“แม่นางมู่ไม่นะขอรับ”
“องค์รัชทายาท—”
ทุกคนที่เห็นการกระทำของฮวาเหยียนล้วนตื่นตกใจจีอู๋ซวงตะโกนก้อง เหล่าองครักษ์เงาล้วนเบิกตากว้างจนแทบถลน
ฮวาเหยียนบีบคอตี้หลิงหานผิวกายของเขายังคงร้อนยิ่ง ลวกมือนางจนแทบไหม้แต่ความเย็นยะเยือกในดวงตาของฮวาเหยียนกลับเพิ่มขึ้นทีละชั้นๆความโกรธที่ถูกหลอกและทำให้อับอาย พาให้นางอยากหักคอในมือทิ้งเสีย
แต่ไรมานางมิเคยเป็นคนดี
แต่เมื่อได้เป็นมู่อันเหยียนแห่งตระกูลมู่นางพยายามเปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้น
แม้กระนั้นความจริงที่ค้นพบในเย็นวันนี้ก็เกือบทำให้ส่วนที่ดีงามของนางพังทลาย
“มู่อันเหยียนตัวข้าในใจของเจ้า น่ารังเกียจจนสุดจะทนเช่นนั้นหรือ?”
สีหน้าของตี้หลิงหานปราศจากความกลัวราวกับว่าคนที่ถูกบีบคออยู่ไม่ใช่เขาเสียอย่างนั้น ได้ยินเพียงเขาเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“แล้วมิใช่หรือเพคะ?เป็นหม่อมฉันที่ปรักปรำพระองค์ไปเองหรือ?”
ฮวาเหยียนกล่าวเย้ยหยันด้วยเสียงเย็นชา
ตี้หลิงหานไอเสียงต่ำบนใบหน้าปรากฏแววอ่อนล้า
“แม่นางเหยียนเจ้าเข้าใจผิดแล้วจริงๆ อาหานมิได้เป็นเช่นที่เจ้าคิด เขา...”
“จีอู๋ซวง หุบปาก!”
ผู้ใดจะรู้ว่ายังไม่ทันที่จีอู๋ซวงจะกล่าวจนจบกลับถูกตี้หลิงหานขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
จีอู๋ซวงมีสีหน้าอึดอัดเป็นอย่างยิ่งเขาอธิบายไปแล้วสองครั้ง ครั้งแรกถูกมู่อันเหยียนขัดจังหวะ และครานี้ก็ถูกตี้หลิงหานขัดจังหวะจีอู๋ซวงรู้สึกคับข้องใจยิ่ง หรือว่าเขาไม่มีแม้กระทั่งสิทธิ์ที่จะพูดความจริงเลยหรือ?
“แค่ก แค่กแค่ก...”
ตี้หลิงหานกระอักไออย่างรุนแรงโลหิตพลันไหลทะลักออกมาจากมุมปากของเขาอีกหน
“อาหานเจ้าอย่าได้ตื่นตระหนก...”
“แม่นางเหยียนพิษในร่างกายของอาหานออกฤทธิ์แล้ว เจ้ามีอันใดต้องการจะพูดก็รอไว้ทีหลังได้หรือไม่?สถานการณ์ของอาหานในยามนี้อันตรายเป็นอย่างยิ่ง”
จีอู๋ซวงกล่าวอย่างร้อนรุ่มกังวลใจ
ทว่าใบหน้าของฮวาเหยียนกลับเฉยเมยเย็นชา
ทันใดนั้นพลันเกิดเสียงฝีเท้าเร็วรี่พุ่งมาทางนี้ ดังขึ้นท่ามกลางความมืดยามราตรี ที่สุดมู่เอ้าเทียนหยวนเป่า และอั้นจิ่วก็มาถึง ทันทีที่มาถึงก็เห็นฮวาเหยียนกำลังบีบคอตี้หลิงหานอยู่สีหน้าของมู่เอ้าเทียนเปลี่ยนเป็นขาวซีดด้วยความตกใจ
“ลูกรักเกิดอันใดขึ้น? เจ้ารีบปล่อยองค์รัชทายาทเสีย”
มู่เอ้าเทียนตะโกนเสียงดังเมื่อเห็นเครื่องแต่งกายของฮวาเหยียน และการกระทำที่นางบีบคอองค์รัชทายาทเขารู้สึกหัวใจกระตุกเต้นแรง เหงื่อเย็นไหลซึมออกมาจากหน้าผากของเขา
“ท่านพ่อ...”
ฮวาเหยียนเห็นมู่เอ้าเทียนมือที่บีบคอของตี้หลิงหานพลันสั่นเทา ในใจของนางรู้สึกอึดอัดอยู่เล็กน้อย นางเองก็รู้ว่าตนกำลังทำเรื่องที่ผิดอย่างร้ายแรงพลาดเพียงนิดอาจทำให้ชื่อเสียงวีรบุรุษของตระกูลมู่ต้องแปดเปื้อนทว่าตี้หลิงหานกลั่นแกล้งรังแกกันเกินไปแล้ว
“ท่านอ๋องมู่โปรดรีบเกลี้ยกล่อมแม่นางมู่เถิด นางเข้าใจองค์รัชทายาทผิดแล้วจริงๆ”
จีอู๋ซวงรีบตะโกนพลางวิ่งไปเบื้องหน้าเมื่อเห็นมู่เอ้าเทียนก็ราวกับเขาเห็นผู้มีบุญคุณช่วยชีวิตปรากฏตัว
“นี่ นี่เกิดอันใดขึ้น?”
มู่เอ้าเทียนขมวดคิ้ว
เขามองบุตรีแสนล้ำค่าของตนเห็นใบหน้าที่เศร้าโศกและเต็มไปด้วยโทสะ ราวกับว่านางได้รับความคับข้องใจเปี่ยมล้นหัวใจของเขาพลันเจ็บปวดตาม
“ท่านอ๋องมู่เรื่องราวเป็นเช่นนี้ขอรับ...”
จีอู๋ซวงฉวยโอกาสเล่าเรื่องทั้งหมดด้วยการสรุปเพียงไม่กี่คำวาทศิลป์ของเขาดียิ่ง ถ้อยคำของเขากระชับตรงประเด็น มิได้เติมเชื้อเพลิงแต่งเรื่องแต่อย่างใดหลังกล่าวเสร็จก็ได้ยินเขาพูดว่า “ท่านอ๋องมู่ ครั้งคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ไปยังหออู๋หมิงเพื่อขายหญ้าวิญญาณและโอสถวิญญาณนั้นนางปิดซ่อนตัวตนจนข้าไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของนาง เป็นคราต่อมาที่ข้าได้สนทนากับองค์รัชทายาทจึงบังเอิญค้นพบตัวตนของแม่นางมู่เข้าทว่าองค์รัชทายาทที่หยิ่งทะนงรักศักดิ์ศรีจะทำเรื่องราวเล็กน้อยเช่นนั้นได้อย่างไร? ดังนั้นถึงจะทราบว่าแม่นางมู่รวบรวมเงินสามล้านตำลึงจนครบแต่หออู๋หมิงของพวกเรากลับไม่เคยคิดจะลอบกัดข้างหลัง แม้งบประมาณทางการทหารจะขาดแคลนพวกเราก็มิได้แตะต้องเงินสามล้านตำลึงของแม่นางเหยียน...”
จีอู๋ซวงรีบอธิบายอย่างร้อนรน
“แม่นางเหยียนเป็นสตรีมีคุณธรรมนำเงินสามล้านตำลึงให้ยืมเป็นค่างบประมาณทางการทหาร เรื่องนี้ทั้งข้าและองค์รัชทายาทล้วนชื่นชมนักจะหยามหยันเจ้าเช่นนั้นได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินคำพูดของจีอู๋ซวงมือของฮวาเหยียนพลันสั่นเทา “ไม่ว่าเรื่องใดท่านล้วนกล่าวหมดแล้วทั้งสิ้นปรากฏว่าเป็นข้าเองที่สร้างเรื่องวุ่นวาย คิดว่าคำพูดของท่านมีน้ำหนักพอให้เชื่อหรือไม่?
เงินจำนวนสามล้านตำลึงข้ารวบรวมได้ครบแล้ว เดิมทีข้ามิได้ติดหนี้ตี้หลิงหานอีก ทว่าข้านำเงินส่วนนี้ให้กองทัพอิงตามความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับตี้หลิงหาน เขาย่อมทราบได้ในทันที หากเป็นเช่นที่ท่านพูดองค์รัชทายาททรงชื่นชมการกระทำของข้าจริง เช่นนั้นก็ควรส่งคนนำสัญญาฉบับนั้นไปยังจวนตระกูลมู่มิใช่รั้งทัพรอจังหวะโจมตี ปล่อยให้คนในตระกูลมู่ของข้ารู้สึกร้อนรนมิอาจสงบใจได้...”
“นี่...”
จีอู๋ซวงถูกวาจาไม่กี่คำของฮวาเหยียนอุดทุกคำกล่าวเอาไว้
ที่คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่เอ่ยมานั้นถูกต้องมิมีผิด
เดิมทีอาหานตัดสินใจปล่อยคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ผู้นี้แล้วทว่าเรื่องราวกลับพลิกผัน เหตุใดจึงไม่ส่งสัญญาไปยังจวนตระกูลมู่ภายในวันนั้นหรือกระทั่งส่งคนไปบอกกล่าวสักคำก็ยังดี
แม้จะรู้ใจอาหานทว่าก็ยังกลืนน้ำลายมิลงคอ ดังนั้น...
“แม่นางมู่ สัญญาฉบับนั้นถูกนายท่านทำลายทิ้งไปแล้วขอรับ”
พริบตานั้นอั้นจิ่วก็เปิดปากกล่าว
เพราะเขากินยาที่หยวนเป่าให้มาสภาพจึงดีกว่าอั้นปามาก ยามนี้สติของเขาแจ่มชัด เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็เร่งร้อนเอ่ยปากทันที
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
ฮวาเหยียนมิอาจตามทันนางถามด้วยความสงสัย
“แม่นางมู่ก่อนที่ท่านจะมา องค์รัชทายาททรงเผาสัญญาทิ้งไปแล้วขอรับ”
อั้นจิ่วย้ำอีกครั้ง
ฮวาเหยียนตื่นตะลึงสัญญาถูกเผาไปแล้ว? ตี้หลิงหาน? เป็นไปได้อย่างไร!
จากนั้นนางก็กล่าวต่อด้วยสีหน้าเย็นชาว่า“ข้าไม่เชื่อ!”
“เฮอะ”
ทันทีที่นางพูดจบก็ได้ยินตี้หลิงหานเค้นเสียงหัวเราเบาๆ “เรื่องที่คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ได้ตัดสินใจไปแล้วพวกเจ้าจะอธิบายไปเพื่ออันใด?”
เสียงของเขาเย็นชายิ่งเผยให้เห็นถึงความเยือกเย็นในจิตใจ
ตึง
ทันใดนั้นอั้นจิ่วก็คุกเข่าลงเต็มแรง“แม่นางมู่ ทุกสิ่งที่อั้นจิ่วพูดล้วนเป็นความจริง หากผิดไปเพียงครึ่งประโยคขอให้ข้าน้อยถูกฟ้าผ่า มิได้ตายดี”
“ข้าด้วย...ข้าเองก็มิได้กล่าววาจามดเท็จอันใดหากข้าโกหก ขอให้ข้ามิอาจแต่งสตรีนางใดได้อีกเลยชั่วชีวิต...”
จีอู๋ซวงรีบเอ่ยปากอย่างรวดเร็ว
การมิอาจแต่งงานกับสตรีใดได้ถือเป็นการลงโทษที่รุนแรงสำหรับเขา
เมื่อคำพูดของอั้นจิ่วกับจีอู๋ซวงจบลงมือของฮวาเหยียนที่บีบคอของตี้หลิงหานอยู่ก็คลายออกเล็กน้อย ไม่รู้ด้วยเหตุใดหัวใจของนางพลันตื่นตระหนก และมีความรู้สึกว่าอั้นจิ่วกับจีอู๋ซวงมิได้โกหก
นางพลิกแผ่นดินหาทั้งในห้องนอนและห้องหนังสือแม้กระทั่งซับในของตี้หลิงหานนางก็ควานหามาแล้ว ทว่านางก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของสัญญาหากเป็นเช่นที่อั้นจิ่วพูด ก็หมายความว่าสัญญาถูกเผาทิ้งไปแล้วหรือ? ของที่ถูกทำลายแล้วเช่นนั้นจะหาพบได้อย่างไร?
“ตี้หลิงหาน พระองค์ทรงเผาสัญญาฉบับนั้นไปแล้วจริงหรือเพคะ?”
ฮวาเหยียนมองตี้หลิงหานด้วยสายตาซับซ้อนองค์รัชทายาทที่นางตัดสินไปแล้วว่าทั้งน่ารังเกียจ ไร้ความปรานี หน้าซื่อใจคดสุภาพบุรุษจอมปลอมเช่นตี้หลิงหาน แท้จริงแล้วมิได้เลวร้ายเหมือนที่นางคิด?
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นนางที่ปรักปรำเขาหรือ?
ยิ่งกว่านั้นนางยังบีบคอของเขาอีกซึ่งหากภายหลังถูกสอบสวน เช่นนั้นพวกนางคงต้องโทษอาญาสถานหนัก โดนตัดหัวทั้งตระกูล
เดิมทีนางมิใช่คนหุนหันพลันแล่นแต่ทันทีที่นางเห็นจีอู๋ซวงในคืนนี้ นางก็โกรธจนลงมือเสียเหี้ยมโหดหากตี้หลิงหานทำผิดจริงตามข้อกล่าวหานี้ก็แล้วกันไป ทว่าหากเขาถูกปรักปรำ เช่นนั้นนางคง...อับอายเป็นอย่างยิ่ง
ตี้หลิงหานลืมตาขึ้นดวงตาหงส์เรียวยาวซึ่งมีสีแดงโลหิตของเขากำลังสะท้อนภาพเงาของนาง
“มู่อันเหยียนอุ๊บ...”
ริมฝีปากแดงของตี้หลิงหานขยับเล็กน้อยทว่าเขากลับพูดได้เพียงสามคำ ครู่ต่อมาก็ถูกมือที่เดิมทีฮวาเหยียนใช้บีบคอเขา เปลี่ยนมาอุดปากเขาโดยตรงแทน...