บทที่ 8 ไม่มีใครเอาของที่เป็ของข้าไปได้
สนามประลองของตระกูลมู่หรงเต็มไปด้วยผู้คนมากมายซึ่งเป็สมาชิกของตระกูลไล่ั้แ่มู่หรงฉางชิง ผู้าุโทั้งหลาย ไปจนถึงทายาทตัวเล็กๆ ของตระกูลทุกคนล้วนอยู่ที่นี่ทั้งสิ้น
มีความประหลาดใจฉายชัดบนใบหน้าของทายาทตระกูลมู่หรงรุ่นเยาว์เ่าั้โดยมีเสียงซุบซิบดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและสายตาของพวกเขาได้มองไปยังชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่กลางเวทีอย่างโดดเดี่ยวด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยไร้อารมณ์
มู่หรงปิงหลานซึ่งมีชายหนุ่มหลายคนล้อมรอบเหมือนดาวล้อมเดือนดวงตาของนางยังคงกระจ่างสดใสเหมือนเช่นทุกครั้งแต่ริมฝีปากสีแดงสดของหญิงสาวเม้มเข้าหากันแน่น!
“เย่อู๋เชวียเ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำให้ข้าขายหน้าเ้าคอยดูเถอะวันนี้พี่เทียนจะเหยียบย่ำเ้าให้เหมือนขยะกองหนึ่ง!”
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวมีพระจันทร์เสี้ยวสีเงินลอยอยู่เหนือศีรษะในตอนนี้เขาหลับตาและไม่สนใจสถานการณ์โดยรอบ แต่มุมปากของเขาได้ยกขึ้นเล็กน้อยแน่นอนว่าเขาคือมู่หรงเทียน
ในขณะนี้หัวใจของมู่หรงเทียนก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความปรารถนาอันยาวนานของเขากำลังจะบรรลุผลแล้ว!
“ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าจะต้องรออีกหนึ่งปีแต่สมรภูมิร้อยเมืองซึ่งจะถูกจัดขึ้นในทุกๆสามร้อยปีกลับร่นระยะเวลาเข้ามาอย่างกะทันหันข้าในฐานะอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลมู่หรงแห่งเมืองหลงกวงจะต้องแย่งชิงตำแหน่งที่นั่งหลักของการประลองนี้มาให้ได้!
เท่าที่ข้ารู้ใครก็ตามที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าร่วมในสมรภูมิร้อยเมืองจะได้รับการฝึกฝนเป็การส่วนตัวจากท่านเ้าเมืองเพื่อให้ความแข็งแกร่งของพวกเขามีเพิ่มมากขึ้นและหากข้าสามารถทำผลงานได้ดีในการประลองครั้งนี้ข้าจะมีโอกาสได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย!”
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้แม้แต่มู่หรงเทียนผู้เต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์ก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นเล็กน้อยและแล้วดวงตาของเขาก็เปิดขึ้นอีกครั้งราวกับนึกถึงอะไรบางอย่างออก
“เป็เวลาหนึ่งเดือนแล้วที่เ้าขยะเย่อู๋เชวียนัดหมายกับข้าไม่ว่าเขาจะปรากฏตัวหรือไม่ หยกโลหิตัจะต้องกลายเป็สมบัติของข้าเท่านั้นหลังจากนั้นข้าจะได้รับการฝึกฝนจากเ้าเมืองหลงกวงและความแข็งแกร่งของข้าจะต้องสูงขึ้นกว่านี้หลายเท่าการต่อสู้กับลูกหลานของตระกูลมู่หรงเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ใดๆ เลยมีเพียงสมรภูมิร้อยเมืองเท่านั้นถึงจะเป็่เวลาที่ข้ามู่หรงเทียนจะได้แสดงความสามารถที่แท้จริง!”
แม้ว่ามู่หรงฉางชิงและผู้าุโหลายคนที่อยู่ด้านหลังเวทีเหยียนอู่จะนั่งตัวตรงแต่สีหน้าของพวกเขาก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ใบหน้าที่แก่ชราของมู่หรงไป๋ซื่อเหี่ยวเฉาและดวงตาที่พร่ามัวคู่หนึ่งกำลังจับจ้องไปยังหลานชายของเขามู่หรงเทียนโดยไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าในใจของชายชรากำลังคิดอะไรอยู่
สำหรับมู่หรงฉางชิงซึ่งเป็ประมุขตระกูลมู่หรงแม้ว่าภายนอกใบหน้าของเขาจะเรียบเฉย แต่ภายในใจของเขากลับไม่สามารถสงบลงได้
“สมรภูมิร้อยเมืองถูกจัดขึ้นล่วงหน้าเมื่อสามวันก่อนข้าได้รับจดหมายจากเ้าเมืองหลงกวงเขาบอกว่าจะมาที่ตระกูลมู่หรงในสามวันดูเหมือนว่ามู่หรงเทียนได้ถูกคัดเลือกให้เป็ตัวแทนของเมืองเราแล้ว”
มู่หรงฉางชิงในฐานะประมุขตระกูลมู่หรงย่อมมีความรู้สึกตื่นเต้นที่ทายาทของตระกูลมู่หรงมีคุณสมบัติเข้าร่วมในสมรภูมิร้อยเมืองอย่างไรก็ตามเมื่อตระหนักถึงเื่อื่นความสุขของเขาก็หายไปทันที
เมื่อเดือนที่แล้วเย่อู๋เชวียเดิมพันหยกโลหิตัในการต่อสู้ตัวต่อตัวกับมู่หรงเทียนและวันนี้เป็วันที่พวกเขาต้องทำการประลองกัน
“อู๋เชวีย เ้ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?”
แม้ว่ามู่หรงฉางชิงจะมีความรักความเอ็นดูต่อเย่อู๋เชวียเป็เหมือนลูกในไส้ของตัวเองแต่ในฐานะประมุขตระกูลมู่หรงซึ่งมีสายตาของผู้คนมากมายคอยจับจ้องอยู่เขาก็ไม่สามารถก้าวก่ายเื่นี้ได้
มู่หรงฉางชิงยังจำสิ่งที่คนคนนั้นบอกเขาและผู้าุโของตระกูลมู่หรงเมื่อสิบปีก่อนได้ดี
“หยกก้อนนี้เรียกว่าหยกโลหิตั มันจะมอบโชคอันยิ่งใหญ่ให้กับผู้บ่มเพาะที่เพิ่งก้าวเข้าสู่อาณาจักรชำระิญญาโปรดมอบมันให้กับอู๋เชวียเมื่อเขามีอายุสิบแปดปีหรือเมื่อเขาทะลวงผ่านอาณาจักรชำระิญญาได้”
หลังจากกล่าวเช่นนี้เขาก็หายไปจากตระกูลมู่หรงก่อนที่จะมีใครรู้ตัวด้วยซ้ำ
“หากท่าน้ามอบของสิ่งนี้ให้กับอู๋เชวียจริงๆเหตุใดท่านจึงต้องทำต่อหน้าคนอื่นบางทีในสายตาของท่านหยกโลหิตันี้อาจเป็สิ่งของเล็กน้อยเท่านั้นแต่ท่านรู้หรือไม่ว่านี่คือสมบัติล้ำค่าในสายตาของผู้คนมากมายแค่ไหน”
มู่หรงฉางชิงถอนหายใจและรู้สึกสงสารเย่อู๋เชวียมากขึ้นในสถานการณ์ตอนนี้มันไม่มีทางที่เขาจะมอบหยกโลหิตัให้กับเย่อู๋เชวียได้อีกแล้ว
เห็นได้ชัดว่ามู่หรงฉางชิงไม่คิดว่าเย่อู๋เชวียจะมีโอกาสเอาชนะมู่หรงเทียนเลย
…
บนท้องฟ้าห่างจากบ้านใหญ่ตระกูลมู่หรงไม่กี่ลี้มีคนสองคนกำลังบินผ่านท้องฟ้าอย่างรวดเร็วหนึ่งในนั้นคือชายวัยกลางคนที่มีท่าทางสง่างามและร่างกายของเขาได้ปลดปล่อยปราณที่ทรงพลังออกมาปกป้องหญิงสาวที่มีท่าทางเ็าคนหนึ่ง
แน่นอนว่าจุดหมายปลายทางของพวกเขาคือที่ตั้งของตระกูลมู่หรง
และบนท้องฟ้าที่อยู่ห่างไกลจากคนทั้งสองหลายร้อยลี้มีอสูรวิหคสองตัวที่มีลักษณะแปลกประหลาดกำลังกางปีกบินออกไปข้างหน้าบนหลังอสูรวิหคทั้งสองมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งอยู่เช่นกัน
ด้านหน้าสุดคือชายหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีชายหนุ่มผู้นี้สวมเสื้อคลุมสีเขียวที่มีลวดลายของเมฆมงคลสีฟ้าปักอยู่บนปกเสื้อกลิ่นอายที่ล้อมรอบกายของเขาอยู่นั้นเต็มไปด้วยความลึกลับและทรงพลังอย่างยิ่ง!
ด้วยแรงสั่นะเืเล็กน้อยชายหนุ่มได้ลุกขึ้นจากที่นั่งของตัวเองบนหลังอสูรวิหคและทำให้หญิงสาวที่อยู่ด้านหลังลืมตาขึ้นทันที
หญิงสาวคนนี้มีลักษณะค่อนข้างลึกลับเช่นกันแม้ว่านางจะดูอายุสิบห้าสิบหกปีแต่รูปร่างของนางกลับงดงามราวกับเทพธิดาที่มาจาก์ดวงตาของนางเรียบเฉยไม่แยแสต่อสิ่งใด เมื่อเห็นรัศมีพลังที่ชายหนุ่มปลดปล่อยออกมานางก็ให้ความสนใจเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อััได้ว่าหญิงสาวกำลังมองมาที่ตนเองกลิ่นอายของชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียวก็พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดจากนั้นร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านเบาๆและพระจันทร์เสี้ยวสีทองก็ปรากฏขึ้นทางด้านหลังของเขา!
เมื่อพระจันทร์เสี้ยวสีทองปรากฏออกมาที่ด้านหลังของชายหนุ่มชุดคลุมสีเขียวชายชราอีกคนที่ขี่อสูรวิหคตามหลังมาก็พยักหน้าด้วยความชื่นชมและกล่าวว่า
“ขอบเขต์ศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรชำระิญญานายน้อยอายุเพียงสิบห้าปีแต่กลับไปถึงชั้นที่เจ็ดของอาณาจักรชำระิญญาแล้วด้วยพร์ระดับนี้ในอนาคตนายน้อยจะต้องเป็หนึ่งในยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกอย่างแน่นอน!”
“ควับ!”
อสูรวิหคกางปีกด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียวยืนอยู่บนหลังของมันโดยที่มือของเขาไพล่ไปทางด้านหลังและดวงตาของเขาได้ทอดยาวไปยังพื้นดินด้านล่าง
“สิบกว่าปีแล้วไม่เคยคิดเลยว่าข้าจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้งการสู้รบในปีนั้นเป็สิ่งที่ข้าจะไม่มีวันลืมอย่างเด็ดขาดน่าเสียดายที่เ้ากลายเป็คนพิการไปแล้ว”
…
เวลาผ่านไปทีละนิด และทุกคนในตระกูลมู่หรงก็ไม่ได้ใจร้อนอะไรพวกเขายังคงรอคอยเย่อู๋เชวียอย่างเงียบๆ
ในขณะนั้นสีหน้าของมู่หรงฉางชิงเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเขาหันมองท้องฟ้าและลุกขึ้นยืนทันทีผู้าุโหลายคนที่สังเกตเห็นปฏิกิริยาของเขาก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน
“ฮ่าๆๆ ท่านมู่หรงเราผู้เป็เ้าเมืองต้องขออภัยที่มาที่นี่โดยพลการด้วย”
สิ้นเสียงชายวัยกลางคนก็ปรากฏตัวขึ้นบนสนามประลองพร้อมกับพยักหน้าให้มู่หรงฉางชิงเล็กน้อย
“ฮ่าๆๆ เ้าเมืองฉีให้การยกย่องเกินไปแล้วการที่เ้าเมืองฉีมาเยือนตระกูลมู่หรงพวกเราต่างหากที่ควรรู้สึกเป็เกียรติในเื่นี้!”
มู่หรงฉางชิงประสานมือเป็การแสดงความเคารพชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าคือเ้าเมืองหลงกวง ฉีซื่อหลง!
ในขณะที่ฉีซื่อหลงกำลังแลกเปลี่ยนคำทักทายกับมู่หรงฉางชิงสายตาของทายาทรุ่นเยาว์ของตระกูลมู่หรงต่างก็จับจ้องไปยังหญิงงามที่ยืนอยู่ด้านข้างฉีซื่อหลง
“์! หญิงสาวคนนี้คือใครนางช่างงดงามเหลือเกิน”
“เ้าพวกโง่นี่คือเทพธิดาหลินอิงหลัวอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งตระกูลหลินซึ่งเป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองหลงกวง!”
“หลินอิงหลัวหญิงสาวที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้สามคนติดต่อกันคนนั้นหรือ?”
มู่หรงปิงหลานซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยทายาทตระกูลมู่หรงเหมือนดาวล้อมเดือนได้ยินการสนทนาเหล่านี้อย่างชัดเจน และเมื่อมองไปยังหลินอิงหลัวผู้มีท่าทีเ็าริมฝีปากของนางก็โค้งงอขึ้นเล็กน้อย
‘เ้ามีอะไรให้คู่ควรกับการหยิ่งผยอง ฮึ่ม!’
หลินอิงหลัวไม่ได้สนใจคำพูดของเหล่าทายาทตระกูลมู่หรงสายตาอันเ็าของนางกวาดไปรอบๆ ก่อนจะหยุดอยู่ที่มู่หรงเทียนซึ่งก้าวขึ้นสู่สนามประลองแล้ว
เมื่อเห็นดวงตาของหลินอิงหลัวกวาดมาทางเขาหัวใจของมู่หรงเทียนก็เต็มไปด้วยความเบิกบานและใบหน้าของเขาได้ปรากฏรอยยิ้มที่สมบูรณ์แบบขึ้นในขณะเดียวกันพระจันทร์เสี้ยวที่อยู่ด้านหลังของเขาก็เริ่มสั่นะเืคล้ายกับ้าอวดโอ่พลังของตัวเองเล็กน้อย
หลินอิงหลัวเพียงชำเลืองมองมู่หรงเทียนอย่างเ็าก่อนจะถอนสายตากลับไปในทันทีซึ่งการกระทำของนางได้ทำให้มู่หรงเทียนรู้สึกอับอายไปชั่วขณะ
หลังจากทักทายตามมารยาทแล้ว ฉีซื่อหลงก็เริ่มบทสนทนาหลักโดยไม่คิดจะเสียเวลา
“ประมุขมู่หรงครั้งนี้ถือเป็เหตุการณ์ใหญ่ของดินแดนตะวันออกสมรภูมิร้อยเมืองถูกจัดขึ้นก่อนกำหนดเราผู้เป็เ้าเมืองเพิ่งได้รับคำสั่งเมื่อไม่กี่วันก่อนในเมืองหลงกวงของเรามีสามตระกูลใหญ่และตัวข้าผู้เป็เ้าเมืองก็ไม่มีบุตรหลานใดๆดังนั้นผู้ที่เป็ตัวแทนของเมืองเราย่อมต้องมาจากตระกูลใหญ่ทั้งสามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
จากนั้นฉีซื่อหลงก็มองไปยังหลินอิงหลัวและกล่าวด้วยรอยยิ้ม“คุณหนูจากตระกูลหลินผู้นี้แน่นอนว่าเป็หนึ่งในคนที่ต้องเข้าร่วมการประลองแล้วมู่หรงเทียนจากตระกูลมู่หรงของเ้าอยู่ที่ไหน?”
เมื่อมู่หรงฉางชิงได้ยินคำถามของฉีซื่อหลงเขาก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เทียนเอ๋อรอการมาถึงของท่านเ้าเมืองนานแล้ว”
เมื่อได้ยินฉีซื่อหลงเอ่ยชื่อของเขาโดยตรงมู่หรงเทียนก็ก้าวไปข้างหน้าและแสดงความเคารพอย่างนอบน้อม“มู่หรงเทียนคำนับท่านเ้าเมือง”
“โอ้? เ้าคือมู่หรงเทียนอืมเ้าสามารถควบแน่นิญญาจันทราและก้าวเข้าสู่ขั้นที่หนึ่งของอาณาจักรชำระิญญาได้สำเร็จนี่เป็พร์ที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง” ฉีซื่อหลงกล่าวยกย่อง
“ขอบคุณท่านเ้าเมืองที่ให้โอกาสมู่หรงเทียนได้เข้าร่วมการต่อสู้ในสมรภูมิร้อยเมืองในครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันทำให้ท่านเ้าเมืองผิดหวัง”
ในขณะนี้ใบหน้าของมู่หรงไป๋ซื่อเบ่งบานราวกับดอกเบญจมาศด้วยการเคี่ยวเข็ญของเ้าเมืองหลงกวงความแข็งแกร่งของมู่หรงเทียนจะได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยบางทีเขาอาจจะทะลวงอาณาจักรบ่มเพาะได้อีกครั้งด้วยซ้ำ
ต้องเข้าใจว่าในบรรดาเ้าเมืองหลักนับร้อยคนของดินแดนตะวันออกฉีซื่อหลงมีความแข็งแกร่งติดอันดับหนึ่งในสิบของเ้าเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างแน่นอนว่ากันว่าฉีซื่อหลงได้ทะลวงผ่านเจ็ดอาณาจักรชำระิญญาและก้าวเข้าสู่ระดับที่เหนือกว่าไปแล้วในขณะที่ประมุขของสามตระกูลใหญ่ในเมืองหลงกวงยังคงอยู่ในอาณาจักร์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็ขอบเขตสูงสุดของเจ็ดอาณาจักรชำระิญญาเท่านั้น
“เอาละ เมื่อรวมกับคุณหนูจากตระกูลหลินแล้วพวกเราก็เหลือเพียงทายาทของตระกูลซือหม่าเท่านั้นหลังจากนี้พวกเ้าต้องมาพักกับข้าที่คฤหาสน์เ้าเมืองจนกว่าสมรภูมิร้อยเมืองจะเริ่มขึ้นข้ารับรองว่าในระหว่างนี้ความแข็งแกร่งของพวกเ้าจะได้รับการพัฒนาขึ้นอีกขั้นอย่างแน่นอน”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ใบหน้าของมู่หรงเทียนก็ปรากฏรอยยิ้มมีความสุขอย่างไรก็ตามสีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมเล็กน้อยเขาก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับแสดงความเคารพอย่างนอบน้อม“ทุกอย่างจะเป็ไปตามความปรารถนาของท่านเ้าเมืองแต่มู่หรงเทียนยังมีสิ่งหนึ่งที่ต้องร้องขอ”
คำพูดของมู่หรงเทียนทำให้ผู้คนจากตระกูลมู่หรงงุนงงเล็กน้อย
เมื่อได้ยินคำพูดของมู่หรงเทียนดวงตาของมู่หรงไป๋ซื่อได้ส่องประกายอย่างลึกลับแต่มู่หรงฉางชิงกลับมีความรู้สึกกดดันบางอย่าง
“โอ้? หลังจากนี้พวกเ้าทั้งสามจะเป็ตัวแทน่ชิงเกียรติให้กับเมืองหลงกวงของเราแน่นอนว่าข้าในฐานะเ้าเมืองย่อมต้องตอบสนองต่อความ้าของพวกเ้าให้ดีที่สุด”
เกี่ยวกับคำขอของมู่หรงเทียนฉีซื่อหลงไม่ได้ปฏิเสธและพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
ปฏิกิริยาของฉีซื่อหลงทำให้มู่หรงเทียนปราศจากความลังเลและกล่าวในสิ่งที่เขา้าออกมาทันที
“เรียนท่านเ้าเมืองสิ่งที่มู่หรงเทียน้าคือขอให้ท่านเ้าเมืองร้องขอบางสิ่งบางอย่างคืนจากท่านประมุขสิ่งนี้เป็สมบัติของตระกูลมู่หรงและมันมีความสำคัญเป็อย่างมากของสิ่งนี้สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้ข้าได้อย่างรวดเร็วโดยมันถูกเก็บรักษาไว้โดยท่านประมุขเนื่องจากเหตุผลบางอย่าง!”
เมื่อกล่าวถึงเื่นี้มู่หรงเทียนก็เย้ยหยันในใจ “เย่อู๋เชวียหยกโลหิตัจะต้องเป็ของข้ามู่หรงเทียนเท่านั้น!"
สีหน้าของมู่หรงฉางชิงมืดลงทันทีหลังจากได้ยินคำพูดของมู่หรงเทียนเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้คาดหวังว่ามู่หรงเทียนจะมีจิตใจที่ชั่วร้ายแบบนี้
นอกจากนี้การบอกว่าหยกโลหิตัเป็ของตระกูลมู่หรงยังทำให้ผู้คนเกิดความสับสนเป็อย่างมาก
เมื่อมู่หรงฉางชิงกำลังจะปฏิเสธมู่หรงไป๋ซื่อก็ก้าวออกไปข้างหน้าและกล่าวว่า
“ท่านเ้าเมืองสิ่งที่เทียนเอ๋อกล่าวเป็ความจริงสมบัติชิ้นนี้ถูกมอบให้กับตระกูลมู่หรงเนื่องจากใครบางคน้าให้พวกเราเลี้ยงดูเด็กน้อยที่น่าสงสารคนหนึ่งตอนนี้สมรภูมิร้อยเมืองกำลังจะปะทุขึ้นดังนั้นพวกเราจึงจำเป็ต้องเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเทียนเอ๋ออย่างเร่งด่วนทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อผลประโยชน์ของเมืองหลงกวงเรารบกวนท่านเ้าเมืองโปรดร้องขอสิ่งนี้จากท่านประมุขด้วย”
สิ่งที่มู่หรงไป๋ซื่อกล่าวทำให้มู่หรงฉางชิงโกรธเป็อย่างมาก เขาต้องยอมรับว่าสองปู่หลานมีความสามารถในการกลับดำให้เป็ขาวอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ในฐานะประมุขตระกูลมู่หรงคำพูดสุดท้ายของมู่หรงไป๋ซื่อย่อมเป็การส่งคำเตือนถึงเขาอย่างชัดเจนมู่หรงฉางชิงจึงทำได้เพียงนิ่งเงียบเท่านั้น
เพราะไม่ว่าสองปู่หลานนี้จะทำตัวชั่วร้ายแค่ไหนสุดท้ายมู่หรงเทียนยังคงเป็ความหวังเดียวของตระกูลมู่หรงอยู่ดี
ฉีซื่อหลงเป็บุคคลระดับไหน เมื่อได้ยินสิ่งนี้เขาก็เข้าใจทันทีว่ามันต้องมีเบื้องลึกเื้ับางอย่างกระนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยสิ่งที่เขา้ามีเพียงให้เมืองหลงกวงสามารถสร้างชื่อเสียงในการประลองครั้งนี้เท่านั้น!
ในขณะนี้เขายิ้มและกล่าวกับมู่หรงฉางชิง“ท่านประมุขมู่หรง เดิมทีนี่เป็เื่ภายในตระกูลเ้าข้าจึงไม่ควรเข้าไปแทรกแซงแต่ตอนนี้มันเกี่ยวข้องกับสมรภูมิร้อยเมืองดังนั้นข้าจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องบากหน้าขอร้องเ้าแล้ว”
ตระกูลมู่หรงทั้งหมดตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะและทุกคนในตระกูลต่างหันมองไปยังมู่หรงฉางชิงด้วยความคาดหวัง
มู่หรงฉางชิงพยายามระงับความโกรธในใจและกล่าวว่า“มีสมบัติบางอย่างที่อยู่ในตระกูลมู่หรงของเราจริงๆและหากข้ามอบมันให้กับเทียนเอ๋อในตอนนี้ย่อมทำให้ความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นเป็อย่างมากอย่างไรก็ตามสมบัติชิ้นนี้ไม่ใช่…”
มู่หรงฉางชิงยังพูดไม่จบก็มีเสียงของใครบางคนดังขึ้นจากระยะไกล!
“ลุงฉางชิงอู๋เชวียมาที่นี่เพื่อรับของที่เป็ของข้าคืนมู่หรงเทียนนี่คือวันนัดหมายต่อสู้ของพวกเรา มาเริ่มกันเถอะ!”
เย่อู๋เชวียถูกโอบล้อมด้วยปราณสีทองสดใสเมื่อสิ้นเสียงร่างของเขาที่สะพายกล่องสีดำยาวก็ปรากฏตัวบนสนามประลองทันที!
“เ้าบ้าอู๋เชวีย เขากล้ามาจริงๆ!”
“แล้วอะไรอยู่ข้างหลังเขา?”
เมื่อเห็นการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเย่อู๋เชวียใบหน้าของมู่หรงเทียนก็มืดลงเล็กน้อย
‘เย่อู๋เชวียข้าไม่เคยคิดว่าเศษสวะอย่างเ้าจะกล้ามาที่นี่จริงๆเดิมทีข้า้าเพียงหยกโลหิตัเท่านั้น แต่ในเมื่อเ้ารนหาที่ตายเ้าจะโทษข้าไม่ได้แล้ว!’
“ท่านเ้าเมืองนี่คือเ้าขยะที่้าฉกฉวยสมบัติของข้า ในเมื่อวันนี้เขากล้าปรากฏตัวขึ้น พวกเราก็จะประลองกันและผู้ชนะจะได้รับหยกโลหิตัอย่างใสสะอาดท่านเ้าเมืองโปรดเป็สักขีพยานให้กับการต่อสู้ของเราด้วย”
“ครืน!”
ิญญาจันทราสีเงินเริ่มหมุนวนอยู่เหนือศีรษะของมู่หรงเทียนและร่างกายของเขาได้ปลดปล่อยแรงกดดันให้ครอบคลุมเข้าหาเย่อู๋เชวียอย่างรวดเร็ว!
“ปัง!”
เย่อู๋เชวียกระทืบเท้าเบาๆและทำให้ร่างของเขาพุ่งเข้าหามู่หรงเทียนที่อยู่ห่างออกไปสิบก้าว!
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ใบหน้าของทุกคนในตระกูลมู่หรงเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ใบหน้าที่แก่ชราของมู่หรงไป๋ซื่อมืดลงในทันทีแม้กระทั่งมู่หรงฉางชิงก็ยังเกิดความตกตะลึงเล็กน้อย “ช่างเถอะในเมื่อนี่เป็ทางเลือกของอู๋เชวีย ข้าก็ควรปล่อยให้เขาทำในสิ่งที่ตัวเอง้า”
ฉีซื่อหลงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเขามองไปยังชายหนุ่มที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นทันใดนั้นหัวใจของเขาก็เต้นระรัวโดยไม่อาจควบคุมได้ “เย่อู๋เชวียเด็กหนุ่มผู้ก่อความวุ่นวายครั้งใหญ่เมื่อสิบปีก่อน? มีข่าวลือบอกว่าเขากลายเป็คนพิการไปแล้วแต่สิ่งที่ข้าเห็นดูเหมือนจะไม่ใช่เช่นนั้น”
“เย่อู๋เชวีย หยกโลหิตัจะต้องเป็ของข้าขยะอย่างเ้าไม่คู่ควรที่จะยืนอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ”
คำพูดที่ชั่วร้ายและไม่แยแสดังขึ้นจากปากของมู่หรงเทียนปราณสีขาวของเขาได้เคลื่อนเข้าหาเย่อู๋เชวียด้วยความเร็วไม่แตกต่างจากสายฟ้า
มู่หรงปิงหลานที่ยืนอยู่นอกสนามประลองกำหมัดเล็กๆของนางเข้าหากันแน่น และใบหน้าอันบอบบางของหญิงสาวก็เปล่งประกายด้วยความชั่วร้าย“ข้าบอกแล้วไงว่าวันนี้พี่เทียนจะต้องล้างความอัปยศให้ข้า!”
ในขณะที่ทุกคนกำลังเฝ้ารอให้เขาล้มลง สีหน้าของเย่อู๋เชวียกลับเฉยชาและสงบนิ่งคล้ายกับมั่นใจว่าเขาจะต้องได้รับชัยชนะในการประลองครั้งนี้อย่างแน่นอน!
‘มู่หรงเทียนข้าเย่อู๋เชวียอยู่ที่นี่และจะไม่มีใครเอาของที่เป็ของข้าไปได้!’