The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๑๕๖ เหตุผลของภารกิจ ๑

            คราวนี้ พอบินมาถึงบริเวณเดิมที่เจอฤๅษีอุษา วิฬาร์กลับเห็นกระท่อมเล็กๆจากบนท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องจุดธูปเซ่นเหล้าหรืออัญเชิญดวงวิญญาณอีก

            ท่านยืนรอเขาอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดคล้ายรู้ล่วงหน้าว่าวิฬาร์จะกลับมาในเวลานี้พอดี

            และพอเขาลงจอดท่านก็เดินมาหาแล้วถามไถ่ด้วยความร้อนรน

            “เป็นไง เจ้าได้มันมาหรือเปล่า” มือเหี่ยวทั้งสองข้างของยักษ์ชรากำแล้วแบไปมาบอกว่าเจ้าตัวกำลังตื่นเต้นมาก

            วิฬาร์สัมผัสได้ว่าท่านรอคอยคำตอบของเขาด้วยความร้อนรนแม้ในใจจะมีแวบหนึ่งที่อยากเอาคืนที่ตนถูกส่งไปเผชิญชะตากรรมอันเลวร้าย ทว่าเมื่อเห็นอาการของท่านจิตสำนึกฝ่ายดีของเขาก็ทำไม่ลง

            “นี่ครับ ผลหฤทัยเทเวศร์ที่ท่านบอก” เขาไม่มัวมาพิรี้พิไรรีบส่งของให้ท่านทันที

            ฤๅษีอุษา เมื่อเห็นวิฬาร์หยิบผลหฤทัยเทเวศร์ขนาดเท่าถังน้ำมันออกมาเจ้าตัวก็รับมาด้วยสองมืออันสั่นเทา ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างให้วิฬาร์

            “ทำดีมาก”

            “เจ้าทำดีมากจริงๆ”

            ก่อนที่เจ้าตัวจะหัวเราะร่าออกมาอย่างเบิกบาน แล้วยกมือขึ้นลูบคลำผลหฤทัยเทเวศร์นั่นราวกับเป็นเด็กทารกในอ้อมกอด

            วิฬาร์ที่เห็นรอยยิ้มและท่าทีของท่านทำได้เพียงแต่กัดฟันยิ้มขื่นส่ายหัวอย่างไร้คำพูด ท่านคงไม่รู้ว่าเพื่อผลไม้บ้าบอนี่เขาต้องเลือกระหว่างมันกับอะไร

            แม้จะตัดสินใจเลือกเจ้าผลนี่ในวินาทีสุดท้ายทว่าหัวใจเขายังคงรู้สึกเจ็บแปลบอยู่ไม่น้อย ที่ไม่ได้เลือกนิ้วเพชรของนนทกออกมา

            เขายืนรอให้ท่านดื่มด่ำกับช่วงเวลาของตัวเองอย่างรู้มารยาทจากนั้นเมื่อเห็นว่าท่านสงบอารมณ์ได้แล้ว ก็เอ่ยปากถาม

            “ว่าแต่ ผมจะพบท่านฤๅษีโคบุตรได้ยังไงหรอครับ”

            เขาเห็นว่าฤๅษีอุษาที่เพิ่งสงบใจ ไม่ได้มีท่าทีหงุดหงิดที่ถูกถามถึงโคบุตรแม้แต่น้อยกลับกัน ท่านกลับยิ่งยิ้มกว้างเข้าไปอีก เมื่อได้ยินวิฬาร์ถามถึง

            “เจ้าได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้”

            พอสิ้นคำ เบื้องหน้าวิฬาร์ยักษ์ชรากายเหลืองที่เดิมดูอ่อนแอ บัดนี้ทั่วร่างกลับเกิดการเปลี่ยนแปลง

            กล้ามเนื้ออันเหี่ยวย่นพลันกระชับได้รูปขึ้นมาหลังที่งองุ้มก็ยืดตรงขึ้น สองแขนขาคล้ายได้รับการย้อนเวลาจนเขม็งแน่นแม้แต่ใบหน้าอันชราภาพ ก็ถูกย้อนวัยจนคล้ายกับยักษ์หนุ่มผู้องอาจ ส่วนสูงเดิมของท่านก็พลันขยายใหญ่ขึ้นอีกหลายช่วง

            ก่อนที่เสียงของระบบ จะเผยความจริงให้เขารู้

            “ผู้เล่นวิฬาร์ พบฤๅษีโคบุตรปรมาจารย์แห่งเผ่ายักษ์ เลเวล 450”

            แม้ยังคงอยู่ในชุดหนังเสือมอซอตัวเดิมทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมา กลับดูราวกับสิงห์หนุ่มวัยฉกรรจ์แววตานั้นสงบดุจทะเลไร้คลื่น ทว่าแฝงเร้นไว้ด้วยพลังอันไร้ก้นบึ้ง หากนำท่านในตอนนี้ไปยืนเทียบกับนวนันท์หรือแม้แต่พิเภกในภารกิจเผ่าพันธุ์ยักษ์ เกรงว่าจะมีแต่จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าด้วยซ้ำ

            ซ้ำแล้วท่านยังเป็น NPC เลเวลสูงที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมาไม่ว่าจะตอนนี้ หรือในอดีต

            พระเจ้าช่วย! เลเวลสี่ร้อยห้าสิบถ้วน

            ขนาดเจอกับอรชุนหรือมายันตนาคราชเขาที่ได้รับบัฟจากป่ามายายังวิ่งจนป่าราบ ไม่อยากจะคิดเลยว่าหากท่านหวดมือใส่เขาเลือดยังไม่ตกถึงพื้น เขาก็คงกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว

            สมองวิฬาร์พลันนึกถึงเรื่องงี่เง่าหลายอย่างที่ตนล่วงเกินท่านไปทั้งมอมเหล้า ใช้เหล้าหลอกท่านออกมา และยังมีเรื่องนั้นเรื่องนี้อีก

            ฉิบหาย!!!

            “ทะ…ท่านคือโคบุตรมาโดยตลอด?”เขาถามอย่างไม่อยากเชื่อสายตา แข้งขาเริ่มอ่อนระทวย

            “ใช่”

            “ถะ…ถ้าอย่างนั้น…” ถ้าอย่างนั้น?

            ถ้าอย่างนั้นอะไร?

            สมองวิฬาร์ลัดวงจรไปชั่วขณะปากเรียวสั่นไหวคล้ายควบคุมอารมณ์ไม่ถูกในสมองคล้ายมีเรื่องร้อยแปดประการไหลผ่านจนสับสน

            “ฮ่าๆ อย่าเพิ่งตกใจไป เจ้ายังมีเรื่องน่าตระหนกกว่านี้รออยู่”

            “ระ…เรื่องอะไรครับ?” สติยังคงไม่เข้าร่างวิฬาร์เจ้าตัวจึงพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก จิตวิญญาณสั่นสะท้าน

            “ผู้เล่นวิฬาร์ผ่านภารกิจลับ พิชิตร่างอวตารของทศกัณฐ์ขั้นที่ 3

            ภารกิจดังกล่าวเป็นภารกิจต่อเนื่องผู้เล่นสามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่หน้าต่างของระบบ

            ได้รับพลังอำนาจบางส่วนจากร่วงอวตารผู้เล่นได้รับทักษะ องครักษ์แห่งเงา (A)

            ได้รับเกราะขา(ขวา) (A)  ของทศกัณฐ์(*ไอเทมมีความเสียหาย)”

            วิฬาร์ช็อก!

            เรื่องน่าตระหนกมีมากเกินไปแล้ว เขาไม่เข้าใจจริงๆว่าตอนนี้ตนกำลังฝันอยู่หรือเปล่า

            ทำไมจู่ๆ เขาถึงผ่านภารกิจทศกัณฐ์ขั้นสามได้เฉยเลย

            “นะ…นี่มันยังไงกันแน่ครับ?”เขาเอ่ยถามอย่างทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนบื้อเป็นตอไม้ ริมฝีปากสั่นระริกไม่รู้ว่าจะถามคำถามไหนในหัวก่อน

            “ในเมื่อข้าเป็นปรมาจารย์แห่งเผ่ายักษ์การที่เจ้าจะต้องมารับภารกิจจากข้า คงไม่ใช่เรื่องแปลกนี่?” ท่านเปรยถาม

            วิฬาร์ที่สติยังไม่เข้าที่เมื่อได้ยินต้นสายปลายเหตุของเรื่องก็พลันเข้าใจขึ้นมาทันที

            เดิมทีเขาก็คาดว่าตัวท่านอาจจะมีเบาะแสภารกิจขั้นต่อไปอยู่แล้วทว่าไม่นึกว่าจะถึงกับผ่านภารกิจตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอท่านเลย

            “แต่ว่าผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะครับก็แค่ไปเอาผลไม้นี่ออกมาเท่านั้นเอง” วิฬาร์คล้ายยังสับสนอยู่ จึงถามเพื่อให้ท่านช่วยคลายความสงสัย

            ยักษ์หนุ่มผู้สูงเกือบสามเมตรเพียงยิ้มรับคำพูดนั้นก่อนจะเอามือไพล่หลังแล้วเดินนำเขาไปยังแนวป่าอีกด้านวิฬาร์ที่หัวใจกำลังสั่นสะท้านจึงต้องเดินตามไปอย่างไร้ทางเลือกแม้ว่าในหัวจะมีคำถามหลายประการวนๆ อยู่ก็ตาม

            “นั่นคือบททดสอบที่ข้ามอบให้เจ้าเอง” ท่านพูดขณะที่เดินนำฝ่าแนวป่าอยู่เบื้องหน้า

            “เจ้าจำเมื่อครั้งที่ผ่านภารกิจทศกัณฐ์ครั้งแรกได้หรือไม่”

            เขาแปลกใจเล็กน้อย ที่จู่ๆท่านก็เปรยถามถึงเรื่องนั้น ซ้ำยังย้อนไปเสียไกลลิบ ทว่าวิฬาร์ไม่ต้องนึกนานเพราะเขายังคงจำรายละเอียดทั้งหมดได้อย่างชัดเจน

            “ผมจำได้”

            “รู้หรือไม่ ว่าภารกิจนั้น ทดสอบสิ่งใด”

            วิฬาร์คล้ายหาคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้เพราะเขาจำได้ว่าการทดสอบนั้น เจ้างูใหญ่บอกว่ามันถูกใจ ที่วิฬาร์เลือกเส้นทางแห่งการพึ่งพาตนเองไม่รอคอยโอกาสจากฟ้า ทว่าฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามด้วยกำลังของตนอย่างแท้จริงจึงลองตอบเท่าที่ประมวลเหตุการณ์มาได้

            “ทดสอบความเป็นตัวเอง?”

            เมื่อได้ยินคำตอบ โคบุตรก็ยิ้มให้อย่างไม่ตระหนี่

            “นับเช่นนั้นก็ไม่ผิดนัก ทว่าหากพูดกันตามจริงแล้วมันวัดความเป็นผู้นำในตัวเจ้า”

            ท่านเกริ่น แล้วพาวิฬาร์เดินบุกป่าต่อ

            ทว่าหลังจากที่เขาเดินตามท่านมาไม่กี่อึดใจพวกเขากลับมาโผล่ที่ยอดผาแห่งหนึ่งเหนือเกาะลงกาอย่างน่ามหัศจรรย์ ทั้งๆที่เขาจำได้ว่าแถบใกล้ๆ กับกระท่อมของท่าน ไม่มีพวกเนินผาแบบนี้แม้แต่แห่งเดียว

            เกรงว่านี่ อาจเป็นวิชาตัดทางข้ามมิติส่วนตัวของท่านเป็นแน่

            และเมื่อเขามองลงไปเบื้องล่าง ณ ปลายสายตาก็เห็นกำแพงยาวที่ค่อยๆ โค้งจนกลายเป็นวง ล้อมซากเมืองอันเก่าโทรมนั่นอยู่

            และด้านข้าง ก็มีกระโจมขนาดจิ๋วตั้งอยู่เป็นค่ายใหญ่มีคนเดินเข้าออกเป็นระยะ พร้อมกับมีการก่อสร้าง ย้ายวัสดุซ่อมแซมกำแพงอยู่ตลอดเวลา

            นั่นคือเมืองลงกา มันตั้งอยู่ตรงนั้นนั่นเอง

            โคบุตรคล้ายกำลังเสพความสุขที่ได้เห็นเมืองอันยิ่งใหญ่กลับมามีชีวิตอีกครั้งโดยไม่ได้สนใจสายลมหรือเศษหญ้าที่ปลิวมาปะทะร่าง ยืนตรงอย่างมั่นคงราวเสาหลักเมืองแต่ท่านไม่ได้ปล่อยให้วิฬาร์สงสัยนาน ก่อนจะอธิบายต่อโดยไม่ละสายตาไปจากเมืองที่กำลังเกิดใหม่นั่นเลย

            ท่านกล่าวว่า เมื่ออยู่กันเป็นสังคมใหญ่หากทุกคนคิดถึงแต่เรื่องส่วนตน เกรงว่าสังคมย่อมล่มสลายเรื่องนี้ไม่เว้นแม้แต่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยกันเอง

            และเพราะเหตุนี้ พวกมันจึงมีจ่าฝูงและพวกเราจึงมีผู้นำ เพื่อกำหนดสิ่งที่เป็นประโยชน์โดยรวมต่อสังคมนั้นๆ ขึ้นมาและพาทั้งหมด เข้าใกล้สิ่งนั้นไปพร้อมๆ กัน

            ไม่ว่าจะเป็นการล่าเพื่อยังชีพ

            หรือสงคราม เพื่ออยู่รอด

            อันว่าผู้นำ คือผู้กำหนดทิศทางเดินของคนหมู่มากหากผู้นำคิดสั้น อายุของสังคมนั้นย่อมสั้นตาม

            หากผู้นำคิดไกลอายุของสังคมนั้นย่อมก้าวไกลไร้ที่สิ้นสุด ดังนั้น การทดสอบหลังประตูยักษ์นั้นจึงมีขึ้นเพื่อดูว่าหากวิฬาร์มีพลังแห่งผู้นำ เขาจะนำพาผู้คนของตนไปในทิศทางใดและอย่างไร

            เขาจะยอมคิดถึงความสุขเพียงชั่วแล่นก่อสงครามโลกเพื่อความบันเทิงส่วนตน หรือช่วยเหลือเหล่าผู้เดือดร้อนโดยไม่สนความหนักเบาจำเป็น หรือเห็นแก่คนหมู่น้อยมอบประโยชน์ให้แก่ผู้ที่กราบไหว้บูชาพลังอำนาจที่เขามี ผูกความศรัทธาไว้กับตัวเอง

            เมื่อได้ฟังคำอธิบายดังกล่าว วิฬาร์ถึงกับร้องอ้อเสียงดังในใจที่แท้ นี่คือความหมายของการทดสอบนั่น

            “แน่นอนว่าเรื่องเช่นนั้น ไม่ได้แบ่งแยกถูกผิดชัดเจนแต่ถ้าถามจากมุมมองข้า ก็คิดว่าเจ้าใช้ได้เช่นกัน ที่ปล่อยให้พวกเขามีอิสระได้เลือกสิ่งที่ต้องการ ได้ล้ม ได้เจ็บปวด ได้ยินดี และได้ต่อสู้เพื่อตนเอง”ท่านชมจนวิฬาร์เริ่มรู้สึกตัวลอยขึ้นมา

            “และบททดสอบที่สอง เพื่อสิ่งใด รู้หรือไม่?”

            วิฬาร์ก้มหน้าลงแล้วใช้ความคิด หากดูเพียงตื้นๆการที่ร่างอวตารระดับราชายักษ์อย่างเขา จะมีพันธมิตรเป็นเจ้าเมืองสักคนก็ดูจะมีเหตุผลไม่น้อย ทว่า อ้างอิงจากคำอธิบายของท่านจากภารกิจแรกเมื่อครู่วิฬาร์ก็คล้ายรู้สึกว่ามันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่

            แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรเขาก็คิดถึงเหตุผลอื่นไม่ออกอีก

            “เพื่อหาพันธมิตรหรอครับ?”

            ท่านยิ้ม คล้ายเห็นว่าคำตอบวิฬาร์ค่อนข้างเข้าเค้า

            “หากจะเรียกว่าการเข้าสังคมข้าว่าน่าจะเข้าใจง่ายกว่า”

            การจะเป็นราชา เป็นผู้นำคนนับพันหมื่นเกรงว่าภาระที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ได้จำกัดเพียงคนของตนเองเท่านั้น เจ้าเมืองคนอื่นก็ต้องรู้จักคบค้าสมาคมด้วย

            เมื่อคนที่ต้องคบหานั้นเป็นเจ้าเมืองรับรองว่ามีแต่มากเรื่อง และมากความ เหตุเพราะแต่ละฝ่าย แต่ละเมืองย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกัน และมีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบไม่เหมือนกัน

            การจะพัฒนาความสัมพันธ์ต่อกันและกันย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะทำวันนี้ได้วันพรุ่งเหมือนตอนสั่งการคนของตนมันต้องมีความอดทน รู้จักการประนีประนอม ต้องรู้จักถอยรู้จักรุกไม่เช่นนั้นแทนที่จะได้ประโยชน์ อาจเสียประโยชน์เพราะยอมอีกฝ่ายมากเกินไปภารกิจนั้นจึงมีขึ้นเพื่อให้ผู้ครองร่างอวตารรู้จักการเข้าหาผู้อื่นด้วย

            วิฬาร์ที่ผ่านภารกิจมาด้วยวิธีอันป่าเถื่อนพอได้ยินความหมายของภารกิจก็พลันรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมา

            เหตุเพราะแทนที่เขาจะ ‘สร้าง’ ความสัมพันธ์ตามเจตนาของภารกิจทว่าเขากลับ ‘ฆ่า’ เจ้าเมืองคนเดิม แล้วเอาเพื่อนเข้าไปนั่งแทน

            สุดท้ายเจ้าตัวจึงยอมรับคำอธิบายของท่านด้วยสีหน้าเจี๋ยมเจี้ยมอ้อมแอ้มตอบคำว่าครับๆ เพื่อให้จบเรื่องไปโดยไว

            “หรือต่อให้เจ้าล่มเมืองทิ้งแล้วให้เพื่อนของตนนั่งแทน ก็นับว่าใช่เช่นกัน” ท่านเอ่ยคล้ายจะรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว

            วิฬาร์ที่ถูกจี้จุดเข้าให้พลันหน้าซีดขึ้นมาสองตาส่ายล่อกแล่ก ไม่เข้าใจว่านับว่าใช่ได้อย่างไร

            “เจ้าพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนของเจ้าในเวลาเพียงชั่วแล่นงั้นหรือ?” ท่านหันหน้ามาย้อนถาม คล้ายจะช่วยรำลึกความหลังให้

            “เจ้าไม่เคยต้องอดทนเมื่อมันทำอะไรไม่ได้ดั่งใจงั้นหรือ?”

            “หรือพวกเจ้าไม่เคยทุ่มเทความพยายามทั้งมวล เพื่อช่วยเหลือกันและกันบ้างหรือ?”

            เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว พริบตานั้นเหมือนกาลเวลาได้ย้อนกลับไปพร้อมกับภาพความสัมพันธ์ของพวกเขาเหล่าเศียรที่ผุดขึ้นดั่งสายน้ำริน

            ทั้งช่วงเวลาที่สุขและทุกข์ คละเคล้าปะปนกันไป

            เป็นช่วงเวลา ที่ความผูกพันของพวกเขาก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆจนผลิดอก ออกผลเป็นมิตรภาพที่แน่นแฟ้น ตั้งแต่การพบเจอพาราฟิน ฮาลอส และคนอื่นๆทีละคนๆ

            ถูกแล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

            พอเห็นวิฬาร์นิ่งไป ท่านก็เพียงอมยิ้มอ่อนๆไม่ขัดขวางห้วงคำนึงของเขา

            “และบททดสอบที่สาม ที่เจ้าเพิ่งผ่านนี้ล่ะ?เจ้าคิดว่าเพื่อสิ่งใด” ท่านถามอีกครั้ง

            “ความแน่วแน่หรอครับ?” วิฬาร์เองก็ลองคิดดูแล้วทว่านอกจากเรื่องนี้ เขายังตีความไปในทางอื่นไม่ค่อยออกนัก

            “ความน่าเชื่อถือต่างหาก” ท่านเฉลย



            พอเขียนมาถึงตรงนี้ ผมเองก็แอบกลับไปอ่านตอนทำภารกิจแรกๆ เหมือนกัน เลยแอบรู้สึกสงสารเจ้าหนุ่มวิฬาร์ขึ้นมาตงงิดๆ ผู้อ่านทุกท่านคิดงั้นมั้ยยย

    คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน