ตงฉินยึดอำนาจ

    ตงฉินยึดอำนาจ_37_ทำความเข้าใจ , วางแผนแก้เกม

    เสวี่ยเหวินหลงหลังจากคุยกับสัวหมิงยี่ เขาก็โทรหาซือเจิ้นเฉียงแล้วบอกความคิดของเขาออกไป ซือเจิ้นเฉียงที่ขึ้นตรงกับเสวี่ยเหวินหลง ก็รับปากอย่างขันแข็งว่าจะจัดการหลิวชิงหยู่ให้ได้ หลังจากนั้นก็โทรหา ต่งเทียนปา และนัดวันเพื่อไปยังชางชาน พร้อมเชิญเขาทานอาหารและเที่ยวสถานบันเทิงในชางชาน


    แม้ว่าต่งเทียนปาจะบ้าบิ่น แต่ก็ไม่ได้โง่เง่า จากคำพูดของเสวี่ยเหวินหลง เขารู้ว่าเสวี่ยเหวินหลงคิดจะประจบเอาใจเขา แต่เมื่อได้ยินเกี่ยวกับสถานบันเทิงเขาก็นึกได้ว่า เทศมณฑลจิงหลินเป็นที่รู้จักกันดีว่า มีสาวงามมากมาย ซึ่งคนในชางชานต่างรู้เรื่องนี้ พอคิดถึงเรื่องแบบนั้นต่งเทียนปาก็ตื่นเต้นกระปรี้กระเปร่า แต่ตอนนี้ข้อมือของเขาหักและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในช่วงนี้ เขาจึงคุยกับเสวี่ยเหวินหลงว่า เขาตัดสินใจจะไปจิงหลิน และจะแจ้งกำหนดการให้ เสวี่ยเหวินหลง ทราบในภายหลัง


    หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เสวี่ยเหวินหลงก็พักเรื่องของหลิวชิงหยู่ไว้ ท้ายที่สุดเขาเป็นผู้ว่าการ และมีภาระหน้าที่หลายอย่างต้องทำ หลิวชิงหยู่ในตอนนี้ก็แค่ชิ้นเนื้อบนเขียงที่มีหนามติด เมื่อเขากำจัดหนามนั้นทิ้งไป หลิวชิงหยู่ก็แค่เนื้อเปล่าๆ


    แม้เสวี่ยเหวินหลงจะปล่อยหลิวชิงหยู่ไป แต่ทางฝั่งของ ซือเจิ้นเฉียงก็เริ่มเคลื่อนไหว


    การเคลื่อนไหวครั้งแรกของซือเจิ้นเฉียง ก็ยังคงเป็นการควบคุมหน่วยงานราชการส่วนตำบล


    ความเป็นจริงแล้ว ทางหน่วยงาน มีคำสั่งให้รวมสำนักงานราชการประจำตำบลกับสำนักงานเทศบาลเมื่อนานมาแล้ว ชื่อของมันก็คือศูนย์ราชการ โดยมีผู้อำนวยการเป็น หวางตงหยาง รองผู้อำนวยการก็คือหงซานจิน และในตำบลกวนซาน ทั้งสองทำงานคนละส่วนกัน โดยให้แต่ละคนคอยช่วยเหลือ เลขาธิการและนายกเทศมนตรีตามลำดับ แต่บางครั้งผู้คนก็ยังเรียกเขาว่า ผู้อำนวยการสำนักงานราชการ หรือ ผู้อำนวยการสำนักงานเทศบาล


    เนื่องจากพวกเขาทำงานในหน่วยงานเดียวกัน แต่ดูแลคนละส่วน เอกสารและคำร้องทั้งหมดที่ถูกส่งไปหาซือเจิ้นเฉียงจะถูกส่งไปยังสำนักงานของหวางตงหยางก่อน แต่แล้วหวางตงหยางก็ได้รับคำสั่งจากซือเจิ้นเฉียงให้นำเอกสารทั้งหมดของนายกเทศมนตรีไปให้เขาด้วย ดังนั้นหงซานจินจึงไม่ค่อยมีเอกสารส่งถึงมือ หลิวชิงหยู่


    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ส่งสินค้าบรรเทาทุกข์เสร็จเรียบร้อยแล้ว งานของหลิวชิงหยู่ก็ลดลงไปมาก เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนงานทั้งหมดของเขาก็เริ่มหมดลง ด้วยความช่วยเหลือของทางเทศบาลเมืองและจังหวัด ชาวบ้านก็ได้ย้ายกลับเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ของพวกเขา และหลิวชิงหยู่ก็คาดหวังว่าชาวบ้านจะคุ้นเคยและปรับตัวให้เข้ากับบ้านใหม่ได้ก่อนฤดูหนาวจะมาถึง เพื่อที่ต่อจากนี้ชาวบ้านจะได้เริ่มมองหาวิธีสร้างรายได้ และเริ่มหาอาชีพทำมาหากินกันมากขึ้น ทำให้แรงกดดันเรื่องบรรเทาสาธารณภัยลดลงพอสมควร


    และแล้วเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่าน จนเข้าสู่กลางเดือนสิงหาคม


    หลิวชิงหยู่ นั่งอยู่ที่สำนักงาน ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึม


    หงซานจิน ผู้อำนวยการศูนย์ราชการประจำตำบล นั่งอยู่ตรงข้ามเขา และรายงานผลต่อหลิวชิงหยู่ถึงเรื่องในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา “ท่านนายกหลิวหวางตงหยางกับสำนักงานราชการมันจะทำเกินไปแล้ว เอกสารที่ควรเป็นของท่านเขาก็เอาไปให้เลขาธิการซือหมดเลย ผมลองสังเกตมาสักระยะ นี่เป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วที่ไม่มีใครมารายงานคุณ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ซือเจิ้นเฉียงรับเอกสารทั้งหมดไป ในสถานการณ์ที่ยากลำบากแบบนี้ ผู้นำหน่วยงานต่างๆ ก็หวังจะล้มอำนาจท่าน ท่านต้องหาทางจัดการให้ได้”


    หงซานจิน รายงานต่อหลิวชิงหยู่ ด้วยสีหน้าที่ดูวิตกกังวล เป็นเพราะเขาตัดสินใจที่จะติดตามหลิวชิงหยู่แล้ว สถานะของหลิวชิงหยู่จึงกำหนดอนาคตของเขาโดยตรง อย่างไรก็ตามเขาก็ได้พบว่า หลิวชิงหยู่ กลับไม่มีท่าทีวิตกกังวลใดๆ หลังจากได้ยินสิ่งดังกล่าว กลับกันเขายังดูสงบนิ่งจนน่าประหลาดใจ


    หลิวชิงหยู่พูดกับหงซานจินว่า “คุณหง คุณไม่ต้องกังวลหรอก แต่การที่คุณมารายงานให้ผมรู้ นับว่าทำได้ไม่เลว”


    เห็นหลิวชิงหยู่ใจเย็น หงซานจิงก็พูดด้วยความสับสนว่า “ท่านนายก ท่านกำลังรอโอกาสอยู่ใช่หรือเปล่า?”


    หลิวชิงหยู่พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ใช่ ผมรอโอกาสอยู่ รอโอกาสที่จะลงมือ แต่เนื่องจากงานบรรเทาสาธารณภัยวุ่นวายเกินไปและสถานการณ์ภัยพิบัติเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข ผมจึงมุ่งเป้าไปทางนั้นก่อน แต่ผมก็คอยดูสถานการณ์โดยรวมอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้คณะกรรมาธิการและหน่วยงานต่างๆ ทำงานได้อย่างราบรื่นในช่วงบรรเทาทุกข์ มันจึงยังไม่เหมาะที่จะเปิดศึก แต่ตอนนี้การบรรเทาทุกข์เสร็จสิ้นแล้ว ทุกหน่วยงานล้วนปฏิบัติตามแผนการบรรเทาสาธารณภัย ทุกสิ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเมื่อสถานการณ์คงที่ มันก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะทวงอำนาจของผมกลับคืนมา”


    หลังจากได้ยิน หงซานจินก็รู้ชัดเจน ในใจของเขาแอบชื่นชมมุมมองและความเป็นมืออาชีพของหลิวชิงหยู่ หลิวชิงหยู่คำนึงถึงประชาชนมาก่อนเสมอ แต่มันก็มีอีกคำถามหนึ่งเกิดขึ้นในใจ “นายกหลิว ท่านว่ามันสายไปไหมที่จะตอบโต้กลับไปตอนนี้ เพราะผมดูๆ แล้วเหล่าข้าราชการส่วนใหญ่ตามหน่วยงานต่างๆ และคณะกรรมาธิการหลายๆ คน ต่างก็คิดว่าท่านยังเด็กเกินไป จึงไม่รายงานกับท่าน และเลือกจะไปรายงานกับเลขาธิการซือแทน”


    หลิวชิงหยู่ ยิ้มบางๆ แล้วพูดขึ้นว่า “จริงๆ แล้วผมไม่ได้กังวลเกี่ยวกับคนเหล่านั้นเลย เนื่องจากพวกเขาไม่ค่อยน่ากลัว ในความคิดของผม หากพวกเขาเจอภัยย่อมต้องหลีกเลี่ยงเป็นธรรมดา หากจะจัดการกับซือเจิ้นเฉียง ต้องหาแนวร่วมที่เป็นคณะกรรมาธิการ คุณหง คุณเป็นผู้อาวุโสในกวนซาน คุณคิดว่าในสมาชิกทั้ง 9 คน เราสามารถดึงใครมาได้บ้าง”


    หลังจากได้ยิน หงซานจิน ก็ก้มหน้าลงขบคิดอยู่สักพัก ก่อนจะเงยหน้าพูดขึ้นว่า “นายกหลิว ตอนนี้คณะกรรมาธิการเรามีทั้งหมด 10 คน คือ เลขาธิการซือ รองเลขาธิการฉินรุ่ยเจีย ผู้อำนวยการคณะราษฎรหลิวเจี้ยนอิง สมาชิกพรรครองนายกหู่กวงหยวน สมาชิกพรรคเลขารองนายกหวางเสวี่ยเหวิน สมาชิกพรรคซือจิ่งโจว สมาชิกคณะกรรมาธิการฝ่ายโฆษกเจียงชุนเยี่ยน รัฐมนตรีกรมสรรพาวุธหยินชุนฮวา สมาชิกคณะกรรมาธิการฝ่ายควบคุมวินัยเมิ่งฮวน ในบรรดากลุ่มคนเหล่านี้ ซือจิ่งโจว คือน้องชายของซือเจิ้นเฉียง และในกลุ่มของซือเจิ้นเฉียงก็ยังมี รองนายกหู่กวงหยวน และหวางเสวี่ยเหวิน ที่มีความสัมพันธ์เหนียวแน่น พวกเขาทั้งสี่มักจะคิดเห็นไปในทางเดียวกัน ทำให้คนในกวนซานยากที่จะสั่นคลอนพวกเขา


    ด้านเจียงชุ่นเยี่ยน สามีของเธอเป็นรองผู้อำนวยการ ประจำอยู่ที่เทศมณฑล และคิดว่าจะได้เป็นผู้อำนวยการในๆ เร็วนี้ ดังนั้นเธอจึงเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งในกวนซาน และมักทำตัวเป็นกำแพงพุ่มหญ้า ที่สามารถโอนเอนไปตามแรงลมอยู่ฝั่งใดก็ได้ แต่เธอเป็นคนประเภทยากที่จะโน้มน้าวด้วยผลประโยชน์ แต่ก็สามารถชนะใจได้เช่นกัน ส่วน หยินชุนฮวา กับ เมิ่งฮวน พวกเขาไม่ค่อยมีอะไรให้พูดถึง เพราะพวกเขาไม่ค่อยยุ่งเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง โดยเฉพาะเมิ่งฮวนว่ากันว่าเขาเป็นคนมาจากตระกูลหนึ่งในเทศบาลเมือง เขามีภูมิหลังบางอย่าง แต่ก็ไม่มีใครรู้ประวัติรายละเอียด”


    เมื่อพูดถึงตรงนี้หงซานจินก็หยุดแล้วเล่าต่อว่า “ทั้งคู่จัดเป็นคนประเภทที่สามารถเข้าหาพูดคุยด้วยได้ แต่ผมกลัวว่าเราจะไม่มีสิ่งที่ดึงดูดความสนใจพวกเขา และอาจจะชนะใจพวกเขาได้ยาก สำหรับหลิวเจี้ยนอิง ผู้อำนวยการคณะราษฎร ที่เคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี ก่อนที่คุณจะเข้ารับตำแหน่งก็เคยทำงานภายใต้แรงกดดันของซือเจิ้นเฉียง แม้เขาจะดูอ่อนน้อมต่อ ซือเจิ้นเฉียง แต่จริงๆ แล้วเขามักจะแก้ทุกข์ด้วยการดื่ม ซึ่งมันเป็นไปได้ยากที่จะบอกให้เขาลุกขึ้นต่อต้านฝ่ายนั้น เพราะเขาอยู่ในกวนซานมานาน อีกทั้งยังหวาดกลัวต่อซือเจิ้นเฉียง ส่วนฉินรุ่ยเจียรองเลขาธิการพรรคประจำตำบล เนื่องจากเธอพึ่งมาถึงกวนซานไล่เลี่ยกับคุณ ผมเลยไม่รู้อะไรมากนัก แต่ด้วยความสามารถของเธอที่ร่วมมือกับคุณ เห็นชัดว่าเธอเป็นคนที่ชอบลงมือทำมากกว่าใช้คำพูด ดูจากลักษณะของเธอ เธอเป็นคนที่มีไหวพริบสติปัญญาสูง เย่อหยิ่งยากจะเอาชนะใจได้”


    หงซานจิน นั้นฉลาดมากทีเดียว เขาสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวสมาชิกภายในตำบลได้มากพอสมควร หลังจากที่ได้ฟังเขาแสดงความคิดเห็น หลิวชิงหยู่ก็มีความคิดและเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในกวนซานมากขึ้น หลิวชิงหยู่จึงพยักหน้าแล้วพูดว่า “เอาล่ะ คุณหง ผมเข้าใจแล้วขอบคุณคุณมาก เชิญคุณไปพักได้เลย ผมจะนั่งคิดเรื่องนี้ต่อ”


    หงซานจิน เดินออกไป หลิวชิงหยู่ก็ตกอยู่ในห้วงความคิดทันที


    หลิวชิงหยู่ไม่คิดมาก่อนว่า สถานการณ์ในกวนซานจะซับซ้อนขนาดนี้ ไม่เพียงซือเจิ้นเฉียงจะมีอำนาจ แต่ยังมีคนที่มีภูมิหลังแบบเมิ่งฮวนซุ่มอยู่ ไม่รู้ว่าภูมิหลังของเขาเป็นอย่างไร แต่เมิ่งฮวนก็ไม่ได้ดูแก่จนเกินไป ความสามารถในการดำรงตำแหน่งตั้งแต่อายุน้อย ย่อมไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ สำหรับสาวงาม ฉินรุ่ยเจีย หลิวชิงหยู่ คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะหลิวชิงหยู่รู้สึกได้แต่แรกว่าผู้หญิงคนนี้ดูเย่อหยิ่งและมีภูมิหลัง แต่ตอนนี้คนเหล่านี้กับเลือกกวนซานเป็นที่ฝึกฝนขัดเกลาตัวเอง ทำให้กวนซานราวกับเผชิญกับคลื่นใต้น้ำ


    เขาจะทำลายสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ได้ยังไง