รุ่งอรุณในเทือกเขากระซิบไม่ได้นำมาซึ่งความสดใสเหมือนในเมือง แสงอาทิตย์ส่องผ่านม่านหมอกและยอดเขาที่บิดเบี้ยวลงมาอย่างอ่อนแรง ลมยังคงพัดหวีดหวิวไม่หยุดหย่อนราวกับเสียงกระซิบที่ไม่เคยหลับใหล อากาศเย็นะเืจนเห็นไอจากลมหายใจ
ทีมเหยี่ยวเหล็กเก็บค่ายพักแรมอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ทุกคนดูจะอ่อนเพลียเล็กน้อยจากการเดินทางและการนอนที่ไม่สนิทนัก แต่ก็มีความตื่นตัวและระแวดระวังภัยสูง ศาสตราจารย์วาเลเรียสดูจะเป็คนเดียวที่กระปรี้กระเปร่าเป็พิเศษ เขากระวนกระวาย ตรวจสอบเครื่องมือวัดพลังงานในมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง
"ไปกันได้รึยัง? จากค่าพลังงานที่อ่านได้เมื่อคืน จุดหมายของเราอยู่ไม่ไกลจากที่นี่แล้ว!" เขากระตุ้นคร็อก หัวหน้าทีม
"รู้แล้วน่า ศาสตราจารย์" คร็อกตอบเสียงห้วน เขากำลังตรวจสอบความพร้อมของแขนกลและอาวุธ "แต่ยิ่งเข้าใกล้เป้าหมาย ก็ยิ่งต้องระวังให้มาก ที่นี่ไม่ใช่สวนหลังบ้านคุณนะ จำไว้" เขาหันไปสั่งการทีม "ซิลค์ นำหน้าไป ตรวจสอบเส้นทางให้ละเอียด บาร์ก ดูแลศาสตราจารย์กับผู้ช่วยให้ดี เบลด คอยระวังด้านข้างและด้านหลัง มีอะไรผิดปกติให้รีบส่งสัญญาณทันที"
ทุกคนพยักหน้ารับรู้ แล้วขบวนเดินทางก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง พวกเขาเคลื่อนที่ลึกเข้าไปในหุบเขาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม เส้นทางขรุขระและเต็มไปด้วยหินแหลมคม บาง่ต้องปีนป่ายผ่านซอกหินแคบๆ หรือเดินเลาะริมหน้าผาที่น่าหวาดเสียว ลมกระซิบดูเหมือนจะดังขึ้นและมีความหลากหลายของโทนเสียงมากขึ้น ราวกับมีิญญานับพันกำลังพูดคุยกันอยู่รอบตัว
แต่สิ่งที่แปลกประหลาดยิ่งกว่าคือสภาพแวดล้อมที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไป พวกเขาเดินผ่านบริเวณที่พืชพรรณดูจะเจริญงอกงามผิดปกติ เฟิร์นขนาดั์สูงท่วมหัว ใบไม้มีสีเขียวเข้มสดใสจนผิดธรรมชาติ ดอกไม้รูปทรงแปลกประหลาดเปล่งแสงเรืองรองจางๆ ออกมา และมีเถาวัลย์หนาทึบเลื้อยพันไปตามโขดหินราวกับงูั์ อากาศในบริเวณนี้อุ่นขึ้นเล็กน้อยและมีความชื้นสูง มีกลิ่นดินหอมๆ ผสมกับกลิ่นคล้ายโอโซนจางๆ ลอยอวลอยู่
"น่าทึ่ง! พลังงานชีวิตเข้มข้นมาก!" ศาสตราจารย์วาเลเรียส ร้องออกมาอย่างตื่นเต้น ดวงตาหลังแว่นหนาเป็ประกาย "นี่แหละ! คือบริเวณที่ข้าคำนวณไว้ไม่ผิดแน่!"
ขณะที่ศาสตราจารย์กำลังตื่นเต้น และสมาชิกคนอื่นๆ กำลังตื่นตะลึงกับสภาพแวดล้อมที่แปลกตา สายตาอันเฉียบคมของหลี่ชิง ก็เหลือบไปเห็นวัตถุบางอย่างที่ซ่อนตัวอยู่ใต้รากไม้ขนาดใหญ่ที่โผล่พ้นดินขึ้นมา มันเป็ก้อนหินสีดำสนิท ขนาดประมาณกำปั้น แต่มีลายเส้นสีแดงคล้ายเส้นเืวิ่งพาดผ่านอยู่ทั่วทั้งก้อน และดูเหมือนจะมีการเต้นตุบๆ อย่างแ่เบาอยู่ในนั้น เขารู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่ดึงดูดใจอย่างประหลาดจากก้อนหินนั้น
เขาเหลือบมองคนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว ทุกคนกำลังสนใจศาสตราจารย์และทิวทัศน์รอบตัว ไม่มีใครสังเกตเห็นก้อนหินก้อนนั้น หลี่ชิงจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่สัญชาตญาณบอก เขาแสร้งทำเป็เดินสะดุดเล็กน้อย แล้วอาศัยจังหวะนั้นก้มลงหยิบก้อนหินสีดำแดงนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วและแเี ััได้ถึงความอุ่นเล็กน้อยและการเต้นตุบๆ ที่ชัดเจนขึ้นในฝ่ามือ เขารีบซ่อนมันไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมด้านในทันที โดยไม่มีใครทันสังเกตเห็นความผิดปกติ
‘หินนี่มัน... คืออะไรกันแน่?’ เขาคิดในใจ รู้สึกถึงความลึกลับบางอย่าง ‘มันดูไม่ธรรมดาเลย บางทีอาจจะมีค่าก็ได้ เก็บไว้ก่อนแล้วกัน’
ในขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์วาเลเรียสก็วิ่งนำไปยังใจกลางของบริเวณนั้น ที่ซึ่งมีแท่นหินธรรมชาติขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ และที่ใจกลางของแท่นหินนั้นเอง คือสิ่งที่พวกเขาเดินทางตามหามาตลอดหลายวันที่ผ่านมา!
"เจอแล้ว! ในที่สุดข้าก็เจอ!" ศาสตราจารย์ร้องเสียงดังอย่างลิงโลด "มันอยู่นี่เอง! งดงามอะไรเช่นนี้!"
สิ่งที่ศาสตราจารย์ชี้ให้ดูคือผลึกคริสตัลสีเขียวมรกตสดใส ขนาดประมาณหัวใจมนุษย์ มันฝังตัวอยู่ในเนื้อหินของแท่นนั้น เปล่งแสงเรืองรองนวลตาออกมาเป็จังหวะ ช้าๆ สม่ำเสมอ ราวกับกำลังหายใจ แสงสีเขียวนั้นดูอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยพลังงานแห่งชีวิตอย่างน่าประหลาด
"นั่นน่ะเหรอ? ไอ้หินเรืองแสงที่คุณตามหามาตลอดทางน่ะ ศาสตราจารย์?" คร็อกถามขึ้น เดินเข้ามาดูใกล้ๆ อย่างสนใจ
"หินเรืองแสงเรอะ?!" ศาสตราจารย์หันมาตวาดแว๊ดใส่คร็อกด้วยความไม่พอใจ "นี่มันไม่ใช่แค่หินเรืองแสงธรรมดานะ เ้าทหารรับจ้าง! นี่คือ 'แก่นชีวิต' แหล่งรวมพลังงานชีวิตบริสุทธิ์ที่หายากที่สุดในโลก!"
"แก่นชีวิต?" บาร์กทวนคำอย่างงุนงง
"ใช่แล้ว!" ศาสตราจารย์กล่าวต่ออย่างกระตือรือร้น ดวงตาเป็ประกายด้วยความหลงใหล "ตำนานโบราณกล่าวถึงมันไว้ไม่ผิดเพี้ยน! พลังงานของมัน... มันสามารถฟื้นฟูได้ทุกสิ่ง! ลองคิดดูสิ หากข้าสามารถศึกษาและเข้าใจพลังงานนี้ได้ ข้าอาจจะสามารถนำมันไปใช้ฟื้นฟูผืนดินที่ปนเปื้อนจากการแตกออกของเกท หรือพื้นที่ที่ถูกทำลายล้างโดยมอนสเตอร์ ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อีกครั้ง! มันคือความหวังที่จะเยียวยาโลกใบนี้!"
คำอธิบายของศาสตราจารย์ทำให้ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง แม้แต่คร็อกที่ดูเหมือนจะสนใจแต่เื่เงิน ก็ยังต้องยอมรับว่าเป้าหมายของศาสตราจารย์นั้นยิ่งใหญ่และมีความสำคัญอย่างแท้จริง ส่วนหลี่ชิงนั้นรู้สึกสะท้อนใจเป็พิเศษ ความคิดที่จะ "ฟื้นฟู" ความเสียหายที่เกิดจากมอนสเตอร์นั้น มันไปกระตุ้นาแเก่าในใจของเขา แต่ก็จุดประกายความหวังบางอย่างขึ้นมาเช่นกัน
"เอาล่ะๆ รู้แล้วว่ามันสำคัญ" คร็อกพูดตัดบท "แล้วจะเอามันออกมายังไงล่ะนั่น? ดูเหมือนจะฝังแน่นอยู่ในหินเลยนะ"
"ไม่ต้องห่วง ข้าเตรียมเครื่องมือมาพร้อมแล้ว!" ศาสตราจารย์พูดอย่างมั่นใจ เขาเปิดกระเป๋าใบใหญ่ออก หยิบอุปกรณ์หน้าตาประหลาดหลายชิ้นออกมา ทั้งสว่านขนาดเล็ก คีมชนิดพิเศษ และเครื่องมือวัดค่าต่างๆ "พวกท่านช่วยคุ้มกันรอบๆ ให้ข้าด้วยก็แล้วกัน ขั้นตอนนี้ต้องใช้สมาธิสูง ห้ามมีอะไรมารบกวนเด็ดขาด"
ทีมเหยี่ยวเหล็กพยักหน้ารับรู้ พวกเขากระจายกำลังออกไปรอบๆ แท่นหิน สร้างแนวป้องกันขึ้นมาทันที คร็อกยืนคุมเชิงอยู่ด้านหน้า บาร์กอยู่ด้านขวา ซิลค์อยู่ด้านซ้าย ส่วนหลี่ชิง อยู่ด้านหลัง ทุกคนอยู่ในท่าเตรียมพร้อม สอดส่องสายตามองเข้าไปในพงไม้หนาทึบและเงามืดรอบๆ อย่างระแวดระวัง บรรยากาศที่เคยดูสงบสุขและอุดมสมบูรณ์เมื่อครู่ บัดนี้กลับแฝงไปด้วยความตึงเครียดและความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจ
ศาสตราจารย์วาเลเรียสเริ่มลงมือทำงานทันที เขาใช้สว่านค่อยๆ เจาะรอบๆ ผลึกแก่นชีวิตอย่างระมัดระวัง เสียงสว่านดังเบาๆ แต่ก็ก้องกังวานในความเงียบนั้น เหงื่อเริ่มซึมออกมาตามหน้าผากของศาสตราจารย์ เขาต้องใช้ความแม่นยำและสมาธิอย่างสูงเพื่อไม่ให้ผลึกได้รับความเสียหาย
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าและตึงเครียด ทุกคนต่างกลั้นหายใจรอคอย หลี่ชิงััได้ถึงพลังงานในอากาศที่ดูเหมือนจะปั่นป่วนมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงกระซิบของสายลมก็ดังขึ้นและฟังดู... ไม่เป็มิตร
ในที่สุด หลังจากที่ศาสตราจารย์งัดแงะอยู่พักใหญ่ เขาก็สามารถสกัดผลึกแก่นชีวิตสีเขียวมรกตออกมาจากแท่นหินได้สำเร็จ!
"ได้แล้ว! ข้าทำได้แล้ว!" เขาร้องออกมาอย่างดีใจสุดขีด ยกผลึกแก่นชีวิตขึ้นชู มันส่องแสงสว่างวาบเจิดจ้าขึ้นมาราวกับตอบรับ!
แต่ในวินาทีเดียวกันนั้นเอง!
วูมมมมม!
คลื่นพลังงานที่มองไม่เห็น แต่ััได้ถึงแรงกดดันมหาศาล ะเิออกมาจากจุดที่ผลึกเคยฝังอยู่! มันซัดกระแทกทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณนั้นจนต้นไม้ใบหญ้าั์ลู่เอนไปตามแรงลม! เสียงกระซิบในสายลมแปรเปลี่ยนเป็เสียงกรีดร้องโหยหวน!
"ศาสตราจารย์! คุณทำบ้าอะไรลงไปเนี่ย?!" คร็อกะโลั่น เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติร้ายแรง
โฮกกกกก! กรรรร! คริ้กๆๆๆๆ!
เสียงคำรามและเสียงร้องอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นพร้อมกันจากทุกทิศทุกทาง! เงาร่างของสิ่งมีชีวิตประหลาดเริ่มปรากฏขึ้นจากเงามืดและพงไม้หนาทึบรอบๆ ตัวพวกเขาทันที!
"แย่แล้ว! มีมอนสเตอร์! เยอะมาก!" ซิลค์ะโเตือนเสียงดัง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "พวกมันกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้! เร็วมาก!"
หลี่ชิงหันไปมองทันที เขาเห็นพวกมันแล้ว... มอนสเตอร์รูปร่างคล้ายหมาป่าแต่มีเกล็ดสีดำและดวงตาสีแดงก่ำ, แมลงั์มีเปลือกแข็งเหมือนเกราะและก้ามอันแหลมคม, สัตว์เลื้อยคลานมีปีกที่บินได้รวดเร็วราวกับสายฟ้า... พวกมันมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน และที่สำคัญ กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากตัวพวกมันนั้นแข็งแกร่งกว่ามอนสเตอร์ที่พวกเขาเคยเจอมาทั้งหมด!
"เลเวลประมาณ... 30 ถึง 40! บ้าเอ๊ย! พวกมันมาได้ยังไง?!" คร็อกสบถอย่างหัวเสีย
"ต้องเป็การกระทำเมื่อกี้แน่ๆ! การดึงแก่นชีวิตออกมาคงไปปลุกพวกมันหรือเรียกพวกมันมา!" ซิลค์ สันนิษฐานขึ้นมา
"จะอะไรก็ช่างแล้วตอนนี้! หนีเร็ว!" คร็อกะโสั่งการเสียงดังลั่น "ลืมเื่สำรวจไปก่อน! ทุกคน! วิ่งกลับไปทางเดิม! เร็วเข้า! บาร์ก! เอาตัวศาสตราจารย์ไปด้วย! ซิลค์! นำทาง! เบลด! คุ้มกันข้างหลัง!"
ไม่มีเวลาให้ลังเลอีกต่อไป ทุกคนต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างสุดกำลัง บาร์กคว้าตัวศาสตราจารย์วาเลเรียส ที่ยังคงกอดแก่นชีวิตไว้แน่นและมีสีหน้าใสุดขีด พาดบ่าแล้ววิ่งตามไปทันที หลินวิ่งตามไปติดๆ ซิลค์ใช้ความเร็วทั้งหมดนำทางฝ่าพงไม้หนาทึบ คร็อกคอยยิงสกัดมอนสเตอร์ที่ตามมาข้างหลังด้วยแขนกล
หลี่ชิงรับหน้าที่หน่วยหลังสุด เขาชักเดกเกอร์ออกมาถือไว้มั่น คอยรับมือกับมอนสเตอร์ที่ไล่ตามมาติดๆ เขายังไม่ได้ใช้ดาบยาว เพราะยังอยู่ใน่หลบหนีและมีคนอื่นอยู่ด้วย แต่ถึงกระนั้น เขาก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันน่าทึ่ง เขาสามารถหลบหลีกการโจมตีของมอนสเตอร์ระดับ 30 กว่าๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว และใช้เดกเกอร์สกัดพวกที่เข้าใกล้เกินไปได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เขาจัดการมอนสเตอร์ไปสองสามตัวเพื่อเปิดทางให้คนอื่นๆ หนีไปก่อน สร้างความตกตะลึงให้กับคร็อกและบาร์กที่เหลือบมาเห็นเป็ครั้งคราว
แต่จำนวนของมอนสเตอร์นั้นมันมากเกินไปจริงๆ! พวกมันเหมือนคลื่นสีดำที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ไล่ต้อนพวกเขาให้จนมุม
"ทางนี้ก็มี!" ซิลค์ะโบอกเมื่อเห็นมอนสเตอร์กลุ่มใหญ่ดักรออยู่ข้างหน้า
"บ้าจริง! พวกมันล้อมเราไว้หมดแล้ว!" คร็อกกัดฟันกรอด
พวกเขาถูกไล่ต้อนจนมาถึงลานหินโล่งๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็ก้นเหวหรือหุบเขาขนาดเล็ก และเมื่อมองไปรอบตัว พวกเขาก็ต้องสิ้นหวัง... มอนสเตอร์ระดับ 30-40 จำนวนมหาศาลได้ปิดล้อมพวกเขาไว้ทุกด้าน กำแพงแห่งเขี้ยวเล็บและดวงตาอันดุร้ายกำลังค่อยๆ บีบวงล้อมเข้ามา!
ทีมเหยี่ยวเหล็ก, ศาสตราจารย์, และผู้ช่วย ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ตรงกลาง วงล้อมด้วยทะเลแห่งความตาย คร็อกยกแขนกลขึ้นเตรียมยิง บาร์กเงื้อขวานขึ้นสูง ซิลค์กุมมีดสั้นไว้สองมือ สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความตึงเครียดและสิ้นหวัง ศาสตราจารย์วาเลเรียสกอดแก่นชีวิตไว้แน่น ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว ส่วนหลินนั้นหน้าซีดเป็ไก่ต้มไปแล้ว
หลี่ชิง หรือ ยืนอยู่แนวหน้าสุด เขาเก็บเดกเกอร์เข้าที่เอวอย่างช้าๆ มือขวาเลื่อนไปกุมด้ามดาบยาวที่อยู่บนหลังอย่างมั่นคง สถานการณ์นี้... มันเลวร้ายเกินกว่าที่เดกเกอร์จะรับมือไหวแล้ว บางที... อาจจะถึงเวลาที่เขาต้องปลดปล่อยพลังที่แท้จริงออกมา...