนเอ๋อร์! ถ้าไม่มีเจ้า ข้าจะไปพึ่งใครได้อีก”
หญิงสาวเบือนหน้าหนีเล็กน้อย “ข้ามีเมิ่งหรูก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีท่านเพิ่มภาระ”
“ไม่ ๆ ข้าไม่ใช่ภาระ!” กวานจื่อเซิงรีบยกมือขึ้นทำท่าสาบาน “จากนี้ไป เจ้าให้ข้าทำอะไร ข้าจะทำหมด! ข้าจะไม่เอาแต่ใจอีกแล้ว ข้าสาบานได้เลยนะน้องสาว! หากข้าผิดคำพูด ขอให้ข้าไม่มีของกินอร่อยไปตลอดชีวิต!”