ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ณ โลกภายใน บนยอดเขาโภคาบรรพตซึ่งลอยตระหง่านอยู่กลางท้องฟ้าภาคกลางของโลกภายใน เป็ที่ตั้งแห่งสำนักเทพอัสนีย์ซึ่งเป็ 1 ใน 3 สำนักใหญ่สำนักนี้ไม่มีทางเข้าออกที่เชื่อมกับพื้นดิน ผู้ที่เดินทางเข้า-ออกสำนักจะต้องเหาะเข้ามาด้วยตนเอง หรือไม่ก็ใช้เรือเหาะเข้ามาจอด ณลานจอดเรือเหาะข้างๆเรือนลั่นทมเท่านั้น เป็สำนักอันดับหนึ่งซึ่งมีปรมาจารย์ 5 ธาตุที่มีชื่อเสียงมากมาย
ได้เกิดแสงประหลาดสีรุ้งขึ้นที่หอสมบัติใจกลางหมู่ตึกเบญจธาตุ แสงนี้ปรากฏขึ้นที่ชั้น 9 ซึ่งเป็ชั้นสูงสุดของหอสมบัติ โดยปกติแล้วจะไม่มีใครล่วงล้ำเข้าไปได้ นอกเสียจากเ้าสำนักและห้าเทพผู้พิทักษ์แห่งสำนักเทพอ้สนีย์เท่านั้น
ไม่นานนักภายในห้องเก็บอาวุธเทพ ชั้นที่ 9 ของหอสมบัติก็ปรากฏร่างบุรุษสูงโปร่ง ใบหน้าคมสัน ผิวขาว ผมยาวสีดำเป็มันถูกมัดขมวดไว้ด้านหลัง สวมชุดทักซิโด้สีขาวขลิบดำดูภูมิฐานและมีความสง่างามยิ่งนัก เวลา่ติดๆกันก็ได้ปรากกฏร่างบุรุษ 2 คน และสุภาพสตรีอีก 3 คน บุรุษแต่งกายลักษณะเดียวกันแต่ใช้สีครีม ส่วนสตรี 2 คน สวมชุดทักซิโด้ แขนสามส่วน กระโปรงสูงเหนือเข่าสีแดง รูปร่างเซ็กซี่ยิ่งนัก และสุภาพสตรีอีก 1 คน แต่งชุดทักซิโด้ หนังแขนสามส่วน กางเกงขาสั้นจู๋ สีดำ ตัดผมสั้นดูแอบเหมือนทอมแต่ใบหน้าสวยหวานยิ่งนักเธอคือเทพวายุ ร่างกายแต่ละคนดูภูมิฐานและมีความสง่างามยิ่งนัก ทั้ง 5 เมื่อปรากฏตัวขึ้นต่างก็พร้อมใจกันโค้งคำนับแล้วกล่าวกับชายผู้มาถึงก่อนว่า “คาราวะท่านเ้าสำนัก” ซึ่งมีเสียงตอบกลับมาว่า “ทำตัวตามสบายนะ พวกเ้ามาเร็วกว่าที่พ่อคิดไว้ซะอีกนะ สมแล้วที่เป็ 5 เทพผู้พิทักษ์แห่งสำนักเทพอ้สนีย์”
ท่านเ้าสำนักผู้นี้มีนามว่า “พรหมเมศ” ถึงจะมีอายุ 1,000 ปีแล้วยังดูหนุ่มเหมือนอายุไม่น่าจะเกิน 30 ปีก็เพราะว่าเขาอยู่ในระดับเอกยุทธ์สูงสุดแล้ว และยังเป็ 1 ใน 5 ผู้มีระดับสูงสุดในอาณาจักรโลกภายใน มีฉายาว่า “เทพเ้ากลางนภา” ตามที่เรารู้กันว่าผู้ที่สำเร็จระดับเอกยุทธ์สูงสุดก็หมายถึงเชี่ยวชาญทั้ง 5 ธาตุซึ่งเหนือกว่าระดับเอกยุทธ์ปกติซึ่งเชี่ยวชาญระดับที่ต่ำกว่า 5 ธาตุ ท่านเ้าสำนักเป็นักวิเคราะห์ เป็ผู้เฉียบแหลม เป็ผู้มากความสามารถ แต่ทุกสิ่งเขาจะไม่เผยออกมาให้ใครได้ทราบตรงๆ มีเพียงลูกสาวคนที่ 5 ฉายาเทพสุญตาเท่านั้นที่ล่วงรู้วาระจิตท่านเ้าสำนักเป็อย่างดี
ลูกๆ ทั้ง 5 มีฉายานามดังนี้ 1.เทพปฐวี 2.เทพวารี 3.เทพวายุ 4.เทพอัคคี 5.เทพสุญตา ทั้ง 5 ได้ถูกขนานนามว่าเป็ 5 เทพผู้พิทักษ์แห่งสำนักเทพอ้สนีย์ จัดเป็ยอดฝีมือขั้นพรหมยุทธ์หรือสูงกว่าดังนี้
เทพปฐวี ชื่อจริง “ปฐมพงษ์” เป็บุรุษผู้เชี่ยวชาญธาตุดิน ธาตุน้ำ และธาตุลม อยู่ในขั้นพรหมยุทธ์ อายุ 29 ปี มีนิสัยตรงไปตรงมา รักความยุติธรรม หนักแน่น อดทน เป็ผู้ร่างสุวรรณวิสุทธิ์
เทพวารี ชื่อจริง “วริศรา” สตรีผู้เชี่ยวชาญ ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ และอากาศธาตุ อยู่ในขั้นพรหมยุทธ์ อายุ 27 ปี มีนิสัยฉลาดหลักแหลม ทันคน แอบเ้าชู้เหมือนผู้ชายแต่เก็บซ่อนไว้ไม่แสดงออกอย่างเปิดเผย ชอบแต่งตัวเซ็กซี่ เป็ 1 ใน 8 สาวงามในอาณาจักรโลกภายใน เป็ผู้ร่างสุวรรณวิสุทธิ์
เทพวายุ ชื่อจริง “ธัญชนก” เป็สตรีผู้เชี่ยวชาญ ธาตุลม ธาตุไฟ และอากาศธาตุ อยู่ในขั้นพรหมยุทธ์ อายุ 25 ปี มีนิสัยรักสนุก ร่าเริง เปิดเผย ฉลาด ไม่เกรงกลัวใคร ชอบแต่งตัวออกแนวทอมบอยนิดหน่อยแต่ก็มีความเซ็กซี่ปะปนอยู่ เรียกว่ามีกลิ่นไอให้ขาหื่นแอบไปฝันถึงสาวทอมเลยทีเดียว เป็ 1 ใน 8 สาวงามในอาณาจักรโลกภายใน เป็ผู้ร่างสุวรรณวิสุทธิ์
เทพอัคคี ชื่อจริง “พงษ์พิสุทธิ์” เป็บุรุษเชี่ยวชาญ ธาตุไฟ ธาตุดิน และธาตุลม อยู่ในขั้นพรหมยุทธ์ อายุ 23 ปี มีนิสัยมุทะลุดุดัน แต่ฉลาดทันคน พูดจาโผงผางไม่เกรงใจใคร เป็ผู้ร่างสุวรรณวิสุทธิ์
เทพสุญตา ชื่อจริง “สิทธินี” เป็สตรีผู้เชี่ยวชาญ อากาศธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และ ธาตุไฟ อยู่ในขั้นสูงกว่าพรหมยุทธ์ กำลังจะถึงขั้นเอกยุทธ์สูงสุด อายุ 21 ปี มีนิสัยรักสงบ ฉลาด ไหวพลิบดี สุขุม พูดน้อย ชอบแต่งตัวสุภาพแต่แอบเซ็กซี่เล็กๆ เป็ 1 ใน 8 สตรีรูปงามในอาณาจักรโลกภายใน เป็ผู้ร่างสุวรรณวิสุทธิ์
“ท่านพ่อท่านว่าเหตุใดมุกอัสนีถึงเปล่งแสงขึ้นมาเช่นนี้” เทพวายุกล่าว
“เหตุที่มุกอัสนีเปล่งแสงในวันนี้ อาจารย์วรันธร (อาจารย์สูงสุดของเ้าสำนัก) เคยกล่าวไว้ว่า ตอนที่พ่อลงมาจุติที่โลกนี้ว่ามุกอัสนีได้เปล่งแสงขึ้น อาจารย์จึงตามหาพ่อจนได้พบดาววิสุทธิ์อยู่ทางทิศเหนือของภพว่าง ซึ่งภพว่างนี้ขั้นอยู่ระหว่างกำแพงโลกันต์และโลกภายใน ดังนั้นก็แสดงว่ามีร่างเทพฤทธิ์กำลังจะถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว” เ้าสำนักกล่าว
“คนที่จะไปในภพว่างกับพ่อจะต้องมีการฝึกฝนอากาศธาตุนะเพราะเราจะลดมวลร่างกายจนละเอียดยิ่งกว่าฝุ่นในอากาศถึงจะเข้าไปได้” เ้าสำนักกล่าว
“ถ้าอย่างนั้นน้องสอง น้องสาม กับน้องห้า พวกเ้าก็ติดตามท่านพ่อไป พวกพี่จะดูแลสำนักให้เองนะ” เทพปฐวีกล่าว
ทั้งเ้าสำนักและเทพผู้พิทักษ์อีก 3 คน ก็ยกมือพนมรวบรวมสมาธิลงไปที่จุดกึ่งกลางกาย จากนั้นใช้วิชาสุญปรมัตถ์ เพื่อลดขนาดมวลกายให้มีขนาดละเอียดเล็กลง แล้วจึงพุ่งจิตเข้าไปในภพว่าง
“ที่นี่มันเป็อย่างนี้นี่เอง สว่างไสวไปหมด อากาศก็สดชื่น ไม่ร้อน ไม่หนาว ที่สำคัญร่างกายเราพอมาอยู่ที่นี่กลับไม่มีความหิวกระหายเลยนะ” เทพวายุกล่าว
“เราไปทางทิศเหนือกันเถอะเผื่อจะพบดาววิสุทธิ์” เ้าสำนักกล่าว
“เทพวายุเ้าลองใช้กระจกส่องภพตรวจหาดาววิสุทธิ์ดู” เ้าสำนักล่าว
“นั่นไงเจอแล้วดวงเบ้อเริ่มเลย เส้นผ่านศูนย์กลางน่าจะประมาณ 2 เมตรเห็นจะได้นะ” เทพวายุกล่าว
“โชคดีที่เรามาเจอก่อนสำนักอื่น เดี๋ยวพ่อจะร่ายมนต์เกราะบังตาไม่ให้ใครพบเจอได้อีก” เ้าสำนักล่าว
“ต่อจากนี้จะต้องสลับกันมาดูแลเขาใน่ 1 ปีนี้ ในตอนกลางวันต้องใช้พลังธาตุน้ำด้านในดวง ธาตุไฟด้านนอกดวง ส่วนตอนกลางคืนให้ใช้พลังธาตุไฟในดวง ธาตุน้ำนอกดวงทำแบบนี้จนครบ 1 ปีห้ามหยุดแม้แต่วันเดียว” เ้าสำนักกล่าว
“การทำเช่นนี้เป็การบ่มเพาะเหมือนการฟักไข่ ไม่ให้ดาวพิสุทธิ์แตกออกมาก่อนกำหนด หลังจาก 10 เดือน จะกำเนิดรูปกายพวกเ้าก็ไม่ต้องทำอะไรแล้วเพียงแค่คอยดูแลอยู่ห่างๆ พวกเ้าจะต้องใช้อากาศธาตุในการแปลงร่างของเ้าให้มีอนุภาคเล็กเพื่อไม่ให้เขาััได้ถึงการมีตัวตนของพวกเ้า จะได้ไม่เสียสมาธิในการเดินปราณในดาววิสุทธิ์นี้” เ้าสำนักกล่าว
“ดังนั้นผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะดูแลเขาได้ก็มีเพียงเ้ารอง และเ้าห้า เท่านั้นส่วนพ่อจะมาบ้างในบางครั้ง” เ้าสำนักกล่าว
“รับทราบ” ลูกสาวทั้งสองกล่าว