ตอนที่ 83 หลี่ซื่อชิ่น
สถานที่ซึ่งอันตรายมากที่สุดมักจะเป็นสถานที่ซึ่งปลอดภัยมากที่สุด แต่สถานที่ซึ่งปลอดภัยที่สุดนั้นก็อาจจะเป็นสถานที่ซึ่งอันตรายที่สุดได้ด้วยเช่นกันหยางไคที่ตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนไม่อาจรวบรวมสติเอาไว้ได้อีก จึงจำเป็นต้องคลายออกจากสมาธิแต่แม้จะคลายจากสมาธิแล้วหนุ่มน้อยก็ยังคงนั่งขัดตะหมาดอยู่บนเตียง พร้อมด้วยคำถามที่เกิดขึ้นวนเวียนในศีรษะอย่างมากมายมหาศาลว่า ‘มันเกิดอะไรขึ้น ?’‘ทำไมต้องเกิดเรื่องนี้เช่นนี้ขึ้นกับเรา ?’‘เหตุใดเราต้องพบเจอกับชะตากรรมอันโหดร้ายนัก ?’ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ เขาไม่อาจจะนำเรื่องพื้นที่ดินปลูกนี้ไปเล่าและปรึกษากับผู้ใดได้เลยแม้กระทั่งท่านยายอันเป็นที่รักของตน จึงจำเป็นต้องนิ่งเงียบไปเพื่อพยายามหาทางออกด้วยตนเองโดยเร็วที่สุด แต่ดูเหมือนยิ่งรีบก็ยิ่งนำให้หนุ่มน้อยเกิดร้อนรนจนไม่อาจแก้ไขอะไรได้เลยสักอย่าง และครั้นจะออกปากขอความช่วยเหลือจากคนในตระกูลอีกรอบก็นึกละอายแก่ใจนัก เพราะทุกคนก็ต่างช่วยเหลือเขามาอย่างเต็มที่กันแล้ว ทั้งตนเองก็ไม่อาจแจ้งเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นออกไปได้อีก หยางไคจึงไม่รู้ว่าจะหันหน้าออกไปทางใด หรือพึงพาผู้ใดได้อีกเลย......กาลเวลาก็ล่วงผ่านนานเป็นเดือน จนทำให้เกิดคำถามจากผู้คนทั้งหลายว่า เมื่อไหร่กันแน่ที่เขาจะได้ไปบรรจุในตำแหน่งเจ้าเมือง ? ซึ่งผู้คนที่ว่านั้นย่อมจะเป็นคนในตระกูลหยางเอง หรือแม้แต่ท่านยายจูรั่วซี ที่เฝ้ารอฟังข่าวดีในทุก ๆ วัน..และแล้ววันหนึ่งก็มีจดหมายมาถึงเรือนรับรองของหยางไค นางจูรั่วซีจึงเก็บเอาจดหมายไว้ให้กับหลานชายของตน พอใกล้จะถึงเวลาเที่ยงวัน หยางไคนั้นก็นึกอยากจะกลับมากินข้าวที่บ้านกับท่านยาย พอทราบว่ามีจดหมายส่งมาก็เปิดออกอ่านดู จึงทราบว่าเป็นจดหมายเชิญให้มาเป็นแขกของพรรคกระยาจก ซึ่งได้ส่งตรงมาถึงเขา ทั้งได้ลงชื่อหลี่ซื่อชิ่นผู้เป็นหัวหน้าพรรค แต่มิได้แจ้งความประสงค์ว่าอีกฝ่ายต้องการพูดคุยในเรื่องใดแน่ ? ซึ่งหากเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพรรคกระยาจกแล้ว สิ่งที่หยางไคพอจะคาดเดาและนึกออกได้บ้างย่อมเป็น ‘พัดหยก’ เล่มนั้นอย่างแน่นอน และหากวันนี้เจ้าของของมันต้องการจะกลับนำคืนไป เขาก็คงไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น หยางไคจึงแวะเข้าไปที่สภาขุนนางเพื่อลางานในช่วงบ่าย จากนั้นติดกระบี่ขี่ม้าขาวแล้วควบออกจากประตูชั้นในเพื่อมุ่งหน้าไปยังตัวเมืองชั้นนอกของเมืองเป่ยจิงทางทิศตะวันตกครั้นควบม้าพาเจ้าข้าวเข้าไปในเขตรับผิดชอบของพรรคกระยาจกอันยิ่งใหญ่แล้ว หนุ่มน้อยหยางไคก็เห็นขอทานน้อยใหญ่ตั้งแถวยืนรอรับกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยนัก จึงเกิดความประหลาดใจอยู่เช่นกัน แต่ก็ยังควบม้าต่อไปจนถึงตึกใหญ่โอ่โถงอันเป็นสถานที่ตั้งของสำนักกระยาจกจนหยางไคเองก็ยังอดสงสัยมิได้ว่า ‘แท้จริงแล้ว ขอทานเหล่านี้ทำอาชีพอะไรกันแน่ ?’ ย่อมสืบเนื่องมาจากที่หลี่เจียอินประมุขพรรคกระยาจก รุ่นที่ 32 พร้อมด้วยผู้อาวุโสในพรรคอีก 3 คน ได้เดินทางขึ้นเหนือไปยังมณฑลเหลียวหนิง (辽宁省) คาบสมุทรเหลียวตงพร้อมด้วยศิษย์จำนวนหนึ่ง ด้วยหวังจะเสาะหาโสม 300 ปี เพื่อมาเยียวยารักษาผู้อาวุโสสองคนพรรคที่นอนป่วยหนักจากพิษร้ายที่อาบอยู่ปลายเกาทัณฑ์ของทหารมองโกลแต่ระหว่างทางลงเขานั้นเกิดอุบัติเหตุแผ่นหิมะที่ปกคลุมไว้นั้นล่วงหล่นลงจากหน้าผาใหญ่จนเกิดความสูญเสียขึ้น ยกเว้นเพียงประมุขและเหล่าผู้อาวุโสที่เอาตัวรอดมาได้ด้วยวิชาตัวเบาระดับ 4 ‘ฝ่าเท้าท่องลม’ หลี่เจียอินประมุขพรรครุ่นที่ 32 กลับมองไปใต้แผ่นหิมะนั้น เห็นเป็นหินสีขาววาวอยู่ ครั้นลงไปสำรวจจึงทราบว่าเป็นหยกขาวเนื้อบริสุทธิ์ จนสืบมาอีกสองรุ่น ฐานะทางการเงินของพรรคกระยาจกจึงพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังเท้า แม้ศิษย์ในพรรคยังดำรงอาชีพเดิมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น แต่สำหรับผู้บริหารในพรรคกลับมีหน้าที่ดูแลกิจการเหมืองหยกให้มั่นคงเอาไว้ก็เป็นอันใช้ได้แล้ว !!.....หลังจากหยางไคลงจากหลังเจ้าขาว ศิษย์ในพรรคกระยาจกก็รีบโค้งคำนับแล้วรับม้าไปดูแลไว้ที่คอกม้าเป็นอย่างดี ส่วนผู้อาวุโสทั้งห้าคนก็ออกมาต้อนรับด้วยตนเองอย่างอบอุ่น ซึ่งการพบเจอกันในครั้งนี้เอง จึงทำให้หยางไคสามารถนึกออกแล้วว่าผู้อาวุโส 1 ใน 5 นั้นเป็นใครกันกันแน่จึงถึงกับหลุดปากไปว่า“พี่หลิว ? ท่าน ?” หลิวชิ่งเป็นหนึ่งในห้าที่เคยเดินทางไปหาเขาที่โรงเตี๊ยมซึ่งได้มอบพัดหยกให้กับมือแต่เขากลับจดจำไม่ออก จนวันนี้เองเมื่อมาพบเจอกันอีกครั้ง หนุ่มน้อยจึงเริ่มเข้าใจในบางเรื่องราวแล้ว แต่ก็ยังก้าวเดินตามทุกคนเข้าไปครั้นเข้าไปที่ข้างในตัวตึก หนุ่มน้อยก็พยายามกวาดสายตามองหาสตรีผู้หนึ่งแต่ก็ยังไม่พบเห็น จนเดินมาถึงห้องรับแขกหรูหราซึ่งมีชายวัยกลางคนนั่งอยู่อย่างสง่าผ่าเผย รูปร่างหน้าตาของเขานั้นช่างสมกับเป็นยอดคน และแน่นอนว่าหยางไคไม่อาจวัดหยั่งขุมพลังของอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่นิดเดียว ฝ่ายหลี่ซื่อชิ่นเห็นหนุ่มน้อยรูปร่างหน้าตาดีเหน็บกระบี่สีขาวแลดูองอาจอย่างที่จอมยุทธชั้นแนวหน้าสมควรจะเป็น ในใจจึงนึกนิยมชมชอบอยู่ไม่น้อยเลย ทั้งภาคภูมิใจในสายตาของลี่หลินผู้เป็นบุตรสาวเป็นอันมาก จึงลุกขึ้นยืนเพื่อรับคำนับจากหยางไค แล้วเชื้อเชิญให้นั่งลงบนเก้าอี้ที่ได้ตระเตรียมเอาไว้รอฝ่ายเด็กรับใช้ทั้งปวง ก็ยกเหล้ายาและอาหารเข้ามาจัดเรียงรายบนโต๊ะเป็นจำนวนมากโดยมิต้องบอกกล่าวแต่ประการใดเลย พอเจ้าภาพเริ่มรับประทานอาหาร หยางไคซึ่งได้กินกลางวันมาแล้ว จึงใช้ตะเกียบคีบเอาอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมารับประทานตามมารยาท แต่รสชาติที่เอร็ดอร่อยล้ำเช่นนี้ย่อมมาจากรสมือที่ตนเองก็เคยสัมผัสมาก่อนมิใช่หรอกหรือ ? จึงรับประทานเพลิน ๆ ไป พร้อมกับการดื่มสุรารสเลิศลงไปอย่างมิรู้เนื้อรู้ตัวผ่านไปสักพักฝ่ายหลี่ซื่อชิ่นซึ่งเฝ้ามองดูอยู่ เห็นอีกฝ่ายดื่มสุราลงไปไม่ต่างจากดื่มน้ำเปล่าเลยสักนิดเดียว ก็รู้สึกนับถืออยู่ไม่น้อย จึงกล่าวไปว่า"ฮั่งลิ้มช่างมีฝีมือด้านการสุราดังที่หลิวชิ่งได้เคยบอกกล่าวเอาไว้ไม่มีผิด" หยางไคเห็นอีกฝ่ายเริ่มสนทนาแล้ว จึงเริ่มกล่าวเข้าเรื่องว่า"สุรารสเลิศจึงดื่มกินได้สะดวกนัก ซึ่งท่านประมุขเชื้อเชิญข้าพเจ้ามาในวันนี้ จะมีเรื่องชี้แนะประการใดหรือขอรับ" แม้ปากหนุ่มน้อยจะกล่าววาจา แต่สายตาคล้ายกำลังมองหาผู้คนอยู่ โดยเฉพาะหากมีหญิงรับใช้เดินมาเดินไปแล้วก็ยิ่งจ้องมองโดยละเอียดนัก หลี่ซื่อชิ่นจึงกล่าวถามไปอย่างรู้ทันว่า"วันนี้มีธุระที่มีคนไหว้วานข้าจริง แต่มิทราบว่าฮั่งลิ้ม กำลังมองหาผู้ใดอยู่หรือไม่เล่า ?" หยางไคเห็นอีกฝ่ายกล่าวเปิดโปงเช่นนั้นก็นึกละอายใจ แต่ด้วยความสงสัยที่ค้างคาในใจนักย่อมต้องการถามไถ่บางเรื่องราว จึงตอบโดยอ้อมไปว่า"ข้าพเจ้ากำลังมองหาพี่หลิว เนื่องด้วยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี" จากนั้นจึงเล่าเรื่องราวที่หลิวชิ่งกับสตรีผู้หนึ่งได้ช่วยชีวินตนเอาไว้ตอนที่ตนเดินทางกลับไปสอบถงชื่อที่บ้านเกิด ประมุขหลี่ซื่อชิ่นพอได้เช่นนี้ก็ยิ้ม แล้วถามมาว่า"แล้วสตรีผู้นั้น ท่านมิรู้จักชื่อหรอกหรือ ?" หยางไคได้ฟังเช่นนั้นจึงกล่าวว่า"หามิได้ขอรับ นางมีนามว่าลี่หลิน นอกจากการยื่นมือช่วยเหลือในครานั้นแล้ว ก่อนหน้านั้นก็ยังช่วยชีวิตข้าน้อยอีกหนที่บนเรือสำเภา" อันที่จริงหลี่ลี่หลินนั้นได้ช่วยชีวิตเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่ถูกโจรร้ายปาระเบิดใส่ ณ ทางเปลี่ยว ทั้งแอบช่วยเหลือมาโดยตลอดตั้งแต่วันนั้น และในครั้งนี้เมื่อนางสืบทราบว่าหยางไคมีปัญหาใหญ่ในเรื่อง ‘ตั๋วทอง’ จึงอ้อนวอนให้บิดาออกหน้าช่วยเหลือด้วยเช่นกัน ฝ่ายหลี่ซื่อชิ่นซึ่งรักถนอมบุตรีเพียงผู้นี้ยิ่งกว่าดวงใจ จึงยื่นมือลงมาช่วยดูแล และเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเริ่มเปิดใจแล้ว จึงกล่าวไปว่า"หลี่ลี่หลินนั้นเป็นบุตรสาวของเราเอง และธุระในวันนี้ ก็เกี่ยวพันกับนางอีกด้วย"ว่าแล้วก็บอกให้คนใช้เข้าไปเรียกนางออกมาพูดจากัน..…เพียงสักครู่เดียวหญิงสาวในชุดสีขาวก็เดินออกมา และเมื่อลี่หลินมิได้อยู่ภายใต้ชุดนักเดินทางอย่างที่หยางไคเคยเห็นก็ช่างดูงามตาเป็นยิ่งนัก ผิวพรรณและดวงหน้าที่งดงามโดยธรรมชาติ แม้วันนี้ถูกเติมแต่งแต่เพียงเล็กน้อย กลับยิ่งขับความงามของนางให้เปล่งประกายยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะรูปร่างและส่วนสัดของผู้ฝึกยุทธ์นั้น แม้จะดูอ่อนโยนตามอย่างสตรีทั่วไป แต่กลับแน่นกระชับไปทุกสัดส่วนจนน่าลุ่มหลงเป็นอันมาก หยางไคจึงจ้องมองจนตาค้างไป แต่ในขณะที่คล้ายดังว่ากาลเวลากำลังหยุดนิ่งอยู่นั่นเอง กลับมีเสียงเอะอะโวยวายฟังดูคุ้นหู ลอยลมมาจากหน้าประตูทางเข้า ..แว่วดังมาว่า “พวกท่านกักขังพี่ใหญ่หยางของข้าพเจ้าไว้ใช่หรือไม่ เหตุใดจึงมิให้พวกเราเข้าไปเล่า!!” หยางไคจึงได้แต่คิดขึ้นในใจว่า เหตุใดเรื่องราวซ้ำ ๆ จึงมักเกิดขึ้นในเวลาที่สำคัญเช่นเสมอ..